Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 840/2524

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ผู้เช่าโรงงานสุราบางยี่ขันมีกำไรสำหรับการดำเนินการในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2515 และปี พ.ศ. 2516 โจทก์ แบ่งผลกำไรร้อยละ 25 ให้แก่กรมโรงงานอุตสาหกรรมผู้ให้เช่า เงินกำไร ที่แบ่งให้นั้นจึงเป็นรายจ่ายที่กำหนดจ่ายจากผลกำไร ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี(19) แม้จะได้กำหนดกันไว้ล่วงหน้าตามสัญญาเช่า ก็ตาม ก็ไม่ยกเว้นให้กระทำได้ โจทก์ยื่นแบบรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ไม่ถูกต้องโดยนำรายจ่ายอันเป็นรายการที่ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิมาหักเป็นรายจ่าย เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินแจ้งจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระอีก และให้โจทก์รับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีอากรที่เพิ่มขึ้นได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20 และมาตรา 22

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 20 ป.รัษฎากร มาตรา 22 ป.รัษฎากร มาตรา 65

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นกรมในกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานประเมินภาษี จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2519 จำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งแจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ปี พ.ศ. 2516 รวมเป็นเงิน 6,417,467 บาท 60 สตางค์ และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2517 รวมเป็นเงิน 7,349,342 บาท 87 สตางค์ ทั้งนี้โดยอ้างว่าได้ทำการไต่สวนและตรวจสอบบัญชีของโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์นำส่วนแบ่งผลกำไรซึ่งกำหนดจ่ายจากกำไรสุทธิเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทำให้โจทก์เสียภาษีต่ำกว่าที่ควรเสีย

โจทก์ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินของจำเลยที่ 2 แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นชอบกับการประเมินให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่าเงินที่โจทก์จ่ายเป็นค่าตอบแทนแก่กรมโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งรวมทั้งค่าเช่าที่กำหนดไว้แน่นอนจำนวนหนึ่งและเงินอีก 25 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิถือเป็นค่าเช่าหรือค่าตอบแทนในการที่รัฐยินยอมให้โจทก์เช่า มิใช่เงินส่วนแบ่งในฐานะกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหุ้นส่วนและเป็นค่าตอบแทนในการที่โจทก์ได้มาซึ่งสิทธิการเช่า ซึ่งตามสัญญาเช่าข้อ 8 วรรคท้าย กำหนดประเภทรายจ่ายที่บริษัทนำไปคิดเป็นรายจ่ายในการคำนวณส่วนแบ่งกำไรไม่ได้ คือ เงินค่าปรับ ค่าเสียหาย หรือเงินที่โจทก์ต้องรับผิดชดใช้เนื่องจากการที่โจทก์ผิดนัด แต่มิได้ห้ามในการให้นำเงินที่โจทก์จ่ายแก่กรมโรงงานอุตสาหกรรมไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณส่วนแบ่งผลกำไร

ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าโรงงานและเป็นการจ่ายตามข้อผูกพันในสัญญาเช่า โจทก์จะกำหนดรายจ่ายขึ้นเองไม่ได้แม้รายจ่ายดังกล่าวจะตีความว่าเป็นส่วนแบ่งผลกำไร ก็มิใช่รายจ่ายที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้วตาม มาตรา 65 ตรี(19) เพราะเป็นเงินที่คำนวณขึ้นตามเงื่อนไขในสัญญาเช่าเท่านั้น มิใช่เป็นผลกำไรที่ได้มาแม้โจทก์จะดำเนินกิจการขาดทุน แต่เมื่อคำนวณตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาเช่าซึ่งย่อมทำให้โจทก์กลับกลายเป็นมีกำไร โจทก์ก็ต้องจ่ายส่วนแบ่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมจากกำไรที่ได้คำนวณขึ้นใหม่ซึ่งตามมาตรา 65 ตรี (19) ห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเฉพาะกำไรที่ผู้เสียภาษีได้มาอย่างแท้จริงเท่านั้น

การที่โจทก์นำเงินส่วนแบ่งดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ จึงไม่ขัดต่อมาตรา 65 ตรี(19) และเป็นรายจ่ายจากกำไรสุทธิตามข้อสัญญาเช่าซึ่งกำหนดไว้ก่อนระยะเวลาเช่าจะเริ่มต้นมีผลใช้บังคับเป็นเวลาถึงหนึ่งปีเศษ หาใช่เป็นรายจ่ายที่ได้กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาบัญชีดังที่บัญญัติในมาตรา 65 ตรี (19) ไม่ โจทก์ดำเนินงานและทำบัญชีรับจ่ายโดยสุจริตและเปิดเผย การที่จำเลยเรียกเงินเพิ่มด้วย ไม่เป็นธรรม ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม และให้ยกเว้นเรียกเก็บเงินเพิ่มจำเลยทั้งห้าให้การว่า การประเมินและเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลตามประมวลรัษฎากรแล้ว

เพราะโจทก์เสียภาษีไม่ถูกต้อง โดยนำรายจ่ายค่าส่วนแบ่งผลกำไรซึ่งจ่ายให้แก่กรมโรงงานอุตสาหกรรมมารวมเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2516 และปี พ.ศ. 2517 ซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามมาตรา 65 ตรี (19) จะนำมาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีไม่ได้ เพราะเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิ 25 เปอร์เซ็นต์ดังกล่าวไม่ใช่เงินค่าเช่า เงินค่าเช่ามีระบุไว้ชัดแจ้งแล้ว และไม่ใช่เป็นเงินค่าตอบแทน เพราะเงินค่าตอบแทนมีระบุไว้เป็นส่วนหนึ่งตามสัญญาข้อ 7 แล้ว เงินจำนวนนี้เป็นเงินจากส่วนแบ่งกำไรสุทธิซึ่งตามสัญญาได้ระบุไว้ในข้อ 8 อีกต่างหากมีลักษณะเป็นการตอบแทนโดยไม่ต้องลงทุนนั่นเอง และสัญญาข้อ 8 ได้กำหนดความหมายของกำไรสุทธิและการคำนวณ

