Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 10294/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์คดีนี้กับจำเลยที่ 1 และพวกต่างมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และได้มีการด่าว่าโต้เถียงกัน จนในที่สุดได้มีการทำร้ายร่างกายกันจึงเป็นเรื่องสมัครใจวิวาทกัน ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว เมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน เป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ตนจากการทะเลาะวิวาทนั้น แม้โจทก์ได้รับบาดเจ็บก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1กระทำละเมิดต่อโจทก์

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2538 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์โดยมีเจตนาฆ่า โดยจำเลยที่ 2 จับและกอดรัดตัวโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ใช้มีดโต้เป็นอาวุธฟันโจทก์ถูกที่บริเวณศีรษะ ลำคอด้านหลังบริเวณใบหู ลำตัวด้านหลัง แขนซ้ายและแขนขวา แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ไม้ตีโจทก์ถูกบริเวณศีรษะและลำตัว ส่วนจำเลยที่ 4ชกใบหน้าโจทก์และผลักโจทก์ล้มลงจนศีรษะกระแทกพื้น ทำให้โจทก์หมดสติ โจทก์ไม่ถึงแก่ความตายเพราะแพทย์สามารถช่วยชีวิตได้ทัน แต่เป็นเหตุให้ใบหูด้านขวาขาดมีบาดแผลจากคมมีดบริเวณศีรษะด้านหลังถึงลำคอด้านหลังยาว 7 นิ้ว ลึก 2 นิ้ว ลึกถึงกล้ามเนื้อคอ กระดูกคอ และกะโหลกศีรษะ กับบาดแผลที่ลำตัวด้านหลัง ที่แขนซ้ายและแขนขวา เป็นเหตุให้เส้นประสาทที่มีหน้าที่บังคับปากและแขนขวาใช้การไม่ได้

ทำให้ปากเบี้ยวและแขนขวาใช้การไม่ได้ตามปกติตลอดชีวิต โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาบาดแผลเป็นเงิน 30,000 บาท แต่ปัจจุบันโจทก์ยังมีอาการเจ็บปวดต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอยู่ตลอดแพทย์ให้ความเห็นว่าไม่สามารถรักษาแขนขวาให้ทำงานได้ตามปกติทำให้โจทก์ต้องทุพพลภาพไปตลอดชีวิต โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน250,000 บาท แพทย์ให้ความเห็นว่าไม่สามารถรักษาปากโจทก์ให้หายเบี้ยวได้ ทำให้โจทก์เจ็บปวดและทุพพลภาพไปตลอดชีวิต โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้ 250,000บาท โจทก์ปากเบี้ยวทำให้หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสี่ให้การว่า

จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 4โจทก์เป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันกับจำเลยที่ 3 นายเลื่อน ธรรมรัตน์ เป็นพี่โจทก์ วันเกิดเหตุ โจทก์และนายเลื่อนใช้ไม้ขาเก้าอี้และไม้ไผ่ตีทำร้ายจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จะเข้าไปห้ามและป้องกันไม่ให้โจทก์ทำร้ายจำเลยที่ 2 แต่โจทก์และนายเลื่อนกลับเข้ามาทำร้ายจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงป้องกันตัวเองโดยใช้มีดที่ถือมายกขึ้นรับไว้ ทำให้มีดถูกโจทก์และเกิดการชุลมุลกันจำเลยที่ 3 เข้าไปอุ้มบุตรจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในที่ชุลมุนดังกล่าวเพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ จำเลยที่ 4 เพียงแต่เข้าไปพาจำเลยที่ 3 และโจทก์ออกจากที่ชุลมุนกันเพื่อนำไปรับการรักษา โดยจำเลยที่ 4 ไม่ได้ทำร้ายร่างกายโจทก์

มูลเหตุที่โจทก์ทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพราะโจทก์เข้าใจว่าจำเลยทั้งสี่ยุยงให้นางเฟื่องซึ่งเป็นมารดาโจทก์ฟ้องเพิกถอนการให้ที่ดินเพราะเหตุที่นายเลื่อนประพฤติเนรคุณทั้งโจทก์เป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25มีนาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนเพียงเท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวมเป็นเงิน 10,000 บาท

