Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3452/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้เช่าที่ดินที่ต้องถูกเวนคืนที่จะได้เงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 18(3)นอกจากการเช่านั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือแล้ว ยังต้องเป็นผู้เช่าที่ได้เสียหายจริงโดยเหตุที่จะต้องออกจากที่ดินดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับด้วย โจทก์รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมาจาก ช. ขณะที่โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นบริเวณที่เช่าเป็นสถานีบริการน้ำมันและอู่ซ่อมรถยนต์ซึ่งยังประกอบกิจการอยู่ โจทก์ต้องดำเนินการฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกอาศัยและการฟ้องขับไล่ยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์จึงยังไม่สามารถเข้าครอบครองที่เช่าและยังไม่สามารถเข้าดำเนินการใด ๆในที่เช่า ดังนี้ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืนและยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ในที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืน จึงยังไม่มีกรณีที่โจทก์จะต้องออกจากที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืนโจทก์จึงไม่ใช่ผู้ที่ได้ผู้เสียหายจริงโดยเหตุที่จะต้องออกจากที่ดินที่ถูกเวนคืน จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18(3)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 18

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1196เนื้อที่ 247 ตารางวา จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตั้งแต่ พ.ศ. 2526 ระยะเวลาเช่า 1 ปี แต่เมื่อครบกำหนดแล้วได้เช่าต่อมาอย่างไม่กำหนดระยะเวลาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2531 พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอปากเกร็ด พ.ศ. 2530 มีผลใช้บังคับที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนจำเลยไม่พิจารณาจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อจะสร้างคลินิกแพทย์ขนาดใหญ่และได้เสียค่าจ้างสถาปนิกและวิศวกรไปแล้ว 10,000,000 บาทหากสร้างเสร็จจะมีรายได้ปีละ 81,000,000 บาท การที่ที่ดินถูกเวนคืนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง25,000,000 บาท

ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 25,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าของโจทก์สิ้นสุดลงก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สิทธิของโจทก์ที่จะอยู่ในที่เช่าเป็นเพียงสิทธิเดือนต่อเดือนไม่ใช่สิทธิที่มีกำหนดระยะเวลาเมื่อผู้ให้เช่าได้บอกกล่าวเลิกสัญญาแล้ว สิทธิการเช่าของโจทก์ก็เป็นอันสิ้นสุดลง จำเลยไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายค่าทดแทนหรือค่าเสียหายใด ๆ แก่โจทก์ พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ได้บางส่วนศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า

การเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1196 เนื้อที่247 ตารางวา ระหว่างโจทก์กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีการทำหลักฐานเป็นหนังสือ ทั้งการเช่านั้นได้ระงับไปก่อนที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จะเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนการเวนคืน พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อ ปี 2530ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรีจังหวัดนนทบุรี และเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไท เขตปทุมวันเขตบางรัก เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะบางโคล่และสายพญาไท-ศรีนครินทร์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1196 ที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ดังกล่าวบางส่วนจำนวน243 ตารางวา ตามแผนที่ท้ายสัญญาเช่าอาคารเอกสารหมายจ.1 ถูกเวนคืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยเฉพาะปัญหาตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนในฐานะผู้เช่าที่ดินที่ถูกเวนคืนดังกล่าวตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 18(3) หรือไม่โจทก์ฎีกาสรุปว่าโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินโฉนดที่ 1196 เลขที่ 31 บางส่วนเนื้อที่ 243 ตารางวา พร้อมอาคารเลขที่ 69/30 บนที่ดินดังกล่าวตามสัญญาเช่าอาคารและแผนที่ท้ายสัญญาเช่าอาคารเอกสารหมาย จ.1 เมื่อที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะได้จ้างสถาปนิกและวิศวกรไปเป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท และค่าขาดประโยชน์อีกปีละไม่ต่ำกว่า 81,000,000 บาท นั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

พ.ศ.2530มาตรา 18 บัญญัติว่า "เงินค่าทดแทนนั้น ให้กำหนดให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ (3) ผู้เช่าที่ดิน ที่ต้องเวนคืน แต่การเช่านั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือซึ่งได้ทำไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 และการเช่านั้นยังมิได้ระงับไปในวันที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดิน ดังกล่าวแต่เงินค่าทดแทนในการเช่านี้พึงกำหนดให้เฉพาะที่ผู้เช่าได้เสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดิน ดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับ" ปรากฏตามสัญญาเช่าอาคารเอกสารหมายจ.1 ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โดยนายพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ ผู้ให้เช่า นายแพทย์พยับ โชคสุวัฒนสกุลโจทก์ ผู้เช่า ทั้งสองฝ่ายตกลงกันดังนี้ ข้อ 1 "ผู้ให้เช่าตกลงให้เช่าและผู้เช่าตกลงรับเช่า ที่ดินและอาคารชั้นเดียวหมายเลข69/30"

