Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 921/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

(คำสั่งศาลฎีกาที่ 921/2536) ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 ข้อ 6 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 26ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534 กำหนดวิธีพิจารณาพิเศษให้ศาลแพ่งดำเนินการพิจารณาคดีตามประกาศดังกล่าว โดยไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดด้วยตนเองได้ นอกจากทำความเห็นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ดังนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวกับผู้ร้องย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายในคดีดังกล่าวได้ เพราะตามความในข้อ 6ได้บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม และอำนาจของศาลในการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายก็มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายได้ ขณะที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติออกประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 เป็นช่วยเวลาที่ไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญการปกครองฉบับใดใช้บังคับ ต่อมาระหว่างที่ประกาศฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับอยู่นั้น ไม่มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรพ.ศ. 2534 ดังนั้น ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 26 ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับพระราชบัญญัติจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534และจะขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรพ.ศ. 2534 ไม่ได้ ตามหลักกฎหมายทั่วไป ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีจึงมีอำนาจหน้าที่พิจารณาว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดจะใช้บังคับแก่คดีได้หรือไม่เพียงใด ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ๆ ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ด้วย เว้นแต่จะมีบทกฎหมายใดโดยเฉพาะบัญญัติให้อำนาจ นี้ไปตกอยู่แก่องค์กรอื่น กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อที่ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ใดขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534หรือไม่มิได้เกิดขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือเกิดขึ้นโดยคณะรัฐมนตรีขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัยตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534มาตรา 30 และถ้อยคำที่ว่า "การกระทำหรือการปฏิบัติ"ตามมาตรา 31 ก็ไม่หมายความรวมถึงบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ทั้งขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้สิ้นสภาพไปแล้ว และแม้ในขณะที่ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหานี้ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534แล้ว แต่บทบัญญัติมาตรา 5 และ 206 วรรคแรกของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ก็แสดงว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 หรือไม่ เท่านั้น อำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 หรือไม่จึงตกอยู่แก่ศาลตามหลักกฎหมายทั่วไป ดังนั้นศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องส่งไปให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญพิจารณา คำวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินหรือคตส. ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 26 ข้อ 2 และข้อ 6 มีผลให้ทรัพย์สินที่ คตส.วินิจฉัยว่าได้มาโดยมิชอบหรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นการลงโทษรับทรัพย์ในทางอาญาโดยที่มิได้ให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงนำคดีไปฟ้องร้องให้เป็นอย่างอื่นได้ อำนาจของคตส.ดังกล่าวเป็นอำนาจเด็ดขาด แม้ต่อมาจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศฉบับดังกล่าวโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534 ก็ตามแต่บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ก็มิได้แก้ไขให้มีทางเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของ คตส.ในข้อที่ว่านักการเมืองคนนั้น ๆมีทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบหรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกติและร่ำรวยผิดปกติ ผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริตเพราะตามข้อ 6 วรรคสาม (1)(2) เพียงแต่ให้ศาลฎีกามีอำนาจสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของ คตส.ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่แสดงให้ศาลว่าตนได้มาโดยชอบเท่านั้น อำนาจของ คตส.ดังกล่าวจึงเป็นอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีซึ่งตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยเป็นอำนาจของศาลในอันที่จะดำเนินการตามกฎหมาย ประกาศฉบับดังกล่าวข้อ 2 และข้อ 6 จึงมีผลเป็นการตั้งคณะบุคคลที่มิใช่ศาลให้มีอำนาจทำการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเช่นเดียวกับศาล ย่อมขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับมีบทบัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลและการตั้งศาลขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยู่ตามกฎหมายจะกระทำมิได้ ทรัพย์สินของผู้ร้องที่ถูกยึด และตกเป็นของแผ่นดินตามคำวินิจฉัยของ คตส.เป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้มาหรือมีเพิ่มขึ้นก่อนที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 26 ข้อ 6 ใช้บังคับ จึงเป็นการออกและใช้กฎหมาย ที่มีโทษในทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษแก่ผู้ร้องซึ่งรัฐธรรมนูญทุกฉบับมีบทบัญญัติห้ามออกกฎหมายที่มีโทษในทางอาญาให้มีผล ย้อนหลัง เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อันถือได้เป็นประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยเมื่อประกาศฉบับดังกล่าว ข้อ 2 และข้อ 6 ขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 มาตรา 30จึงใช้บังคับมิได้เป็นเหตุให้คำวินิจฉัยของ คตส.ที่อาศัยอำนาจตามประกาศฉบับนั้น ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 26 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534มาตรา 3 ไม่มีผลบังคับไปด้วย ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 มาตรา 32เป็นเพียงการรับรองโดยทั่วไปว่า ประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติมีผลให้ใช้บังคับได้เช่นกฎหมายเท่านั้นมิได้บัญญัติรับรองไปถึงว่าให้ใช้บังคับได้แม้เนื้อหาตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 เพราะปัญหาว่าประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติใช้บังคับได้เพียงใด ต่างกรณีกันกับปัญหาที่ว่าประกาศหรือคำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 26 ข้อ 2 และข้อ 6 ใช้บังคับมิได้ตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 มาตรา 30 วรรคแรกแล้ว จึงมิใช่กฎหมายที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 จึงไม่อาจนำมาตรา 222 มาบังคับใช้แก่กรณีนี้เพื่อให้ประกาศฉบับดังกล่าวข้อ 2 และข้อ 6 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2534 ไปได้

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องใจความว่า ผู้ร้องเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณระหว่างวันที่ 9 สิงหาคม 2531 ถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2533ครั้นวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ได้มีคณะบุคคลคณะหนึ่งโดย การนำของพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ เรียกคณะบุคคลนี้ว่า"คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ" มีชื่อย่อว่า รสช. ได้เข้ายึดและควบคุมอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลพลเอกชาติชายและประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2531 วุฒิสภาสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลงพร้อมกัน แต่ยังให้ศาลทั้งหลายคงมีอำนาจดำเนินการพิจารณาและพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมายต่อไป ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2534 รสช.