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 โจทก์ นายเลื่อน ธรรมรัตน์ และจำเลยที่ 3 เป็นพี่น้องกันวันเกิดเหตุโจทก์และนายเลื่อนทะเลาะวิวาทกับจำเลยทั้งสี่ เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยทั้งสี่ไปดำเนินคดี ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดหนองคายได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น 2 คดี คดีแรก พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายฟ้องนายเลื่อน โจทก์คดีนี้และนายบัวหลั่น

คุธินาคุณ เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ ข้อหาความผิดต่อร่างกายโดยมีจำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นโจทก์ร่วม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1001/2538 หมายเลขแดงที่ 3356/2539 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาเป็นคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1181/2542คดีที่สอง พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายฟ้องจำเลยทั้งสี่คดีนี้เป็นจำเลย ข้อหาความผิดต่อชีวิต พยายาม ความผิดต่อร่างกาย โดยมีโจทก์คดีนี้และนายเลื่อนเป็นโจทก์ร่วม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1377/2538 หมายเลขแดงที่ 3423/2539 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาเป็นคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6828/2542 คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ 2 ข้อ คือ 1. จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจงใจทำร้ายโจทก์ตามฟ้องหรือไม่และ 2. โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ได้หรือไม่

เพียงใด ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นสอบคู่ความเกี่ยวกับประเด็นข้อแรกคู่ความแถลงร่วมกันว่า ให้ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1377/2538 ของศาลชั้นต้นเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นจึงให้คู่ความนำสืบเฉพาะประเด็นเรื่องค่าเสียหายจำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา คือคดีอาญาหมายเลขแดงที่3423/2539 ของศาลชั้นต้น โดยรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้เริ่มต้นก่อเหตุทะเลาะวิวาทโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีส่วนอาญาคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1377/2538 หมายเลขแดงที่ 3423/2539ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาคือคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6828/2542 อีกทั้งคู่ความแถลงร่วมกันว่าให้ถือข้อเท็จจริงในคดีนี้ตามที่ปรากฏในคดีอาญาดังกล่าวเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วดังนี้เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีส่วนอาญาในคำพิพากษาฎีกาที่ 6828/2542 ว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายและโจทก์คดีนี้นำสืบว่า

ก่อนเกิดเหตุโจทก์คดีนี้กับจำเลยที่ 1 และพวกต่างมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และได้มีการด่าว่าโต้เถียงกัน จนในที่สุดได้มีการใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายกันจึงเป็นเรื่องสมัครใจเข้าวิวาทกัน คดีนี้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว เมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน เป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ตนจากการทะเลาะวิวาทนั้น แม้โจทก์ได้รับบาดเจ็บก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นและคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไปพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4"

Matter details

Panel of judges
ปัญญา ถนอมรอด · วรนาถ ภูมิถาวร · ชุติมา จงสงวน
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2142/2559

ในคดีอาญาที่ ว. ผู้เอาประกันภัยรถยนต์จากโจทก์ถูกฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยฟังว่าการที่รถของ ว. ชนกับรถของ ศ. มิใช่เป็นเพราะความประมาทของ ว. และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ถือได้ว่าพนัก…

Supreme Court Judgment No. 6502/2558

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผท 6565 ชลบุรีไว้กับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัย ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนสายอ่างศิลามุ่งหน้าไปตลาดอ่างศิลาซึ่งเป็นถนนมีช่องเ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2550 (ref. 415770)

จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการสังกัดกรมทางหลวง จำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของทางราชการกลับจากตรวจงานและได้เกิดเหตุชนกับรถยนต์ที่มี ม. เป็นผู้ขับขี่เป็นเหตุให้ ม. กับผู้โดยสารในรถ 2 คน ถึงแก่ค…

Supreme Court Judgment No. 2581/2520

คดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตยักยอกถึงที่สุดแล้วโดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 สำหรับจำเลยที่ 4 ให้ยกฟ้องโจทก์…

Supreme Court Judgment No. 1544/2520

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ค่าเสียหายของโจทก์รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,980,000 บาท แต่โจทก์มิได้เรียกร้องเอาเต็มจำนวนดังกล่าว คงติดใจขอเพียง 700,000 บาท กับดอกเบี้ยอีก 45,125 บาท รวม 748,125 บาท ดังนี้ การคิดค่าข…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up