กำไรสุทธิว่าให้ถือและเป็นไปตามประมวลรัษฎากรจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 65 ทวิ กำหนดว่ารายการตามมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ 65 ตรี (19) โจทก์หลีกเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยยื่นรายการเสียภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง โจทก์จึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งภาษีอากรที่เพิ่มขึ้นตามมาตรา 22 เมื่อจำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวนตามฟ้องแล้ว โจทก์ไม่เสีย โจทก์จึงต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามมาตรา 27 โดยไม่ได้รับยกเว้น ขอให้พิพากษายกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลดเงินเพิ่มตามมาตรา 22 ลง 1 ใน 3 ของเงินเพิ่ม

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยทั้งห้าฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีสำหรับปี พ.ศ. 2515 และ พ.ศ. 2516 กิจการของโจทก์มีกำไร เช่นนี้ การที่โจทก์แบ่งผลกำไรร้อยละ 25 ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม เงินกำไรที่แบ่งให้นั้นจึงเป็นรายจ่ายที่กำหนดจ่ายจากผลกำไร ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร แม้การกำหนดรายจ่ายดังกล่าวจะกำหนดไว้ล่วงหน้าตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับกรมโรงงานอุตสาหกรรมโจทก์ก็หาได้รับยกเว้นให้กระทำเช่นนั้นได้ไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาว่าแม้กิจการของโจทก์ขาดทุนก็ยังต้องเสียค่าส่วนแบ่งกำไรสุทธิให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมตามสัญญาเช่า ซึ่งต่างกับการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี โจทก์จึงมีสิทธินำรายจ่ายส่วนแบ่งผลกำไรมาหักเป็นรายจ่ายได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) นั้น เห็นว่า กิจการของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีที่เป็นกรณีพิพาทคดีนี้ ปรากฏว่าโจทก์มีกำไร ที่โจทก์อ้างว่า แม้โจทก์ขาดทุนโจทก์ก็ยังต้องเสียค่าส่วนแบ่งผลกำไรให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมก็เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่โจทก์สมมติขึ้น จึงหาทำให้การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินคดีนี้ไม่ถูกต้องแต่อย่างใดไม่ที่โจทก์ฎีกาขอให้งดเงินเพิ่มนั้น เห็นว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไต่สวนพบว่าโจทก์ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ไม่ถูกต้อง โดยนำรายจ่ายอันเป็นรายการที่ต้องห้ามตามกฎหมายมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิมาหักออกเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินแจ้งจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระอีก และให้โจทก์รับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีอากรที่เพิ่มขึ้นได้ตามมาตรา 20 และ 22 กรณีไม่มีเหตุให้งดเงินเพิ่มที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่าไม่ควรลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นั้น

เห็นว่า นับตั้งแต่โจทก์ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 โจทก์ไม่เคยขาดทุนเลย เช่นนี้ การที่โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าโรงงานเพื่อผลิตสุราจำหน่ายโดยยอมสละกำไรส่วนหนึ่งเป็นจำนวนร้อยละ 25 ให้แก่กรมโรงงานอุตสาหกรรม ย่อมไม่ทำให้เข้าใจไปได้ว่าการสละกำไรเพียงบางส่วนเพื่อประโยชน์ในลักษณะดังกล่าว จะเป็นผลให้หมดหน้าที่ในการชำระภาษีในกำไรเฉพาะส่วนที่สละนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ให้ลดเงินเพิ่มลง 1 ใน 3 ส่วน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้นพิพากษาแก้ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนัคฆ์ คล้ายสังข์ · ขจร หะวานนท์ · แถมชัย สิทธิไตรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 956/2544

บริษัทโจทก์ลงบัญชีย่อยหรือลูกหนี้อื่น ๆ ชื่อบัญชีบริษัท ฟ. รับรู้รายได้ในเดือนสิงหาคม ตุลาคม และพฤศจิกายน 2532 รวมเป็นเงิน 2,879,913 บาทเท่ากับค่าจ้างทำของที่โจทก์ได้ทำสัญญาตกแต่งภายในให้แก่บริษัท ฟ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4924/2533

เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท อ. โจทก์นำมาถือเป็นรายจ่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และไม่ปรากฏว่าการจ่ายเงินจำนวนนี้ โจทก์ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้พิจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2525

เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มกับเสียเงินเพิ่มและโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเรื่องภาษีเพิ่มและเงินเพิ่มเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์และ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10341/2550

โจทก์ประกอบกิจการเพื่อแสวงหากำไรโดยกู้ยืมเงินมาลงทุน ตอนที่โจทก์ขายรถยนต์ไปในราคาต่ำกว่าราคาทุนโดยไม่ปรากฏว่าราคารถยนต์ในขณะนั้นลดลงและโจทก์ก็ไม่ได้ประสบกับขาดทุน จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องขายรถยนต์ในราค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1412/2549

ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 19 และ 20 การออกหมายเรียกเป็นขั้นตอนหนึ่งของการประเมิน หากโจทก์เห็นว่าการออกหมายเรียกไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ก็ชอบที่จะโต้แย้งคัดค้านโดยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้