ได้ออกประกาศรสช. ฉบับที่ 26 แต่งตั้งคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน" มีชื่อย่อว่า คตส.ประกอบด้วยบุคคลต่าง ๆ รวม7 คน มีพลเอกสิทธิ จิรโรนจ์เป็นประธานกรรมการ แล้ว รสช.ได้ออกประกาศ รสช.ฉบับที่ 45 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2534แต่งตั้งกรรมการ คตส.เพิ่มขึ้นอีก 2 คน โดยกำหนดให้ คตส.มีอำนาจพิจารณารายชื่อนักการเมืองที่มีพฤติการณ์อันส่อแสดงให้เห็นได้ว่ามีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ ผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริต และให้ประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้สาธารณชนทราบและให้รวบรวมทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้และทรัพย์สินอื่น ๆที่น่าเชื่อว่าเป็นของบุคคลดังกล่าว และพิจารณาวินิจฉัยว่าบุคคลนั้น ๆ ร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือไม่และให้บรรดาทรัพย์สินที่

คตส.ตรวจสอบวินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบหรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกตินั้นตกเป็นของแผ่นดินซึ่ง คตส.ได้ประกาศรายชื่อผู้ร้องให้สาธารณชนทราบว่าเป็นผู้มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติพร้อมทั้งมีคำสั่งให้อายัดและห้ามจำหน่ายโอนทรัพย์สินทั้งปวงของผู้ร้อง รวมทั้งของบุตรภริยาผู้ร้องด้วย หลังจากที่ คตส.ได้ประกาศรายชื่อว่าผู้ร้องเป็นผู้มีทรัพย์สินร่ำรวยเพิ่มขึ้นผิดปกติแล้ว ผู้ร้องได้ยื่นคำให้การแก้ข้อกล่าวหาของ คตส.ปฏิเสธ พร้อมทั้งชี้แจงแสดงข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องมิได้เป็นผู้มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติวิสัยของผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริตอีกทั้งทรัพย์สินบางรายการตามข้อกล่าวหาของ คตส.ที่ปรากฏอยู่ในชื่อหรือในความครอบครองของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นก็มิใช่เป็นของผู้ร้องแล้ว คตส.ได้แจ้งคำวินิจฉัยถึงผู้ร้องว่าผู้ร้องมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติเป็นจำนวนมากในนามบุคคลอื่นโดยไม่อาจอธิบาย และชี้แจง

ข้อมูลคดี

แหล่งที่มา
ได้โดยชอบรวมหลายรายการให้บรรดาทรัพย์สินเหล่านั้นตกเป็นของแผ่นดินตามประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534ผู้ร้องเห็นว่าประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 จึงใช้บังคับมิได้ อีกทั้งคำวินิจฉัยของ คตส. ที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติและให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาตรา 206ประกอบมาตรา 5 และตามบทบัญญัติแห่งประกาศ รสช. ฉบับที่ 26แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534 มาตรา 3 เพื่อขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปว่าคำวินิจฉัยของ คตส. ที่เกี่ยวกับผู้ร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อเท็จจริงอันจำนำมาใช้บังคับมิได้ นอกจากนี้ ประกาศรสช. ฉบับที่ 26 ยังขัดต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ทั้งนี้เพราะแม้ประกาศฉบับดังกล่าวจะเป็นกฎหมายที่ออกโดย รสช.ผู้ควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ และได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแล้วก็ตามแต่ต่อมา รสช. ก็ได้นำธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 ซึ่งเท่ากับ รสช.จำกัดอำนาจของตนเองให้อยู่ภายใต้ธรรมนูญการปกครองดังกล่าวในส่วนของประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 จึงมีฐานะเป็นพระราชบัญญัติและต้องอยู่ภายใต้ธรรมนูญการปกครอง กล่าวคือจะขัดหรือแย้งกับธรรมนูญการปกครองไม่ได้ซึ่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 มาตรา 30 วรรคแรก ได้บัญญัติไว้ว่า "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองนี้บังคับแก่กรณีใดให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย" ดังนั้น นอกจากประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 จะต้องไม่ขัดต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรแล้ว ยังจะต้องไม่ขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาตรา 5 ได้บัญญัติว่า "บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้" ฉะนั้นประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 อันมีฐานะเป็นพระราชบัญญัติจึงมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เช่นเดียวกันแต่เมื่อพิจารณาประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 แล้วจะเห็นว่าขัดกับประเพณีการปกครอง บทบัญญัติของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 จึงใช้บังคับไม่ได้ดังเหตุผลต่อไปนี้1) ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยและตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ผู้พิพากษาพ้นจากตำแหน่งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อนี้ รสช. ก็ยอมรับนับถือประเพณีการปกครองดังกล่าวโดยเมื่อ รสช. ได้เข้าทำการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองประเทศรสช. ยังคงให้ศาลทั้งหลายมีอำนาจดำเนินการพิจารณาและพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมายต่อไป แต่ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 กลับตั้งบุคคลขึ้นคณะหนึ่งคือ คตส.ให้มีอำนาจพิจารณาว่านักการเมืองคนใดมีพฤติการณ์อันส่อแสดงให้เห็นว่ามีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริต ให้ประธาน คตส. หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งประธาน คตส. มอบหมายมีอำนาจเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ให้ส่งบัญชีทรัพย์สินหรือเอกสารหรือวัตถุใดมาเพื่อประกอบการพิจารณา และให้มีอำนาจวินิจฉัยให้มีผลเหมือนคำพิพากษาของศาลคือให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเท่ากับประกาศดังกล่าวตั้งศาลขึ้นเพื่อพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเหมือนเป็นศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เพียงแต่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่นเท่านั้น นอกจากนั้นตัวบุคคลใน คตส.ซึ่งมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีตามประกาศดังกล่าวซึ่งมีฐานะเสมือนเป็นผู้พิพากษาตุลาการก็ไม่ได้รับการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ และบางคนก็ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการคือเป็นข้าราชการการเมืองซึ่งรัฐธรรมนูญหลายฉบับห้ามมิให้เป็นตุลาการ ดังนั้น การที่ประกาศรสช. จัดตั้งศาลและให้ คตส.ที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้พิพากษาตุลาการมีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ซึ่งเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะจึงเท่ากับดึงอำนาจตุลาการไปจากศาลยุติธรรม ซึ่งในระหว่างที่รสช. ควบคุมอำนาจการปกครองประเทศและประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 สิ้นสุดลง รสช. มีอำนาจที่จะออกประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 ได้ แต่เมื่อมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534และประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2534 แล้วย่อมมีผลทำให้ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 นอกจากประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 จะตั้งคณะบุคคลขึ้นทำหน้าที่ศาลยุติธรรมแล้ว ประกาศฉบับดังกล่าวยังเป็นการให้อำนาจแก่บุคคลคณะหนึ่งมากกว่าบุคคลที่อยู่ในบังคับของกฎหมายทั่วประเทศ โดยให้คณะบุคคลดังกล่าวคือ คตส. มีอำนาจเบ็ดเสร็จโดยไม่มีเงื่อนเวลาสิ้นสุดแห่งการปฏิบัติหน้าที่กล่าวคือ คตส. สามารถใช้อำนาจทั้งในการสืบสวนสอบสวน การพิจารณาและวินิจฉัยเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาลยุติธรรม โดยจะยืดเวลาการพิจารณาไปนานเท่าใดก็ได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจที่ไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆบังคับของ คตส. เอง เป็นการมอบอำนาจให้ คตส. ใช้ดุลพินิจได้เพียงฝ่ายเดียวโดยปราศจากมาตรการพิจารณาที่แน่นอนก่อให้เกิดความลักลั่นและเลือกปฏิบัติ ซึ่งการใช้อำนาจดังกล่าวสามารถจะทำได้ก็แต่ในระหว่างที่ รสช. ควบคุมอำนาจการปกครองประเทศไว้เท่านั้นแต่เมื่อมีการประกาศตั้งคณะรัฐบาลและใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 อำนาจดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลงในทันที2) ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ได้ห้ามตั้งศาลขึ้นเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งหรือคดีที่มีข้อหาฐานใดฐานหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยู่ตามกฎหมายสำหรับการพิจารณาพิพากษาคดีนั้น แต่ประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 กลับตั้ง คตส.เป็นศาลขึ้นมาใหม่เพื่อพิจารณาพิพากษาเฉพาะการกระทำของบุคคลเพียง 25 คน จากคนที่อยู่ในบังคับของกฎหมายทั้งประเทศในคดีที่มีข้อหาว่าร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือไม่โดยเฉพาะ เพราะเมื่อพิจารณาวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับบุคคล 25 คนนั้นแล้วประกาศฉบับดังกล่าวก็ให้ยุบเลิก คตส. ซึ่งเห็นได้ชัดว่าประกาศฉบับดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อตั้งศาลขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยู่แล้ว จึงขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาตรา 1883) ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าการบัญญัติกฎหมายให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขหรือเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลหรือกฎหมายวิธีพิจารณาเพื่อใช้แก่คดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะจะกระทำมิได้แต่ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 กลับบัญญัติกำหนดวิธีการดำเนินคดีเฉพาะกับบุคคลเพียง 25 คน เป็นพิเศษโดยให้ตกไปอยู่ในอำนาจการพิจารณาของ คตส.