Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2142/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในคดีอาญาที่ ว. ผู้เอาประกันภัยรถยนต์จากโจทก์ถูกฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยฟังว่าการที่รถของ ว. ชนกับรถของ ศ. มิใช่เป็นเพราะความประมาทของ ว. และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ถือได้ว่าพนักงานอัยการได้ดำเนินคดีอาญาแทนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของ ศ. คดีในส่วนความประมาทของ ว. ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวและถึงที่สุดแล้ว จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 การที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพยานหลักฐานและรับฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งไปอีกทางหนึ่งอันรับฟังไปคนละทางกับข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาย่อมไม่สามารถจะกระทำได้อันเป็นการไม่ชอบ เมื่อจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนความประมาทของ ศ. จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ศ. เป็นผู้ประมาทโดยขับรถยนต์เฉี่ยวชนรถยนต์คันที่ ว. ขับ อันเป็นการละเมิดต่อ ว. โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยชำระค่าเสียหายให้แก่ ว. จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของ ศ. แต่ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601 และจากจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ของ ศ. ได้ ส่วนประเด็นเรื่องการกำหนดค่าเสียหาย แม้ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ แต่เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์และฎีกา ได้เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ และคู่ความสืบพยานข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยได้ เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 1,951,624 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,903,514 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเรียกบริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เหตุรถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเกิดจากการกระทำโดยประมาทของนายวีระและนายเศรษฐาไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์จึงไม่ได้รับช่วงสิทธิเป็นการไม่ชอบหรือไม่ โดยฎีกาว่า พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายวีระเป็นจำเลยในคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1178/2553 ยกฟ้องโจทก์ โดยฟังว่าการที่รถของนายวีระชนกับรถของนายเศรษฐามิใช่เป็นเพราะความประมาทของนายวีระ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ศาลต้องนำข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวมารับฟังนั้น เห็นว่า คดีอาญาที่นายวีระถูกฟ้อง ถือได้ว่าพนักงานอัยการได้ดำเนินคดีอาญาแทนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของ

นายเศรษฐาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1178/2553 ของศาลชั้นต้น คดีในส่วนความประมาทของนายวีระถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวและถึงที่สุดแล้ว ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 กำหนดให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวรับฟังข้อเท็จจริงได้แล้วว่าก่อนเฉี่ยวชนกันรถยนต์ทั้งสองคันขับมาด้วยความเร็วสูง รอยห้ามล้อรถคันที่นายเศรษฐาขับปรากฏอยู่บนเส้นแบ่งการจราจรฝั่งช่องเดินรถของนายวีระอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่ารถยนต์คันที่นายเศรษฐาขับแล่นลงจากสะพานเป็นฝ่ายล้ำเฉียงเข้าไปในช่องเดินรถของนายวีระ เหตุที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากรถยนต์คันที่นายเศรษฐาขับแล่นลงจากสะพานด้วยความเร็วสูง แล้วล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่นายวีระขับสวนทางมาจึงชนกับรถยนต์คันที่นายวีระขับในช่องเดินรถตามปกติของนายวีระ จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันกระชั้นชิด

นายวีระไม่อาจห้ามล้อลดความเร็วหรือหลีกเลี่ยงการชนได้ การที่รถยนต์คันที่นายวีระขับชนกับรถยนต์คันที่นายเศรษฐาขับจึงไม่ใช่เพราะความประมาทของนายวีระนั้น ในคดีส่วนอาญาข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังจึงต้องยุติเพียงเท่านี้ การที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพยานหลักฐานและรับฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งไปอีกทางหนึ่ง โดยศาลชั้นต้นฟังว่าเป็นความประมาทของนายวีระฝ่ายเดียว ส่วนศาลอุทธรณ์ฟังว่านายเศรษฐากับนายวีระมีส่วนประมาทเลินเล่อไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนั้น เป็นการรับฟังไปคนละทางกับข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาย่อมไม่สามารถจะกระทำได้ เพราะขัดแย้งกับบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวอันเป็นการไม่ชอบ เมื่อจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า

