Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8261/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อาคารชั้นเดียวขนาด4.00x3.00เมตรที่ก่อสร้างต่อเติมขึ้นใหม่ขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคารพ.ศ.2522ข้อ76(1)ซึ่งเป็นกรณีไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติดังกล่าวได้ ส่วนอาคารสูง4ชั้นที่จำเลยต่อเติมนั้นเมื่อรื้ออาคารชั้นเดียวแล้วก็จะทำให้มีที่ว่างอันปราศจากหลังคาหรือสิ่งปกคลุมเกินกว่า30ใน100ส่วนของพื้นที่และยังมีที่ว่างโดยปราศจากสิ่งปกคลุมเป็นทางเดินหลังอาคารได้ถึงกันไม่น้อยกว่า2.00เมตรซึ่งจะไม่ขัดข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคารพ.ศ.2522ข้อ76(1)(4)ดังนั้นการที่จำเลยก่อสร้างต่อเติมอาคารสูง4ชั้นจึงเป็นกรณีที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ซึ่งโจทก์มีอำนาจสั่งให้จำเลยยื่นคำขอใบรับอนุญาตตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ.2522มาตรา43 ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารชั้นเดียวขนาด4.00x4.00เมตรปรากฏว่าอาคารดังกล่าวโจทก์มิได้ขอให้รื้อถอนและไม่มีอาคารดังกล่าวอยู่ในที่ดินของจำเลยที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงอาคารดังกล่าวมาเป็นการบรรยายโดยสับสนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวด้วยนั้นจึงไม่ชอบศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 142 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 43

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มอบอำนาจให้หัวหน้าเขตปฏิบัติราชการแทนตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและอาคารตึกแถว3 ชั้น 1 คูหา เลขที่ 94/5 ซอยสุขุมวิท 101/1 (วชิรธรรมสาธิต)ตำบลบางจาก (ตำบลบางนา) อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานคร ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 101553 ตำบลบางนาอำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2528เจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่าจำเลยได้ให้ช่างทำการปลูกสร้างอาคารเชื่อมอาคารเดิม สูง 4 ชั้นและชั้นเดียว ขนาด 4.00 x 4.00 เมตร และชั้นเดียวขนาด4.00 x 3.00 เมตร โดยหลังคาอาคารชั้นเดียวเชื่อมกับอาคาร4 ชั้น ที่สร้างเชื่อมขึ้นที่อาคาร

เลขที่ 94/5 ดังกล่าว โดยมิได้รับอนุญาต โดยมีที่ว่างปราศจากสิ่งปกคลุมเป็นทางเดินหลังอาคารได้ถึงกันกว้าง 1.93 เมตร ขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522ข้อ 76(4) ซึ่งกำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร จำเลยมีพื้นที่ดินตามโฉนดที่ดินของจำเลย 116 ตารางเมตร ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคารพ.ศ. 2522 ข้อ 76(1) มีว่า "อาคารที่พักอาศัยแต่ละหลังให้มีที่ว่างอยู่ 30 ใน 100 ส่วนของพื้นที่" ที่ดินตามโฉนดที่ดินของจำเลยดังกล่าวจะต้องมีที่ว่างอันปราศจากหลังคาหรือสิ่งปกคลุมอยู่ 30 ใน 100 ส่วนของพื้นที่ หรือเท่ากับ34.8 ตารางเมตร แต่พื้นที่ที่จำเลยใช้สร้างอาคารทั้งหมด(รวมทั้งอาคารเดิมและอาคารที่สร้างดัดแปลงเพิ่มเติม)

รวม85.105 ตารางเมตร มีที่ว่างเหลืออยู่เพียง 30.895 ตารางเมตรหรือเท่ากับ 26.6 ใน 100 ส่วน เป็นการขัดหรือฝ่าฝืนข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครดังกล่าว ต่อมาวันที่18 พฤศจิกายน 2528 นายวิจิตร จรูญธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตพระโขนง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพระโขนงปฏิบัติราชการแทนโจทก์ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ออกคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้างดัดแปลงอาคารซึ่งจำเลยทราบโดยชอบแล้วและได้ออกคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารโดยให้รื้อถอนอาคาร ค.ส.ล.สูง 4 ชั้น และชั้นเดียวขนาด 4.00 x 4.00 เมตร จำนวน1 หลัง และขนาด 4.00 x 3.00 เมตร จำนวน 1 หลังให้เสร็จภายใน 30 วัน จำเลยได้รับทราบโดยชอบแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยและไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โจทก์เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำการดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 22, 65, 69, 71 จึงแจ้งให้สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจนครบาลบางนาดำเนินคดีแก่จำเลยจำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลอาญาได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี เนื่องจากคำสั่งของโจทก์ที่สั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้างดัดแปลงอาคารฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2528 และคำสั่งให้รื้อถอนอาคารฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2528 ได้ระบุบ้านเลขที่ที่สั่งให้ระงับการก่อสร้างดัดแปลงอาคารและรื้อถอนเป็นบ้านเลขที่ 94/6 ซึ่งความจริงบ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านเลขที่ 94/5 นายปรีชา โกศลผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตรักษาการแทนผู้อำนวยการเขตพระโขนง ปฏิบัติราชการแทนโจทก์ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงได้ออกคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างดัดแปลงฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2530และคำสั่งให้รื้อถอนอาคารฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2530ถึงจำเลยใหม่อีกครั้งหนึ่งให้จำเลยระงับการก่อสร้างและให้รื้อถอนอาคารที่ทำการต่อเติม