แทนที่จะให้อยู่ในการพิจารณาของศาลในคดีแพ่งหรืออาญาในศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 14-17 นอกจากนั้นในการพิจารณาของ คตส. คตส. ยังใช้วิธีพิจารณาแก่คดีที่มีการกล่าวหาว่านักการเมืองร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติโดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ คือใช้อำนาจทางนิติบัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์วิธีพิจารณาขึ้นเอง ใช้อำนาจบริหารโดยสั่งการไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐโดยตรง และใช้อำนาจตุลาการเรียกพยานบุคคลและเอกสารไปสอบสวนตรวจสอบ และรับฟังพยานบุคคลและเอกสารนั้น ๆ ลับหลังผู้ร้องโดยไม่ให้โอกาสผู้ร้องคัดค้านและชี้แจงตลอดจนซักค้านพยานบุคคล หรือตรวจสอบพยานเอกสารที่เป็นปรปักษ์ต่อผู้ร้องทั้งในการพิจารณาของ คตส.ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือทุจริตแต่อย่างใด แต่ คตส.กลับสันนิษฐานว่าผู้ร้องทุจริตและได้รับทรัพย์สินโดยมิชอบซึ่งผิดหลักในการวินิจฉัยคดี และนอกจากนั้นแทนที่จะวินิจฉัยเฉพาะว่าทรัพย์สินของผู้ร้องตกเป็นของแผ่นดินตามที่กำหนดไว้ในประกาศแต่ คตส. กลับใช้อำนาจอายัดทรัพย์และสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอกกับทั้งสั่งการไปยังกระทรวงการคลังให้กรมสรรพากรพิจารณาเรียกเก็บภาษีจากจำนวนเงินฝากในบัญชีเงินฝากที่สันนิษฐานว่าเป็นของผู้ร้องด้วย ทั้ง ๆ ที่ศาลยุติธรรมเอง ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาโดยไม่มีขอบเขตดังที่ คตส.ดำเนินการ แม้ตามประกาศรสช. ฉบับที่ 26 ข้อ 6 วรรคสาม จะให้สิทธิผู้ถูก คตส.วินิจฉัยว่าร่ำรวยผิดปกติมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ได้ทรัพย์สินมาโดยมิชอบร้องขอต่อศาลแพ่งเพื่อพิสูจน์ว่าได้ทรัพย์สินมาโดยชอบก็ตามแต่เมื่อศาลแพ่งพิจารณาแล้ว ประกาศฉบับดังกล่าวก็กำหนดให้ศาลแพ่งทำความเห็นและส่งสำนวนไปให้ศาลฎีกาแทนที่จะให้ศาลแพ่งวินิจฉัยแล้วให้มีการอุทธรณ์ฎีกาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223, 247 ในการพิจารณาของศาลฎีกา ประกาศดังกล่าวก็บังคับให้ประธานศาลฎีกานำคดีเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 ทั้ง ๆ ที่มาตรา 140 ดังกล่าวบัญญัติให้เป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาในการพิจารณาว่าเห็นสมควรจะให้มีการวินิจฉัยปัญหาใดในคดีเรื่องใดโดยที่ประชุมใหญ่หรือไม่ จึงเท่ากับเป็นการกำหนดวิธีพิจารณาความขึ้นใหม่สำหรับคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 25344) ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ได้คุ้มครองเสรีภาพของประชาชนชาวไทยไว้ว่าบุคคลจะไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่จะได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ แต่เมื่อพิจารณาข้อความในข้อ 2 และข้อ 6 ของประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ที่ให้ทรัพย์สินของนักการเมืองซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือตำแหน่งการเมืองอื่นซึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นผู้ร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน เท่ากับเป็นการริบทรัพย์อันเป็นการลงโทษทางอาญาแก่นักการเมืองผู้ร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติเมื่อการริบทรัพย์สินเป็นโทษอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18(5) จึงต้องตกอยู่ในประเพณีการปกครองประเทศไทยรวมทั้งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งไม่ปรากฏว่าเคยมีกฎหมายบัญญัติว่านักการเมืองใดร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้มาก่อน แต่ประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 กลับกำหนดว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษทางอาญาไว้โดยให้ทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน จึงเป็นการบัญญัติกฎหมายกำหนดความผิดทางอาญา และกำหนดโทษทางอาญาย้อนหลังเอาโทษแก่ผู้ร้องอันเป็นการขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 และเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 อีกด้วย5) แม้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 มาตรา 32 จะบัญญัติว่า "บรรดาการกระทำ ประกาศ หรือคำสั่งขอหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่ได้กระทำประกาศหรือสั่งก่อนวันใช้ธรรมนูญการปกครองนี้ ทั้งนี้ที่เกี่ยวกับการยึดและการควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ไม่ว่าจะกระทำด้วยประการใดหรือเป็นในรูปใด และไม่ว่าจะกระทำประกาศหรือสั่งให้มีผลใช้บังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการ ให้ถือว่าการกระทำ ประกาศ หรือคำสั่งรวมทั้งการกระทำของผู้ปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งนั้น ตลอดจนการกระทำของบุคคลใด ๆ ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดหรือควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดินดังกล่าวเป็นการกระทำ ประกาศหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย" ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็เป็นเพียงการรับรองว่าประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าให้มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไปได้เท่านั้น หากแต่มิได้เป็นการกำหนดว่าประกาศ รสช. ชอบด้วยธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534ฉะนั้น หากการกระทำหรือการปฏิบัติหรือกฎหมายใดที่ใช้บังคับอยู่ขัดหรือแย้งหรือไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ย่อมเป็นอันใช้บังคับไม่ได้ ดังนั้นเมื่อประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยตามที่กล่าวข้างต้น ประกาศ รสช.ฉบับที่ 26จึงเป็นกฎหมายที่ขัดต่อไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทยในขณะนั้นประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 จึงสิ้นผลบังคับทันทีในวันที่ 1 มีนาคม 2534 เมื่อมีการประกาศธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534มาใช้บังคับเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ประกาศใช้ในวันที่ 9 ธันวาคม 2534 แม้จะได้มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯมาตรา 222 บัญญัติว่า "บรรดาประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือกฎหมายที่มีผลเป็นการแก้ไข หรือเพิ่มเติมประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่ออกใช้บังคับก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้หรือคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 27แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีผลใช้บังคับในทางนิติบัญญัติทางบริหาร หรือทางตุลาการบรรดาที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้มีผลบังคับได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ต่อไปและคำประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติหรือในทางตุลาการการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ การตราพระราชบัญญัติตามมาตรานี้ไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติงานของบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งได้กระทำไปตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว และให้บุคคลหรือคณะบุคคลนั้นได้รับความคุ้มครองผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องในทางใดมิได้" บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ก็คุ้มครองเพียงให้บรรดาประกาศหรือคำสั่งที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2534 มีผลบังคับได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญต่อไปเท่านั้น มิได้มีผลให้ประกาศหรือคำสั่งที่สิ้นผลบังคับใช้ไปแล้วก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญกลับคืนสภาพบังคับขึ้นมาอีกแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 สิ้นผลบังคับใช้ไปในวันที่ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534ประกาศใช้บังคับคือวันที่ 1 มีนาคม 2534 แล้ว การดำเนินการใด ๆตามประกาศฉบับดังกล่าวหลังจากวันที่ 1 มีนาคม 2534 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ขัดต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน กรณีของผู้ร้องผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านใจความว่า คำร้องของผู้ร้องไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องด้วยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 (ประกาศ รสช.ฉบับที่ 26) ข้อ 6 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534 มาตรา 3 ศาลไม่จำต้องรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาทั้งนี้เพราะสิทธิของผู้ร้องมีจำกัดตามประกาศรสช. ฉบับที่ 26 ซึ่งเป็นบทกฎหมายพิเศษเท่านั้น ไม่ใช่กรณีผู้ร้องมีข้อโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 อันเป็นบททั่วไป ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อพิสูจน์ว่าทรัพย์สินที่ตกเป็นของแผ่นดินนั้นตนได้มาโดยชอบเพียงประเด็นเดียวและเมื่อสามารถนำพยานมาแสดงต่อศาลให้เห็นว่าตนได้ทรัพย์สินมาโดยชอบ ศาลฎีกาก็มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นถ้าไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นว่าเป็นทรัพย์สินที่ตนได้มาโดยชอบให้ศาลยกคำร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลวินิจฉัยประเด็นอื่นในเรื่องกฎหมายไม่มีผลใช้บังคับเพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในเรื่องอำนาจหน้าที่วิธีการวินิจฉัยเหตุผลในการวินิจฉัยคำวินิจฉัยและการปฏิบัติหน้าที่ของ คตส.