Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2506 (เลขอ้างอิง 90766)

พ.ศ. 2506 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

1. กรมชลประทานเป็นกรมในรัฐบาล ขึ้นกับกระทรวงเกษตราธิการ และเป็นนิติบุคคล เป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงในการทดน้ำ ไขน้ำ เมื่อมีผู้ละเมิด กรมชลประทานย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้ 2. คำฟ้องที่กล่าวถึงเขตที่ดินที่กันไว้เพื่อการชลประทานโดยอาศัยอำนาจตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ฯ และประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดหวงห้ามที่ดินชายทะเลโดยมีแผนที่ประกอบไว้ท้ายฟ้องด้วย นับว่าเป็นฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม 3. ที่พิพาทซึ่งอยู่ในเขตที่ดินของชลประทานจึงเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินซึ่งสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304 ห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สืบอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 1306 4. ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ให้หวงห้ามโดยวิธีการออกพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ก่อนหน้านี้ไม่มีกฎหมายบังคับไว้อย่างไร ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐย่อมออกประกาศหวงห้ามที่รกร้างว่างเปล่าไม่ให้ผู้ใดรับจองหรือเข้าถือเอาโดยพลการ ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายในที่ใดให้สิทธิราษฎรจับจองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเอาตามชอบใจ 5. ส.ค.1 ไม่เป็นเอกสารแสดงสิทธิอย่างใดตามกฎหมาย (ซ้ำฎีกาที่ 1218/2504)

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ ศาลพิจารณารวมกัน ใจความโดยย่อของฟ้องทั้งสองสำนวนก็คือ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๗ ได้มีประกาศกระแสพระบรมราชโองการเรื่องขยายการหวงห้ามและจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างการทดน้ำในบริเวณเชียงรากน้อย และบางเหี้ย ตอนใต้ (ตำบลคลองด่าน) เพื่อประโยชน์แห่งการชลประทานมีอาณาเขตตามแนวเส้นสีแดงในแผนที่ท้ายประกาศ ฯลฯ จำเลยได้บุกรุกเข้ามาทางทิศใต้ ของคันกั้นน้ำเต็ม (ปัจจุบันเป็นถนนสุขุมวิทย์) ระหว่างหลักกิโลเมตร ที่ ๔๕-๔๖ หมู่ที่ ๖ ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ คือ นางยาใจจำเลยบุกรุก ๑๑ ไร่ ปรากฎตามแผนที่ท้ายฟ้องหมายสีเขียว นายกระจ่างจำเลยบุกรุก ๑๑ ไร่ ปรากฎตามแผนที่ด้วยฟ้องหมายสีแดง ขอให้ศาลขับไล่