ท้ายสัญญาเช่ายังมีแผนที่ซึ่งมีข้อความและสัญลักษณ์อธิบายถึงแนวเขตที่ดินที่เช่าตามสัญญาด้วย กล่าวคือเครื่องหมายคือแนวเขตที่ดินที่เช่าและอาคารเป็นส่วนหนึ่งในที่ดินโฉนดที่ 1196 เลขที่ 31 และตามแผนที่ก็ระบุเนื้อที่ดินที่เช่ามีจำนวน 243 ตารางวา พร้อมอาคารเลขที่ 69/30 บนที่ดินดังกล่าว ดังนี้ ย่อมแสดงว่าโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินจำนวน 243ตารางวา ตามแผนที่ท้ายสัญญาเช่าอาคารเอกสารหมาย จ.1จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แม้ตามสัญญาเช่าอาคารดังกล่าว ข้อ 1 ระบุระยะเวลาเช่าไว้ 1 ปี แต่ตามสัญญาข้อ 15 ก็ระบุว่า "เมื่อครบกำหนดเวลาการเช่า ถ้าผู้เช่ายังคงอยู่ในสถานที่เช่าต่อไปให้ถือว่าผู้เช่าตกลงเช่ากันเป็นรายเดือน

จนกว่าผู้ให้เช่า หรือผู้เช่าจะบอกกล่าวเป็นหนังสือขอเลิกสัญญาเช่า" โจทก์นำสืบว่าหลังจากครบกำหนดสัญญาเช่าดังกล่าวตามข้อ 1 คือ วันที่ 30 กันยายน 2527 แล้วสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยังไม่บอกเลิกสัญญาเช่าและโจทก์ได้ชำระค่าเช่าตลอดมาจนถึงเดือนสิงหาคม 2533 ตามหมายเอกสาร จ.3 ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.4 และนายสมศักดิ์ ศิริจรรยาหัวหน้ากองธุรกิจอาคารสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์ยังเป็นผู้เช่าตามสำเนาสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 โดยพยานเป็นผู้ออกหนังสือรับรองการเป็นผู้เช่าตามเอกสารหมาย

จ.6 หนังสือดังกล่าวลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2533 ดังนี้การเช่าที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ภายหลังจากครบกำหนดตามข้อ 1 ของสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.1 แล้วการเช่านั้นก็ยังไม่ระงับแต่กลายเป็นการเช่าที่มีการตกลงเช่ากันเป็นรายเดือนจนกว่าผู้ให้เช่าหรือผู้เช่าจะบอกเป็นหนังสือขอเลิกสัญญาเช่า ตามข้อ 15สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นหนังสือหลักฐานการเช่าที่ดินพิพาทเป็นรายเดือนระหว่างโจทก์กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบอกเป็นหนังสือขอเลิกสัญญาเช่า อย่างไรก็ตาม ผู้เช่าที่ดินที่ต้องถูกเวนคืนที่จะได้เงินค่าทดแทนตามมาตรา 18(3) นอกจากการเช่านั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือแล้ว

จะต้องเป็นผู้เช่าที่ได้เสียหายจริงโดยเหตุที่จะต้องออกจากที่ดินดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับด้วย แต่ปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านสรุปได้ว่าโจทก์รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมาจากบริษัทซัมมิท จำกัด ขณะที่โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น บริเวณที่เช่าเป็นสถานีบริการน้ำมันและอู่ซ่อมรถยนต์ซึ่งประกอบกิจการอยู่โจทก์ต้องดำเนินการฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกอาศัย ขณะเบิกความคือวันที่ 22 กันยายน 2535 การฟ้องขับไล่ยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ยังไม่สามารถเข้าครอบครองที่เช่าและยังไม่สามารถเข้าดำเนินการใด ๆ ในที่เช่า ดังนี้เมื่อโจทก์ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืนและยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ในที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืน จึงยังไม่มีกรณีที่โจทก์จะต้องออกจากที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืน โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ที่ได้ผู้เสียหายจริงโดยเหตุที่จะต้องออกจากที่ดินดังกล่าวพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ถวิล อินทรักษา · สุรินทร์ นาควิเชียร · กนก พรรณรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6712/2554

ในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เมื่อคณะรัฐมนตรีประกาศให้การเวนคืนเป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน หากเจ้าหน้าที่เวนคืนจัดให้มีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนในกรณีที่ตกลงกันได้หรือ วางเงินค่าทดแทนในกรณีที่ไม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6124/2553

บทบัญญัติมาตรา 25 วรรคหนึ่งและมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 เป็นการกำหนดขั้นตอนในการตรวจสอบการกำหนดเงินค่าทดแทนเพื่อให้ประชาชนที่ถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้รับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2553

ที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ ส. มีวัตถุประสงค์จะตั้งสาขาในการขายประกันและให้บริการแก่ลูกค้าของโจทก์ในบริเวณท้องที่ที่ที่ดินนั้นถูกเวนคืน ส. จึงให้สิทธิแก่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7471/2548

แม้โจทก์ยังมีสิทธิและโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้นปาล์มน้ำมันที่ถูกเวนคืนอีกประมาณ 16 ปี แต่ผลผลิตและราคาของปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นผลิตผลทางเกษตรในอนาคตที่จะทำให้โจทก์ผู้ปลูกมีกำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6336/2548

ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ จ. ได้ให้ผู้อื่นเช่าที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนโดยจดทะเบียนการเช่าไว้มีกำหนด 30 ปี ดังนั้น คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ จึงต้องกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและอาค…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้