ในเรื่องส่งความเห็นไปให้ตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และการพิจารณาวินิจฉัยของ คตส.ซึ่งพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ หัวหน้าคณะ รสช. ได้แต่งตั้งขึ้นโดยประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 ที่วินิจฉัยให้ทรัพย์สินต่าง ๆ เป็นทรัพย์สินของผู้ร้อง ทั้งที่อยู่ในนามผู้ร้องเอง ภริยา และบุตร รวมทั้งในนามบุคคลอื่นซึ่งถือไว้แทนผู้ร้องที่ได้มาโดยมิชอบหรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกติให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้นชอบด้วยเหตุผลข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงทุกประการที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ใช้บังคับกับผู้ร้องมิได้นั้นผู้คัดค้านขอคัดค้านว่า ตามที่ รสช. ซึ่งมีพลเอกสุนทร คงสมพงษ์เป็นหัวหน้าคณะได้เข้ายึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศได้สำเร็จเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 เวลา 11.30 นาฬิกานั้น เป็นผลให้คณะผู้ทำการยึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองสูงสุดมีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ คือเป็นผู้มีอำนาจตรากฎหมายบังคับให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมายหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการแต่ผู้เดียวผลทางพฤตินัยและนิตินัยของการเข้ายึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศของ รสช. ถือว่าระบบการเมือง หรือกฎเกณฑ์การปกครองประเทศที่มีอยู่ขณะนั้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521เป็นอันสิ้นสุดลงพร้อมทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521ก็สิ้นสุดลงด้วย และ รสช. ได้ออกประกาศโดยแจ้งชัดโดยออกประกาศรสช. ฉบับที่ 3 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี สิ้นสุดลง องคมนตรีคงดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่อไป ศาลทั้งหลายคงมีอำนาจดำเนินการพิจารณาและพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมายและประกาศรสช. ดังนั้น จึงเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของ รสช. ว่าจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองประเทศในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ จัดระบบการเมืองและกฎเกณฑ์การปกครองประเทศ โดย รสช. เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารเอง ส่วนอำนาจตุลาการคงให้ศาลมีอำนาจในการพิจารณาและพิพากษาคดีต่อไป โดยหาก รสช. ใช้อำนาจนิติบัญญัติก็จออกเป็นประกาศ รสช. ให้มีผลใช้บังคับในทางนิติบัญญัติและหากใช้อำนาจบริหาร ก็จะออกเป็นคำสั่ง รสช. ให้มีผลบังคับใช้ในทางบริหารประกาศของ รสช.จึงเป็นกฎหมายเพราะผู้มีอำนาจปกครองประเทศในขณะนั้นได้ตราขึ้น มีฐานะและผลบังคับใช้เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติซึ่งตราขึ้นโดยสภานิติบัญญัติ ระหว่างที่ยึดและควบคุมอำนาจปกครองประเทศอยู่นั้น รสช. ได้ออกประกาศ รสช. หลายฉบับในขณะที่ยังมิได้มีธรรมนูญการปกครองประเทศประกาศใช้จะออกประกาศอย่างไรจึงไม่มีขอบเขตกำหนด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและเหตุผล 2 ประการ คือความจำเป็นที่จะต้องออกประกาศใช้บังคับในขณะนั้น และเพื่อดำเนินการตามความมุ่งหมายในการยึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ฉะนั้น การที่ รสช.ได้ออกประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2534เรื่อง ให้อายัดและห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินจึงเป็นการออกประกาศเพื่อดำเนินการตามความมุ่งหมายในการเข้ายึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศในครั้งนี้ ตามคำแถลงการณ์ของรสช. ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งแถลงการณ์ส่วนหนึ่งชี้แจงเหตุผลว่า เพราะพฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวงโดยคณะผู้บริหารประเทศได้ฉวยโอกาสอาศัยอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง และพรรคพวกอย่างรุนแรงที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง จนไม่สามารถหยุดยั้งได้ หากขืนปล่อยทิ้งไว้อาจสร้างความหายนะอย่างสูงที่สุดให้แก่ชาติบ้านเมืองได้ จึงเป็นเหตุความจำเป็นประการแรกที่จะต้องเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศและเมื่อพิจารณาจากเหตุผลในการออกประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ปรากฏข้อความแสดงความมุ่งหมายว่ามีความประสงค์จะดำเนินการโดยเฉียบขาดกับนักการเมืองที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือตำแหน่งทางการเมืองที่มีพฤติการณ์อันแสดงให้เห็นว่ามีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริตจะพึงมีพึงได้ เพื่อมิให้ผู้ไม่สุจริตได้รับประโยชน์จากการฉ้อราษฎร์บังหลวง และเป็นการป้องกันมิให้มีการโยกย้ายทรัพย์สินที่ได้มาโดยทุจริต จึงให้ตั้ง คตส. ขึ้นประกอบด้วยพลเอกสิทธิ จิรโรจน์ เป็นประธานกรรมการ มีอำนาจดำเนินการตามประกาศฉบับดังกล่าวประกาศ รสช. ที่ได้ประกาศใช้ในขณะที่ รสช. เป็นผู้มีอำนาจการปกครองประเทศอยู่ อันรวมถึงประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ด้วยจึงมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์จนกว่าจะได้มีพระราชบัญญัติออกมายกเลิก เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไข นอกจากนั้นแล้ว จากบทบัญญัติในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ซึ่งประกาศใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศในเวลาถัดมา ได้มีบทบัญญัติรอบรับถึงผลของคำสั่งหรือประกาศ รสช. ฉบับต่าง ๆ ที่ได้ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายไว้แล้วว่ายังมีผลใช้บังคับโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญต่อไป หากจะยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติดังที่บัญญัติไว้ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 มาตรา 32 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาตรา 222ดังนั้น ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ดังกล่าว จึงมิได้ขัดต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ตลอดจนมิได้ขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใดทั้งสิ้นประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 มิใช่เป็นการตั้งศาลขึ้นเพื่อพิจารณาอรรถคดีเหมือนเป็นศาลยุติธรรม หรือเป็นการตั้งให้ คตส. มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีทำนองเดียวกับผู้พิพากษา หรือเป็นการดึงอำนาจตุลาการไปจากศาลยุติธรรม ตลอดจนมิใช่เป็นการจัดตั้งศาลขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ รวมทั้งมิใช่เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลหรือวิธีพิจารณาเพื่อใช้แก่คดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ อันเป็นการขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างแต่อย่างใดเพราะประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 เป็นประกาศของคณะบุคคลผู้มีอำนาจปกครองประเทศในขณะนั้น ที่จะดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมืองซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือตำแหน่งการเมืองอื่นที่มีพฤติการณ์อันแสดงให้เห็นได้ว่ามีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริตจะพึงมีพึงได้ อันเป็นจุดมุ่งหมายอย่างหนึ่งที่ รสช. ได้เข้ายึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ รสช. จึงต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินตามประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 และตามประกาศดังกล่าวก็ต้องกำหนดให้ คตส. มีอำนาจหน้าที่ตลอดจนให้ความคุ้มครองต่าง ๆ อันเป็นวิธีการเพื่อให้การดำเนินการตามวัตถุประสงค์บรรลุผลถือได้ว่าประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 มีลักษณะเป็นกฎหมายพิเศษที่คณะผู้ปกครองประเทศใช้อำนาจเพื่อมุ่งรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนโดยส่วนรวมเช่นเดียวกับประมวลรัษฎากรที่มีลักษณะเป็นกฎหมายพิเศษ ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบภาษีและภายหลังแจ้งการประเมินให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรทราบแล้ว ถ้ามิได้ชำระหนี้ในกำหนดย่อมถือเป็นภาษีอากรค้าง ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ให้อำนาจข้าหลวงประจำจังหวัด หรือนายอำเภอซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายบริหาร ที่จะสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ร้องรับผิดเสียภาษีอากร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและยึดถือปฏิบัติตลอดมาตามประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ที่ให้ทรัพย์สินที่ คตส. วินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ หรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกตินั้นตกเป็นของแผ่นดิน มิใช่เป็นการลงโทษอาญา คือ โทษริบทรัพย์สิน เพราะโทษริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญานั้น ศาลเป็นผู้สั่งริบส่วนกรณีตามประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 นั้น คตส. มิได้มีอำนาจในการสั่งริบทรัพย์สินหรือสั่งให้ทรัพย์สินจำนวนใดตกเป็นของแผ่นดินได้เพราะอำนาจของ คตส. มีระบุไว้ในประกาศฉบับดังกล่าว ข้อ 2คือ อำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยว่า บุคคลนั้นร่ำรวยผิด ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 921/2536นาย สุบิน ปิ่น ขยันผู้ร้องพนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุดผู้คัดค้าน ป.