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้หลายประการและตัดฟ้องว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องเคลือบคลุม คดีขาดอายุความ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลจังหวัดสมุทรปราการวินิจฉัยว่า ฟ้องไม่เคลือบคลุม และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินซึ่งสงวนไว้ใช้ในการชลประทานเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การครอบครองของจำเลยใช้ยันโจทก์ไม่ได้ จึงพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารห้ามเกี่ยวข้องต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ๑. เมื่อกรมชลประทานเป็นกรมในรัฐบาลขึ้นกับกระทรวงเกษตรและเป็นนิติบุคคล เป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงในการทดน้ำ ไขน้ำ เมื่อมีผู้ละเมิดกรมชลประทานก็มีอำนาจฟ้องขับไล่ได้ ๒. คำฟ้องได้กล่าวถึงเขตที่ดินที่กันไว้เพื่อการชลประทาน โดยอาศัยอำนาจตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ฯ และประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการหวงห้ามที่ดินชายทะเล โดยมีแผนที่ประกอบไว้ท้ายฟ้องด้วยเช่นนี้ นับว่าเป็นฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม ๓.พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าที่พิพาทอยู่ในเขตที่ดินซึ่งกรมชลประทานกันเขตไว้ฟังไม่ได้ว่าอยู่ในเขตในไต่สวนหมาย จล.๑ ๔. ที่พิพาทอยู่ในเขตที่ดินของกรมชลประทานจึงเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินซึ่งสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๖ พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเมื่อกรมชลประทานได้ปักหลักกันเขตที่ดินไว้ เพื่อใช้ในการชลประทานนั้น ที่ดินที่พิพาทนี้ได้มีผู้เข้าครอบครองอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ แล้วศาลฎีกาฟังว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตหวงห้ามตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการเรื่องขยายการหวงห้ามและจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างการทดน้ำ ไขน้ำ บริเวณเชียงรากน้อย และบางเหี้ยน กับประกาศผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๔๐+ ให้หวงห้ามที่ดินในบริเวณนั้นไว้เพื่อใช้ประโยชน์สาธารณราชการ ข้อที่จำเลยโต้แย้งว่า ประกาศของผุ้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการใช้ไม่ได้ เพราะขัดกับกฎหมายต่าง ๆ เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่านั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น ตามธรรมดารัฐย่อมจัดใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันได้ วิธีการที่จะหวงห้ามนั้น เพิ่งมาบัญญัติเป็นกฎหมายขึ้นใช้บังคับเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๘ โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.๒๔๗๘ ซึ่งให้หวงห้ามโดยวิธีการออกพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก่อนหน้านั้นหามีกฎหมายบังคับไว้อย่างไรไม่ ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้แทนส่วนหนึ่งของรัฐย่อมออกเป็นประกาศหวงห้ามซึ่งรกร้างว่างเปล่า ไม่ให้ผู้ใดจับจองหรือเข้าถือเอาโดยพลการได้ ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายในที่ใดที่จะให้สิทธิแก่ราษฎรให้จับจองทีสาธารณสมบัติของแผ่นดินเอาตามใจชอบได้ ปัญหาจึงมีแต่เพียงว่า เมื่อกรมชลประทานได้ปักหลักเขตที่ดินไว้เพื่อใช้ในการชลประทานนั้น ที่ดินที่พิพาทนี้ได้มีผู้ครอบครองอยู่หรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า การครอบครองที่อำเภออ้างว่าได้มีตลอดมานั้น ก็ไม่มีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นเค้าแห่งการครอบครองแต่ประการใด นอกจากว่าได้เคยแจ้งการครอบครองแบบ ส.ค.๑ ซึ่งไม่เป็นเอกสารแสดงสิทธิอย่างใดตามกฎหมาย จำเลยอ้างอิงความสำคัญอยู่ที่ใบไต่สวนเลขที่ ๔๐ (เอกสารศาลหมาย จ.ล.๑) ปรากฎว่ามีที่ดิน ๓๒ ไร่ เป็นของอำแดงเปล่งบุตรนายสิน อำแดงเน้ย แต่นางสาวเปล่งพยานจำเลยเบิกความยืนยันว่าที่พิพาทนี้เดิมเป็นของนางสุดยกให้พยานเมื่อ ๔๐ ปีมาแล้ว ได้ขายฝากนางชื่น และต่อมาเมื่อ ๔ ปีนี้ตกลงขายให้จำเลยทั้ง ๒ และนายสัญญา จึงไปไถ่มาจากนางชื่น โอนให้คนทั้งสาม เมื่อนางสาวเปล่ง เดชฤทธิกร มาเบิกความยืนยันว่าตนเป็นผู้ถือใบไต่สวนที่พิพาทมาตั้งแต่ ร.ศ.๑๒๙ แล้ว เหตุใดจึงมิได้ทราบเรื่องที่มีการจดทะเบียนโอนขายให้แก่นางชื่น รูปเรื่องยังจะปลงใจเชื่อไม่ได้ว่านางสาวเปล่งเป็นคนคนเดียวกับอำแดงเปล่ง (และศาลฎีกาได้กล่าวถึงความพิรุธของใบไต่สวน จ.ล.๑ นานาประการ)

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าที่พิพาทเป็นที่มีใบไต่สวนแล้วนั้นฟังไม่ได้ ศาลฎีกาชี้ขาดว่า ที่พิพาทเป็นที่ป่าแสม ไม่มีเจ้าของ กรมชลประทานได้เข้ากันเขตไว้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อการชลประทานอันเป็นสาธารณประโยชน์โดยชอบแล้ว ข้อโต้แย้งอื่นของจำเลยฟังไม่ขึ้นดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประมูล สุวรรณศร · ยง เหลืองรังษี · อรรถขจรนิติปคุณ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายขจร หะวานนท์
ศาลอุทธรณ์ - นายแสวง ยะสารวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้