จำเลยได้รับคำสั่งทั้งสองฉบับโดยชอบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยและมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การกระทำของ จำเลยที่ทำการดัดแปลงอาคารต่อเติมจากอาคารเดิมโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคารพ.ศ. 2522 ข้อ 76(1)(4) ได้ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงเพิ่มเติมขึ้นใหม่ทั้งหมดคือรื้อถอนอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 4.00 x 4.00 เมตรสูง 4 ชั้น ซึ่งก่อสร้างต่อเติมติดหรือเชื่อมกับอาคารเดิมและต่อเติมอาคารด้านหลังชั้นที่ 1 ออกไปอีก 12 เมตรและทำเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียวขนาด4.00 x 3.00 เมตร

ถ้าจำเลยไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย การมอบอำนาจของโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ไม่สมบูรณ์เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานราชการเท่านั้น ไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำสั่งต่าง ๆ ในคดีนี้ที่ออกโดยเจ้าหน้าที่เขตที่ไม่มีอำนาจจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายการต่อเติมอาคารตามฟ้องนั้น ได้มีการปลูกสร้างตั้งแต่ปี2521 และแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2522 ก่อนที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จะใช้บังคับโจทก์จึงไม่มีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร

พ.ศ. 2522 เพราะเป็นกฎหมายย้อนหลังที่มีผลเสียหายแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมได้ เนื่องจากอาคารที่ต่อเติมได้สร้างอย่างมั่นคงแข็งแรงและมีความปลอดภัยปราศจากภยันตรายต่อร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งจำเลยและครอบครัวใช้อยู่อาศัยมานาน 10 ปีแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ได้ออกคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้างและให้รื้อถอนอาคารเกินกว่า 30 วัน นับแต่ที่โจทก์ตรวจพบในวันที่ 28 มิถุนายน 2528 อาคารพิพาทสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครได้กล่าวคือ อาคารพิพาทส่วนที่เป็นอาคารชั้นเดียวขนาด3.00 x 3.65 เมตร ซึ่งเป็นห้องครัวขนาดเล็กปลูกเป็นหลังเดี่ยว

ไม่ได้เชื่อมกับตัวอาคารใดที่ติดกับทางเดินหลังอาคารกว้าง 1.93 เมตร หากทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วยการรื้อถอนอาคารชั้นเดียวนี้ออก ที่ว่างจะเพิ่มขึ้น 10.95ตารางเมตร รวมที่ว่างทั้งหมด 41.845 ตารางเมตรหรือ 36.073 ใน 100 ส่วน ของพื้นที่ซึ่งถูกต้องตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อ 76(1) และยังเป็นผลให้ที่ว่างอันปราศจากสิ่งปกคลุมเป็นทางเดินหลังอาคารได้ถึงกันจากความกว้างเดิม 1.93 เมตร เป็นกว้าง4.93 เมตร ซึ่งถูกต้องตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครข้อ 76(4) อีกด้วย กรณีจึงเป็นเรื่องการก่อสร้างขัดต่อบัญญัติกรุงเทพมหานครบางส่วนและสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ โจทก์จึงมีอำนาจเพียงให้จำเลยรื้อถอนเฉพาะส่วนที่เห็นสมควร

คืออาคารชั้นเดียวดังกล่าวแล้วมิใช่ให้รื้อถอนอาคารทั้งหมด ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 43 วรรคหนึ่งเมื่อโจทก์ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนอาคาร ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนอาคารชั้นเดียว ขนาด 4.00 x 4.00 เมตร และขนาด4.00 x 3.00 เมตร ซึ่งหลังคาเชื่อมกับอาคาร 4 ชั้นถ้าจำเลยไม่รื้อถอนก็ให้โจทก์รื้อถอนได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 4.00 x 4.00 เมตรสูง 4 ชั้น ซึ่งก่อสร้างต่อเติมติดหรือเชื่อมกับอาคารเดิมเพราะเป็นกรณีไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนจำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องเพราะอาคารชั้นเดียวเป็นกรณีที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ ข้อนี้นายสรี วัฒนเดชาหาญพยานโจทก์เบิกความว่า ได้ไปตรวจอาคารของจำเลยพบว่าจำเลยได้ต่อเติมอาคารด้านหลังยาวออกไป 4.00 เมตรสูง 4 ชั้น และสร้างหลังคาทางเดินเชื่อมกับอาคารชั้นเดียวซึ่งอยู่ด้านหลังสอบถามจำเลยแล้วบอกว่าทำการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต และขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคารพ.ศ. 2522 ข้อ 76(1) เพราะบ้านพักอาศัยต้องมีที่ว่าง30 ใน 100 ส่วนของพื้นที่แต่ที่ว่างของที่ดินจำเลยมีพื้นที่เพียง 26.6 ใน 100 ส่วน

รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย ล.2 ส่วนที่ขัดกับข้อ 76(4) เนื่องจากที่ว่างเป็นทางเดินด้านหลังอาคารซึ่งปราศจากสิ่งปกคลุมมีน้อยกว่า 2.00 เมตร เพราะมีเพียง1.93 เมตร ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.18 อาคารชั้นเดียวที่ก่อสร้างต่อเติมขึ้นใหม่ซึ่งอยู่ด้านหลังใช้เป็นห้องครัวมีเนื้อที่ประมาณ 12.00 ตารางเมตร ขนาด 3.00 x 4.00 เมตรหากรื้อถอนอาคารชั้นเดียวนี้ออกไปจะมีที่ว่างเป็นทางเดินด้านหลังอาคารที่ปราศจากสิ่งปกคลุมกว้างเกินกว่า2.00 เมตร และพื้นที่ที่ว่างก็จะมีจำนวนเกินกว่า 30ใน 100 ส่วน เมื่อรื้อถอนอาคารหลังเดียวนี้ออกแล้วก็จะไม่ขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อ 76(1)(4) ทางสำนักงานเขตพระโขนงน่าที่จะสั่งให้รื้อเฉพาะอาคารชั้นเดียวเนื้อที่ 12.00 ตารางเมตรนี้ได้

จำเลยเบิกความแต่เพียงว่าอาคารพิพาทสามารถแก้ไขให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครได้ โดยรื้อกันสาดที่ห้องครัวทิ้งส่วนเนื้อที่ว่างของอาคารจำเลยยอมรับว่าขณะนี้มีจำนวนเพียง 26.6 เปอร์เซ็นต์ ตามเอกสารหมาย ล.2ดังที่พยานโจทก์ปากนายเสรีเบิกความจริงข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า อาคารชั้นเดียวขนาด 4.00 x 3.00 เมตร ขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคารพ.ศ. 2522 ข้อ 76(1) ซึ่งเป็นกรณีไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติดังกล่าวได้ที่จำเลยฎีกาว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หมาย ล.4 ระบุว่าอาคารนี้สร้างมาก่อนข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครโดยมีแนวอาคารและระยะไม่ขัดต่อข้อบัญญัติดังกล่าว จึงไม่ต้องห้ามต่อเติมนั้น

เห็นว่า คำวินิจฉัยตามเอกสารหมาย ล.4เป็นคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคำสั่งเจ้าพนักงานที่สั่งให้จำเลยรื้อถอนบันได ค.ส.ล. ชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3พื้น ค.ส.ล. ชั้นที่ 3 พื้นดาดฟ้าชั้นที่ 4 พร้อมถังเก็บน้ำค.ส.ล. ซึ่งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคดีนี้ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ส่วนอาคารสูง 4 ชั้น ที่จำเลยต่อเติมนั้น เมื่อรื้ออาคารชั้นเดียวดังวินิจฉัยข้างต้นแล้วก็จะทำให้มีที่ว่างอันปราศจากหลังคาหรือสิ่งปกคลุมเกินกว่า 30 ใน 100 ส่วนของพื้นที่ และยังมีที่ว่างโดยปราศจากสิ่งปกคลุมเป็นทางเดินหลังอาคารได้ถึงกันไม่น้อยกว่า 2.00 เมตรซึ่งจะไม่ขัดข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อ 76(1)(4)ดังนั้นการที่จำเลยก่อสร้างต่อเติมอาคารสูง 4 ชั้นจึงเป็นกรณีที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ซึ่งโจทก์มีอำนาจสั่งให้จำเลยยื่นคำขอใบรับอนุญาตตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร

พ.ศ. 2522มาตรา 43อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารชั้นเดียวขนาด 4.00 x 4.00 เมตร ด้วยนั้น ปรากฏว่าอาคารดังกล่าวโจทก์มิได้ ขอให้รื้อถอนและไม่มีอาคารดังกล่าวอยู่ในที่ดินของจำเลย ที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงอาคารดังกล่าวมาเป็นการบรรยายโดยสับสน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวด้วยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยรื้อถอนอาคารชั้นเดียวขนาด 4.00 x 4.00 เมตร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · พรชัย สมรรถเวช · สมคิด ไตรโสรัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2517/2530

พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 43 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่นสั่งให้เจ้าของอาคารยื่นคำขออนุญาต และแก้ไขเปลี่ยนแปลงอาคารที่สร้างโดยมิได้รับอนุญาตและขัดต่อข้อบัญญัติท้องถิ่นเสียก่อนที่จะมี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2568

แม้ ฮ. มีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ ฮ.ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568

หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3133/2568

จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อ การจองสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะนำวิธีการส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3001/2568

การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งเป็นผู…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้