อ. ม. 2 ป.พ.พ. ม. 4 ป.วิ.พ. ม. 24 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2534 ม. 30, ม. 31, ม. 32 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ม. 5, ม. 206, ม. 222 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 พ.ศ.2534 ม. 3 ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (ฉบับที่ 26) ข้อ 2, ข้อ 6(คำสั่งศาลฎีกาที่ 921/2536) ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 ข้อ 6 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 26ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534 กำหนดวิธีพิจารณาพิเศษให้ศาลแพ่งดำเนินการพิจารณาคดีตามประกาศดังกล่าว โดยไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดด้วยตนเองได้ นอกจากทำความเห็นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ดังนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวกับผู้ร้องย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายในคดีดังกล่าวได้ เพราะตามความในข้อ 6ได้บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม และอำนาจของศาลในการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายก็มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายได้ ขณะที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติออกประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 เป็นช่วยเวลาที่ไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญการปกครองฉบับใดใช้บังคับ ต่อมาระหว่างที่ประกาศฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับอยู่นั้น ไม่มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรพ.ศ. 2534 ดังนั้น ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 26 ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับพระราชบัญญัติจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534และจะขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรพ.ศ. 2534 ไม่ได้ ตามหลักกฎหมายทั่วไป ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีจึงมีอำนาจหน้าที่พิจารณาว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดจะใช้บังคับแก่คดีได้หรือไม่เพียงใด ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ๆ ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ด้วย เว้นแต่จะมีบทกฎหมายใดโดยเฉพาะบัญญัติให้อำนาจ นี้ไปตกอยู่แก่องค์กรอื่น กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อที่ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ใดขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534หรือไม่มิได้เกิดขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือเกิดขึ้นโดยคณะรัฐมนตรีขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัยตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534มาตรา 30 และถ้อยคำที่ว่า "การกระทำหรือการปฏิบัติ"ตามมาตรา 31 ก็ไม่หมายความรวมถึงบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ทั้งขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้สิ้นสภาพไปแล้ว และแม้ในขณะที่ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหานี้ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534แล้ว แต่บทบัญญัติมาตรา 5 และ 206 วรรคแรกของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ก็แสดงว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 หรือไม่ เท่านั้น อำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 หรือไม่จึงตกอยู่แก่ศาลตามหลักกฎหมายทั่วไป ดังนั้นศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องส่งไปให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญพิจารณา คำวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินหรือคตส. ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 26 ข้อ 2 และข้อ 6 มีผลให้ทรัพย์สินที่ คตส.วินิจฉัยว่าได้มาโดยมิชอบหรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นการลงโทษรับทรัพย์ในทางอาญาโดยที่มิได้ให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงนำคดีไปฟ้องร้องให้เป็นอย่างอื่นได้ อำนาจของคตส.ดังกล่าวเป็นอำนาจเด็ดขาด แม้ต่อมาจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศฉบับดังกล่าวโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534 ก็ตามแต่บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ก็มิได้แก้ไขให้มีทางเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของ คตส.ในข้อที่ว่านักการเมืองคนนั้น ๆมีทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบหรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกติและร่ำรวยผิดปกติ ผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริตเพราะตามข้อ 6 วรรคสาม (1)(2) เพียงแต่ให้ศาลฎีกามีอำนาจสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของ คตส.ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่แสดงให้ศาลว่าตนได้มาโดยชอบเท่านั้น อำนาจของ คตส.ดังกล่าวจึงเป็นอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีซึ่งตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยเป็นอำนาจของศาลในอันที่จะดำเนินการตามกฎหมาย ประกาศฉบับดังกล่าวข้อ 2 และข้อ 6 จึงมีผลเป็นการตั้งคณะบุคคลที่มิใช่ศาลให้มีอำนาจทำการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเช่นเดียวกับศาล ย่อมขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับมีบทบัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลและการตั้งศาลขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยู่ตามกฎหมายจะกระทำมิได้ ทรัพย์สินของผู้ร้องที่ถูกยึด และตกเป็นของแผ่นดินตามคำวินิจฉัยของ คตส.เป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้มาหรือมีเพิ่มขึ้นก่อนที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 26 ข้อ 6 ใช้บังคับ จึงเป็นการออกและใช้กฎหมาย ที่มีโทษในทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษแก่ผู้ร้องซึ่งรัฐธรรมนูญทุกฉบับมีบทบัญญัติห้ามออกกฎหมายที่มีโทษในทางอาญาให้มีผล ย้อนหลัง เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อันถือได้เป็นประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยเมื่อประกาศฉบับดังกล่าว ข้อ 2 และข้อ 6 ขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 มาตรา 30จึงใช้บังคับมิได้เป็นเหตุให้คำวินิจฉัยของ คตส.ที่อาศัยอำนาจตามประกาศฉบับนั้น ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 26 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534มาตรา 3 ไม่มีผลบังคับไปด้วย ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 มาตรา 32เป็นเพียงการรับรองโดยทั่วไปว่า ประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติมีผลให้ใช้บังคับได้เช่นกฎหมายเท่านั้นมิได้บัญญัติรับรองไปถึงว่าให้ใช้บังคับได้แม้เนื้อหาตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 เพราะปัญหาว่าประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติใช้บังคับได้เพียงใด ต่างกรณีกันกับปัญหาที่ว่าประกาศหรือคำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 26 ข้อ 2 และข้อ 6 ใช้บังคับมิได้ตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 มาตรา 30 วรรคแรกแล้ว จึงมิใช่กฎหมายที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 จึงไม่อาจนำมาตรา 222 มาบังคับใช้แก่กรณีนี้เพื่อให้ประกาศฉบับดังกล่าวข้อ 2 และข้อ 6 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2534 ไปได้ผู้ร้องยื่นคำร้องใจความว่า ผู้ร้องเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณระหว่างวันที่ 9 สิงหาคม 2531 ถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2533ครั้นวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ได้มีคณะบุคคลคณะหนึ่งโดย การนำของพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ เรียกคณะบุคคลนี้ว่า"คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ" มีชื่อย่อว่า รสช. ได้เข้ายึดและควบคุมอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลพลเอกชาติชายและประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2531 วุฒิสภาสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลงพร้อมกัน แต่ยังให้ศาลทั้งหลายคงมีอำนาจดำเนินการพิจารณาและพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมายต่อไป ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2534 รสช. ได้ออกประกาศรสช. ฉบับที่ 26 แต่งตั้งคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน" มีชื่อย่อว่า คตส.ประกอบด้วยบุคคลต่าง ๆ รวม7 คน มีพลเอกสิทธิ จิรโรนจ์เป็นประธานกรรมการ แล้ว รสช.ได้ออกประกาศ รสช.ฉบับที่ 45 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2534แต่งตั้งกรรมการ คตส.เพิ่มขึ้นอีก 2 คน โดยกำหนดให้ คตส.