สาเหตุที่รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันนั้นเป็นเพราะความประมาทของนายเศรษฐา จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า นายเศรษฐาเป็นผู้ประมาทโดยขับรถยนต์เฉี่ยวชนรถยนต์คันที่นายวีระขับอันเป็นการละเมิดต่อนายวีระ ทำให้นายวีระได้รับความเสียหาย ซึ่งต่อมาโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยชำระค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่นายวีระผู้ได้รับความเสียหายตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเศรษฐา และจากจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่นายเศรษฐาขับตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ได้ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ค่าเสียหายมีเพียงใด แม้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์และฎีกาได้เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์และคู่ความสืบพยานข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยได้ เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โจทก์มีนางสาวพัชริน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์ชดใช้เงินตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยว่าด้วยการจ่ายสินไหมทดแทนรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง 2,700,000 บาท ชดใช้ค่ารักษาพยาบาลแก่นายวีระ 13,514 บาท ตามใบสั่งจ่าย (สินไหมรถยนต์) ใบรับเงิน ใบแจ้งเรียกเก็บเงิน และใบเสร็จรับเงิน จำหน่ายซากรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยแก่นายมงคล

ได้เงิน 810,000 บาท ตามใบแจ้งหนี้เหลือเงินค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองค้างชำระ 1,903,514 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ชำระเงินจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 48,110 บาท รวมเป็นเงิน 1,951,624 บาท จำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยต้องชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยค้ำจุน 1,000,000 บาท ก่อน ส่วนที่เหลืออีก 951,624 บาท จำเลยทั้งสองต้องชดใช้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมมีจำเลยที่ 1 เบิกความว่า นายเศรษฐามิได้ประมาท จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า โจทก์มีพยานบุคคลนำสืบการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยและค่ารักษาพยาบาลของนายวีระโดยมีพยานเอกสารยืนยันการจ่ายเงินมาประกอบให้เห็น

ส่วนจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมนำสืบเพียงว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเพราะนายเศรษฐามิได้ประมาทเท่านั้น โดยหามีพยานหลักฐานใดมาประกอบสนับสนุนหรือนำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นไม่ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมรับฟังได้ว่า โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรถยนต์ 2,700,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 13,514 บาท และจำหน่ายซากรถยนต์คันดังกล่าวได้เงินมา 810,000 บาท เมื่อหักออกแล้วเหลือเป็นเงิน 1,903,514 บาท กับดอกเบี้ย 48,110 บาท รวมเป็นเงิน 1,951,624 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมและจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องรับผิดต่อโจทก์

Result

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดใช้เงินจำนวน 1,951,624 บาท จำเลยร่วมร่วมรับผิดใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่จำเลยทั้งสองไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ชาติชาย กริชชาญชัย · ทวี ประจวบลาภ · ไพจิตร สวัสดิสาร
Lower court
ศาลจังหวัดมีนบุรี - นางอมฤตา ไพรภิมุข
ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน นาคพงศ์
Supreme Court black case no.
พ.411/2558
Trial court black case no.
พ441/2551
Trial court red case no.
พ891/2553
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6502/2558

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผท 6565 ชลบุรีไว้กับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัย ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนสายอ่างศิลามุ่งหน้าไปตลาดอ่างศิลาซึ่งเป็นถนนมีช่องเ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2550 (ref. 415770)

จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการสังกัดกรมทางหลวง จำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของทางราชการกลับจากตรวจงานและได้เกิดเหตุชนกับรถยนต์ที่มี ม. เป็นผู้ขับขี่เป็นเหตุให้ ม. กับผู้โดยสารในรถ 2 คน ถึงแก่ค…

Supreme Court Judgment No. 10294/2546

คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า…

Supreme Court Judgment No. 2581/2520

คดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตยักยอกถึงที่สุดแล้วโดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 สำหรับจำเลยที่ 4 ให้ยกฟ้องโจทก์…

Supreme Court Judgment No. 1544/2520

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ค่าเสียหายของโจทก์รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,980,000 บาท แต่โจทก์มิได้เรียกร้องเอาเต็มจำนวนดังกล่าว คงติดใจขอเพียง 700,000 บาท กับดอกเบี้ยอีก 45,125 บาท รวม 748,125 บาท ดังนี้ การคิดค่าข…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up