Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8404/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเช่าที่ดินทำสวนส้ม เป็นการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่น ต้องนำมาตรา 63แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 มาใช้บังคับ เมื่อยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อประกอบการเกษตรกรรมประเภทอื่น จำเลยจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 63

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12975 ตำบลหนองสามวัง (คลอง 12 ตก) อำเภอหนองเสือจังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา โดยซื้อมาเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2533 จากนางสาวมาลี มีนมณีปัจจุบันจำเลยและบริวารเข้าทำสวนส้มและอยู่ในที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทั้งแปลงโดยมิได้รับความยินยอมหรือทำสัญญาเช่ากับโจทก์ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารทำสวนส้มในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป จึงบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสวนส้มพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ได้รับความเสียหายจากการนำที่ดินออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสวนส้มพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 12975 ตำบลหนองสามวัง (คลอง 12 ตก)

อำเภอหนองเสือจังหวัดปทุมธานี ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไปหากจำเลยไม่รื้อถอนสวนส้มออกไปจากที่ดิน ให้โจทก์มีสิทธิรื้อถอนออกไปได้โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายแทนโจทก์ทั้งสิ้นให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสวนส้มพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ดังกล่าวจำเลยให้การว่า ก่อนจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 12975ใส่ชื่อโจทก์ โจทก์รู้เห็นยินยอมอยู่แล้วว่าจำเลยเช่าที่พิพาทจากนางสาวมาลี เจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้ให้เช่าเดิมเพื่อทำนามีกำหนดเวลา 15 ปี ซึ่งปัจจุบันยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาการเช่าและให้ถือบังคับกันตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 จำเลยทำประโยชน์ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิตามพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้นไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่หรือเรียกค่าเสียหายใด ๆ ได้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 12975 ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือจังหวัดปทุมธานี ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,500 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินดังกล่าวจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อ 2.1 ว่า จำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าขณะที่จำเลยตกลงเช่าที่พิพาทนั้นมีสภาพเป็นที่นา จำเลยได้เช่าทำนามาก่อนแล้วจึงได้ปรับปรุงดินปลูกต้นส้มในภายหลังโดยได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าเดิม จำเลยจึงเป็นผู้เช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น เห็นว่า เมื่อคดีมีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเช่าที่พิพาททำสวนส้ม ซึ่งสอดคล้องกับข้อฎีกาของจำเลยที่ยอมรับว่า

ขณะเกิดกรณีพิพาทจำเลยไม่ได้ทำนาในที่พิพาทแต่ได้ทำเป็นสวนส้ม ดังนั้น จึงต้องฟังว่า การที่จำเลยเช่านั้นเป็นการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่น ต้องนำมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 มาใช้บังคับ ซึ่งมีใจความว่า ในกรณีที่มีการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทใดนอกจากการเช่านาเมื่อรัฐบาลเห็นสมควรกำหนดให้การเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทนั้นมีการควบคุมก็ให้มีอำนาจกระทำการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อยังไม่ปรากฏว่ามีพระราชกฤษฎีกาควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่น ดังนั้นจำเลยจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและจำเลยหามีสิทธิทำได้ตามมาตรา 31(3) และมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

พ.ศ. 2524 ดังที่ฎีกาไม่ ส่วนฎีกาของจำเลยในข้อ 2.2 ที่ว่า จำเลยได้อาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 โจทก์ผู้รับโอนที่พิพาทต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ซึ่งผู้ให้เช่าเดิมมีต่อจำเลยจนกว่าสัญญาเช่าจะสิ้นสุด หากการเช่าจะสิ้นสุดก่อนกำหนดเวลาเช่า โจทก์ก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 นั้น ในข้อนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2ได้ฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่าจำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 และการที่จำเลยทำสัญญาเช่าที่พิพาทกับนางสาวมาลีมีกำหนด 15 ปีโดยทำสัญญาเช่า 5 ฉบับ ฉบับละ 3 ปี

เมื่อไม่ได้จดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีผลบังคับได้เพียง 3 ปี การที่จำเลยอยู่ต่อมาถือว่าเป็นการอยู่โดยละเมิด โจทก์ผู้รับโอนที่พิพาทมาจากนางสาวมาลีย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยแม้จำเลยจะฎีกาปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องอำนาจฟ้อง แต่การวินิจฉัยจะต้องอาศัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายการเถียงข้อเท็จจริงซึ่งศาลล่างทั้งสองฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยเช่าที่พิพาทไม่ได้รับความคุ้มครองใด ๆ โดยจำเลยคงมีสิทธิอยู่ในที่พิพาทได้เพียง 3 ปี และต้องห้ามฎีกาเพราะจำเลยเช่าที่พิพาทมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท เพื่อสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายนั้น มีผลเป็นอย่างเดียวกับการฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต · อากาศ บำรุงชีพ · ดุสิต เพชรปลูก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1077/2540

จำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์ทำนาต่อมาจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะการเช่านามาทำเป็นบ่อเลี้ยงปลาอันเป็นการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างอื่นซึ่งยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้เช่าได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6682/2538

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าอยู่อาศัยและเลี้ยงปลาในที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ขอให้ขับไล่ จำเลยให้การรับว่าการเช่าที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับเจ้าของเดิมที่จำเลยอ้างไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ และอ้างว่าเป็นก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2466/2538

ผู้ร้องเช่าที่ดินพิพาทเพื่อดำเนินธุรกิจฟาร์มเพาะพันธุ์ปลา มิได้เช่าที่ดินพิพาทเพื่อใช้ทำนา จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้เช่านาตามความหมายในพ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 แต่เป็นการเช่าที่ด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8370/2538

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท จึงห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสองและมาตร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4876/2533

ขณะเกิดกรณีพิพาทโจทก์ไม่ได้ทำนาในที่ดินพิพาทแล้ว แต่ได้ขุดบ่อเลี้ยงปลาจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้เช่านาตามความหมายในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 เป็นการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้