มีอำนาจพิจารณารายชื่อนักการเมืองที่มีพฤติการณ์อันส่อแสดงให้เห็นได้ว่ามีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ ผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริต และให้ประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้สาธารณชนทราบและให้รวบรวมทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้และทรัพย์สินอื่น ๆที่น่าเชื่อว่าเป็นของบุคคลดังกล่าว และพิจารณาวินิจฉัยว่าบุคคลนั้น ๆ ร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือไม่และให้บรรดาทรัพย์สินที่ คตส.ตรวจสอบวินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบหรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกตินั้นตกเป็นของแผ่นดินซึ่ง คตส.ได้ประกาศรายชื่อผู้ร้องให้สาธารณชนทราบว่าเป็นผู้มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติพร้อมทั้งมีคำสั่งให้อายัดและห้ามจำหน่ายโอนทรัพย์สินทั้งปวงของผู้ร้อง รวมทั้งของบุตรภริยาผู้ร้องด้วย หลังจากที่ คตส.ได้ประกาศรายชื่อว่าผู้ร้องเป็นผู้มีทรัพย์สินร่ำรวยเพิ่มขึ้นผิดปกติแล้ว ผู้ร้องได้ยื่นคำให้การแก้ข้อกล่าวหาของ คตส.ปฏิเสธ พร้อมทั้งชี้แจงแสดงข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องมิได้เป็นผู้มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติวิสัยของผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริตอีกทั้งทรัพย์สินบางรายการตามข้อกล่าวหาของ คตส.ที่ปรากฏอยู่ในชื่อหรือในความครอบครองของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นก็มิใช่เป็นของผู้ร้องแล้ว คตส.ได้แจ้งคำวินิจฉัยถึงผู้ร้องว่าผู้ร้องมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติเป็นจำนวนมากในนามบุคคลอื่นโดยไม่อาจอธิบาย และชี้แจงแหล่งที่มาได้โดยชอบรวมหลายรายการให้บรรดาทรัพย์สินเหล่านั้นตกเป็นของแผ่นดินตามประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534ผู้ร้องเห็นว่าประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 จึงใช้บังคับมิได้ อีกทั้งคำวินิจฉัยของ คตส. ที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติและให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาตรา 206ประกอบมาตรา 5 และตามบทบัญญัติแห่งประกาศ รสช. ฉบับที่ 26แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534 มาตรา 3 เพื่อขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปว่าคำวินิจฉัยของ คตส. ที่เกี่ยวกับผู้ร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อเท็จจริงอันจำนำมาใช้บังคับมิได้ นอกจากนี้ ประกาศรสช. ฉบับที่ 26 ยังขัดต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ทั้งนี้เพราะแม้ประกาศฉบับดังกล่าวจะเป็นกฎหมายที่ออกโดย รสช.ผู้ควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ และได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแล้วก็ตามแต่ต่อมา รสช. ก็ได้นำธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 ซึ่งเท่ากับ รสช.จำกัดอำนาจของตนเองให้อยู่ภายใต้ธรรมนูญการปกครองดังกล่าวในส่วนของประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 จึงมีฐานะเป็นพระราชบัญญัติและต้องอยู่ภายใต้ธรรมนูญการปกครอง กล่าวคือจะขัดหรือแย้งกับธรรมนูญการปกครองไม่ได้ซึ่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 มาตรา 30 วรรคแรก ได้บัญญัติไว้ว่า "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองนี้บังคับแก่กรณีใดให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย" ดังนั้น นอกจากประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 จะต้องไม่ขัดต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรแล้ว ยังจะต้องไม่ขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาตรา 5 ได้บัญญัติว่า "บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้" ฉะนั้นประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 อันมีฐานะเป็นพระราชบัญญัติจึงมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เช่นเดียวกันแต่เมื่อพิจารณาประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 แล้วจะเห็นว่าขัดกับประเพณีการปกครอง บทบัญญัติของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 จึงใช้บังคับไม่ได้ดังเหตุผลต่อไปนี้1) ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยและตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ผู้พิพากษาพ้นจากตำแหน่งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อนี้ รสช. ก็ยอมรับนับถือประเพณีการปกครองดังกล่าวโดยเมื่อ รสช. ได้เข้าทำการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองประเทศรสช. ยังคงให้ศาลทั้งหลายมีอำนาจดำเนินการพิจารณาและพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมายต่อไป แต่ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 กลับตั้งบุคคลขึ้นคณะหนึ่งคือ คตส.ให้มีอำนาจพิจารณาว่านักการเมืองคนใดมีพฤติการณ์อันส่อแสดงให้เห็นว่ามีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริต ให้ประธาน คตส. หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งประธาน คตส. มอบหมายมีอำนาจเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ให้ส่งบัญชีทรัพย์สินหรือเอกสารหรือวัตถุใดมาเพื่อประกอบการพิจารณา และให้มีอำนาจวินิจฉัยให้มีผลเหมือนคำพิพากษาของศาลคือให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเท่ากับประกาศดังกล่าวตั้งศาลขึ้นเพื่อพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเหมือนเป็นศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เพียงแต่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่นเท่านั้น นอกจากนั้นตัวบุคคลใน คตส.ซึ่งมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีตามประกาศดังกล่าวซึ่งมีฐานะเสมือนเป็นผู้พิพากษาตุลาการก็ไม่ได้รับการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ และบางคนก็ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการคือเป็นข้าราชการการเมืองซึ่งรัฐธรรมนูญหลายฉบับห้ามมิให้เป็นตุลาการ ดังนั้น การที่ประกาศรสช. จัดตั้งศาลและให้ คตส.ที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้พิพากษาตุลาการมีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ซึ่งเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะจึงเท่ากับดึงอำนาจตุลาการไปจากศาลยุติธรรม ซึ่งในระหว่างที่รสช. ควบคุมอำนาจการปกครองประเทศและประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 สิ้นสุดลง รสช. มีอำนาจที่จะออกประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 ได้ แต่เมื่อมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534และประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2534 แล้วย่อมมีผลทำให้ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 นอกจากประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 จะตั้งคณะบุคคลขึ้นทำหน้าที่ศาลยุติธรรมแล้ว ประกาศฉบับดังกล่าวยังเป็นการให้อำนาจแก่บุคคลคณะหนึ่งมากกว่าบุคคลที่อยู่ในบังคับของกฎหมายทั่วประเทศ โดยให้คณะบุคคลดังกล่าวคือ คตส. มีอำนาจเบ็ดเสร็จโดยไม่มีเงื่อนเวลาสิ้นสุดแห่งการปฏิบัติหน้าที่กล่าวคือ คตส. สามารถใช้อำนาจทั้งในการสืบสวนสอบสวน การพิจารณาและวินิจฉัยเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาลยุติธรรม โดยจะยืดเวลาการพิจารณาไปนานเท่าใดก็ได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจที่ไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆบังคับของ คตส. เอง เป็นการมอบอำนาจให้ คตส. ใช้ดุลพินิจได้เพียงฝ่ายเดียวโดยปราศจากมาตรการพิจารณาที่แน่นอนก่อให้เกิดความลักลั่นและเลือกปฏิบัติ ซึ่งการใช้อำนาจดังกล่าวสามารถจะทำได้ก็แต่ในระหว่างที่ รสช. ควบคุมอำนาจการปกครองประเทศไว้เท่านั้นแต่เมื่อมีการประกาศตั้งคณะรัฐบาลและใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 อำนาจดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลงในทันที2) ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ได้ห้ามตั้งศาลขึ้นเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งหรือคดีที่มีข้อหาฐานใดฐานหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยู่ตามกฎหมายสำหรับการพิจารณาพิพากษาคดีนั้น แต่ประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 กลับตั้ง คตส.เป็นศาลขึ้นมาใหม่เพื่อพิจารณาพิพากษาเฉพาะการกระทำของบุคคลเพียง 25 คน จากคนที่อยู่ในบังคับของกฎหมายทั้งประเทศในคดีที่มีข้อหาว่าร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือไม่โดยเฉพาะ เพราะเมื่อพิจารณาวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับบุคคล 25 คนนั้นแล้วประกาศฉบับดังกล่าวก็ให้ยุบเลิก คตส. ซึ่งเห็นได้ชัดว่าประกาศฉบับดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อตั้งศาลขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยู่แล้ว จึงขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาตรา 1883) ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าการบัญญัติกฎหมายให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขหรือเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลหรือกฎหมายวิธีพิจารณาเพื่อใช้แก่คดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะจะกระทำมิได้แต่ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 กลับบัญญัติกำหนดวิธีการดำเนินคดีเฉพาะกับบุคคลเพียง 25 คน เป็นพิเศษโดยให้ตกไปอยู่ในอำนาจการพิจารณาของ คตส.แทนที่จะให้อยู่ในการพิจารณาของศาลในคดีแพ่งหรืออาญาในศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 14-17 นอกจากนั้นในการพิจารณาของ คตส. คตส. ยังใช้วิธีพิจารณาแก่คดีที่มีการกล่าวหาว่านักการเมืองร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติโดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ คือใช้อำนาจทางนิติบัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์วิธีพิจารณาขึ้นเอง ใช้อำนาจบริหารโดยสั่งการไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐโดยตรง และใช้อำนาจตุลาการเรียกพยานบุคคลและเอกสารไปสอบสวนตรวจสอบ และรับฟังพยานบุคคลและเอกสารนั้น ๆ ลับหลังผู้ร้องโดยไม่ให้โอกาสผู้ร้องคัดค้านและชี้แจงตลอดจนซักค้านพยานบุคคล หรือตรวจสอบพยานเอกสารที่เป็นปรปักษ์ต่อผู้ร้องทั้งในการพิจารณาของ คตส.ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือทุจริตแต่อย่างใด แต่ คตส.กลับสันนิษฐานว่าผู้ร้องทุจริตและได้รับทรัพย์สินโดยมิชอบซึ่งผิดหลักในการวินิจฉัยคดี และนอกจากนั้นแทนที่จะวินิจฉัยเฉพาะว่าทรัพย์สินของผู้ร้องตกเป็นของแผ่นดินตามที่กำหนดไว้ในประกาศแต่ คตส. กลับใช้อำนาจอายัดทรัพย์และสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอกกับทั้งสั่งการไปยังกระทรวงการคลังให้กรมสรรพากรพิจารณาเรียกเก็บภาษีจากจำนวนเงินฝากในบัญชีเงินฝากที่สันนิษฐานว่าเป็นของผู้ร้องด้วย ทั้ง ๆ ที่ศาลยุติธรรมเอง ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาโดยไม่มีขอบเขตดังที่ คตส.ดำเนินการ แม้ตามประกาศรสช. ฉบับที่ 26 ข้อ 6 วรรคสาม จะให้สิทธิผู้ถูก คตส.วินิจฉัยว่าร่ำรวยผิดปกติมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ได้ทรัพย์สินมาโดยมิชอบร้องขอต่อศาลแพ่งเพื่อพิสูจน์ว่าได้ทรัพย์สินมาโดยชอบก็ตามแต่เมื่อศาลแพ่งพิจารณาแล้ว ประกาศฉบับดังกล่าวก็กำหนดให้ศาลแพ่งทำความเห็นและส่งสำนวนไปให้ศาลฎีกาแทนที่จะให้ศาลแพ่งวินิจฉัยแล้วให้มีการอุทธรณ์ฎีกาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223, 247 ในการพิจารณาของศาลฎีกา ประกาศดังกล่าวก็บังคับให้ประธานศาลฎีกานำคดีเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 ทั้ง ๆ ที่มาตรา 140 ดังกล่าวบัญญัติให้เป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาในการพิจารณาว่าเห็นสมควรจะให้มีการวินิจฉัยปัญหาใดในคดีเรื่องใดโดยที่ประชุมใหญ่หรือไม่ จึงเท่ากับเป็นการกำหนดวิธีพิจารณาความขึ้นใหม่สำหรับคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 25344) ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ได้คุ้มครองเสรีภาพของประชาชนชาวไทยไว้ว่าบุคคลจะไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่จะได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ แต่เมื่อพิจารณาข้อความในข้อ 2 และข้อ 6 ของประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ที่ให้ทรัพย์สินของนักการเมืองซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือตำแหน่งการเมืองอื่นซึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นผู้ร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน เท่ากับเป็นการริบทรัพย์อันเป็นการลงโทษทางอาญาแก่นักการเมืองผู้ร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติเมื่อการริบทรัพย์สินเป็นโทษอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18(5) จึงต้องตกอยู่ในประเพณีการปกครองประเทศไทยรวมทั้งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งไม่ปรากฏว่าเคยมีกฎหมายบัญญัติว่านักการเมืองใดร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้มาก่อน แต่ประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 กลับกำหนดว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษทางอาญาไว้โดยให้ทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน จึงเป็นการบัญญัติกฎหมายกำหนดความผิดทางอาญา และกำหนดโทษทางอาญาย้อนหลังเอาโทษแก่ผู้ร้องอันเป็นการขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 และเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 อีกด้วย5) แม้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 มาตรา 32 จะบัญญัติว่า "บรรดาการกระทำ ประกาศ หรือคำสั่งขอหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่ได้กระทำประกาศหรือสั่งก่อนวันใช้ธรรมนูญการปกครองนี้ ทั้งนี้ที่เกี่ยวกับการยึดและการควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ไม่ว่าจะกระทำด้วยประการใดหรือเป็นในรูปใด และไม่ว่าจะกระทำประกาศหรือสั่งให้มีผลใช้บังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการ ให้ถือว่าการกระทำ ประกาศ หรือคำสั่งรวมทั้งการกระทำของผู้ปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งนั้น ตลอดจนการกระทำของบุคคลใด ๆ ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดหรือควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดินดังกล่าวเป็นการกระทำ ประกาศหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย" ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็เป็นเพียงการรับรองว่าประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าให้มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไปได้เท่านั้น หากแต่มิได้เป็นการกำหนดว่าประกาศ รสช. ชอบด้วยธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534ฉะนั้น หากการกระทำหรือการปฏิบัติหรือกฎหมายใดที่ใช้บังคับอยู่ขัดหรือแย้งหรือไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ย่อมเป็นอันใช้บังคับไม่ได้ ดังนั้นเมื่อประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยตามที่กล่าวข้างต้น ประกาศ รสช.ฉบับที่ 26จึงเป็นกฎหมายที่ขัดต่อไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทยในขณะนั้นประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 จึงสิ้นผลบังคับทันทีในวันที่ 1 มีนาคม 2534 เมื่อมีการประกาศธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534มาใช้บังคับเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ประกาศใช้ในวันที่ 9 ธันวาคม 2534 แม้จะได้มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯมาตรา 222 บัญญัติว่า "บรรดาประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือกฎหมายที่มีผลเป็นการแก้ไข หรือเพิ่มเติมประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่ออกใช้บังคับก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้หรือคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 27แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีผลใช้บังคับในทางนิติบัญญัติทางบริหาร หรือทางตุลาการบรรดาที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้มีผลบังคับได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ต่อไปและคำประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติหรือในทางตุลาการการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ การตราพระราชบัญญัติตามมาตรานี้ไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติงานของบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งได้กระทำไปตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว และให้บุคคลหรือคณะบุคคลนั้นได้รับความคุ้มครองผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องในทางใดมิได้" บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ก็คุ้มครองเพียงให้บรรดาประกาศหรือคำสั่งที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2534 มีผลบังคับได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญต่อไปเท่านั้น มิได้มีผลให้ประกาศหรือคำสั่งที่สิ้นผลบังคับใช้ไปแล้วก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญกลับคืนสภาพบังคับขึ้นมาอีกแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 สิ้นผลบังคับใช้ไปในวันที่ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534ประกาศใช้บังคับคือวันที่ 1 มีนาคม 2534 แล้ว การดำเนินการใด ๆตามประกาศฉบับดังกล่าวหลังจากวันที่ 1 มีนาคม 2534 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ขัดต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน กรณีของผู้ร้องผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านใจความว่า คำร้องของผู้ร้องไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องด้วยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 (ประกาศ รสช.ฉบับที่ 26) ข้อ 6 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534 มาตรา 3 ศาลไม่จำต้องรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาทั้งนี้เพราะสิทธิของผู้ร้องมีจำกัดตามประกาศรสช. ฉบับที่ 26 ซึ่งเป็นบทกฎหมายพิเศษเท่านั้น ไม่ใช่กรณีผู้ร้องมีข้อโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 อันเป็นบททั่วไป ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อพิสูจน์ว่าทรัพย์สินที่ตกเป็นของแผ่นดินนั้นตนได้มาโดยชอบเพียงประเด็นเดียวและเมื่อสามารถนำพยานมาแสดงต่อศาลให้เห็นว่าตนได้ทรัพย์สินมาโดยชอบ ศาลฎีกาก็มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นถ้าไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นว่าเป็นทรัพย์สินที่ตนได้มาโดยชอบให้ศาลยกคำร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลวินิจฉัยประเด็นอื่นในเรื่องกฎหมายไม่มีผลใช้บังคับเพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในเรื่องอำนาจหน้าที่วิธีการวินิจฉัยเหตุผลในการวินิจฉัยคำวินิจฉัยและการปฏิบัติหน้าที่ของ คตส.ในเรื่องส่งความเห็นไปให้ตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และการพิจารณาวินิจฉัยของ คตส.ซึ่งพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ หัวหน้าคณะ รสช. ได้แต่งตั้งขึ้นโดยประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 ที่วินิจฉัยให้ทรัพย์สินต่าง ๆ เป็นทรัพย์สินของผู้ร้อง ทั้งที่อยู่ในนามผู้ร้องเอง ภริยา และบุตร รวมทั้งในนามบุคคลอื่นซึ่งถือไว้แทนผู้ร้องที่ได้มาโดยมิชอบหรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกติให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้นชอบด้วยเหตุผลข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงทุกประการที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ใช้บังคับกับผู้ร้องมิได้นั้นผู้คัดค้านขอคัดค้านว่า ตามที่ รสช. ซึ่งมีพลเอกสุนทร คงสมพงษ์เป็นหัวหน้าคณะได้เข้ายึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศได้สำเร็จเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 เวลา 11.30 นาฬิกานั้น เป็นผลให้คณะผู้ทำการยึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองสูงสุดมีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ คือเป็นผู้มีอำนาจตรากฎหมายบังคับให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมายหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการแต่ผู้เดียวผลทางพฤตินัยและนิตินัยของการเข้ายึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศของ รสช. ถือว่าระบบการเมือง หรือกฎเกณฑ์การปกครองประเทศที่มีอยู่ขณะนั้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521เป็นอันสิ้นสุดลงพร้อมทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521ก็สิ้นสุดลงด้วย และ รสช. ได้ออกประกาศโดยแจ้งชัดโดยออกประกาศรสช. ฉบับที่ 3 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี สิ้นสุดลง องคมนตรีคงดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่อไป ศาลทั้งหลายคงมีอำนาจดำเนินการพิจารณาและพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมายและประกาศรสช. ดังนั้น จึงเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของ รสช. ว่าจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองประเทศในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ จัดระบบการเมืองและกฎเกณฑ์การปกครองประเทศ โดย รสช. เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารเอง ส่วนอำนาจตุลาการคงให้ศาลมีอำนาจในการพิจารณาและพิพากษาคดีต่อไป โดยหาก รสช. ใช้อำนาจนิติบัญญัติก็จออกเป็นประกาศ รสช. ให้มีผลใช้บังคับในทางนิติบัญญัติและหากใช้อำนาจบริหาร ก็จะออกเป็นคำสั่ง รสช. ให้มีผลบังคับใช้ในทางบริหารประกาศของ รสช.จึงเป็นกฎหมายเพราะผู้มีอำนาจปกครองประเทศในขณะนั้นได้ตราขึ้น มีฐานะและผลบังคับใช้เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติซึ่งตราขึ้นโดยสภานิติบัญญัติ ระหว่างที่ยึดและควบคุมอำนาจปกครองประเทศอยู่นั้น รสช. ได้ออกประกาศ รสช. หลายฉบับในขณะที่ยังมิได้มีธรรมนูญการปกครองประเทศประกาศใช้จะออกประกาศอย่างไรจึงไม่มีขอบเขตกำหนด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและเหตุผล 2 ประการ คือความจำเป็นที่จะต้องออกประกาศใช้บังคับในขณะนั้น และเพื่อดำเนินการตามความมุ่งหมายในการยึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ฉะนั้น การที่ รสช.ได้ออกประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2534เรื่อง ให้อายัดและห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินจึงเป็นการออกประกาศเพื่อดำเนินการตามความมุ่งหมายในการเข้ายึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศในครั้งนี้ ตามคำแถลงการณ์ของรสช. ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งแถลงการณ์ส่วนหนึ่งชี้แจงเหตุผลว่า เพราะพฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวงโดยคณะผู้บริหารประเทศได้ฉวยโอกาสอาศัยอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง และพรรคพวกอย่างรุนแรงที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง จนไม่สามารถหยุดยั้งได้ หากขืนปล่อยทิ้งไว้อาจสร้างความหายนะอย่างสูงที่สุดให้แก่ชาติบ้านเมืองได้ จึงเป็นเหตุความจำเป็นประการแรกที่จะต้องเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศและเมื่อพิจารณาจากเหตุผลในการออกประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ปรากฏข้อความแสดงความมุ่งหมายว่ามีความประสงค์จะดำเนินการโดยเฉียบขาดกับนักการเมืองที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือตำแหน่งทางการเมืองที่มีพฤติการณ์อันแสดงให้เห็นว่ามีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริตจะพึงมีพึงได้ เพื่อมิให้ผู้ไม่สุจริตได้รับประโยชน์จากการฉ้อราษฎร์บังหลวง และเป็นการป้องกันมิให้มีการโยกย้ายทรัพย์สินที่ได้มาโดยทุจริต จึงให้ตั้ง คตส. ขึ้นประกอบด้วยพลเอกสิทธิ จิรโรจน์ เป็นประธานกรรมการ มีอำนาจดำเนินการตามประกาศฉบับดังกล่าวประกาศ รสช. ที่ได้ประกาศใช้ในขณะที่ รสช. เป็นผู้มีอำนาจการปกครองประเทศอยู่ อันรวมถึงประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ด้วยจึงมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์จนกว่าจะได้มีพระราชบัญญัติออกมายกเลิก เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไข นอกจากนั้นแล้ว จากบทบัญญัติในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ซึ่งประกาศใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศในเวลาถัดมา ได้มีบทบัญญัติรอบรับถึงผลของคำสั่งหรือประกาศ รสช. ฉบับต่าง ๆ ที่ได้ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายไว้แล้วว่ายังมีผลใช้บังคับโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญต่อไป หากจะยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติดังที่บัญญัติไว้ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 มาตรา 32 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาตรา 222ดังนั้น ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ดังกล่าว จึงมิได้ขัดต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ตลอดจนมิได้ขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใดทั้งสิ้นประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 มิใช่เป็นการตั้งศาลขึ้นเพื่อพิจารณาอรรถคดีเหมือนเป็นศาลยุติธรรม หรือเป็นการตั้งให้ คตส. มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีทำนองเดียวกับผู้พิพากษา หรือเป็นการดึงอำนาจตุลาการไปจากศาลยุติธรรม ตลอดจนมิใช่เป็นการจัดตั้งศาลขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ รวมทั้งมิใช่เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลหรือวิธีพิจารณาเพื่อใช้แก่คดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ อันเป็นการขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างแต่อย่างใดเพราะประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 เป็นประกาศของคณะบุคคลผู้มีอำนาจปกครองประเทศในขณะนั้น ที่จะดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมืองซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือตำแหน่งการเมืองอื่นที่มีพฤติการณ์อันแสดงให้เห็นได้ว่ามีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริตจะพึงมีพึงได้ อันเป็นจุดมุ่งหมายอย่างหนึ่งที่ รสช. ได้เข้ายึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ รสช. จึงต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินตามประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 และตามประกาศดังกล่าวก็ต้องกำหนดให้ คตส. มีอำนาจหน้าที่ตลอดจนให้ความคุ้มครองต่าง ๆ อันเป็นวิธีการเพื่อให้การดำเนินการตามวัตถุประสงค์บรรลุผลถือได้ว่าประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 มีลักษณะเป็นกฎหมายพิเศษที่คณะผู้ปกครองประเทศใช้อำนาจเพื่อมุ่งรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนโดยส่วนรวมเช่นเดียวกับประมวลรัษฎากรที่มีลักษณะเป็นกฎหมายพิเศษ ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบภาษีและภายหลังแจ้งการประเมินให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรทราบแล้ว ถ้ามิได้ชำระหนี้ในกำหนดย่อมถือเป็นภาษีอากรค้าง ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ให้อำนาจข้าหลวงประจำจังหวัด หรือนายอำเภอซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายบริหาร ที่จะสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ร้องรับผิดเสียภาษีอากร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและยึดถือปฏิบัติตลอดมาตามประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ที่ให้ทรัพย์สินที่ คตส. วินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ หรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกตินั้นตกเป็นของแผ่นดิน มิใช่เป็นการลงโทษอาญา คือ โทษริบทรัพย์สิน เพราะโทษริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญานั้น ศาลเป็นผู้สั่งริบส่วนกรณีตามประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 นั้น คตส. มิได้มีอำนาจในการสั่งริบทรัพย์สินหรือสั่งให้ทรัพย์สินจำนวนใดตกเป็นของแผ่นดินได้เพราะอำนาจของ คตส. มีระบุไว้ในประกาศฉบับดังกล่าว ข้อ 2คือ อำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยว่า บุคคลนั้นร่ำรวยผิด(เกียรติ จาตนิลพันธุ์-สกล เหมือนพะวงศ์-อุระ หวังอ้อมกลาง)แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้