Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 667/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นหนังสือ แม้มีการวางเงินมัดจำด้วย การวางเงินมัดจำก็เป็นแต่เพียงข้อสัญญาข้อหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตกลงทำสัญญากันด้วยการวางเงินมัดจำ การฟ้องร้องให้บังคับคดีจึงต้องอาศัยหลักฐานตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้ กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(ข) ที่ห้ามมิให้คู่ความนำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาอยู่อีก การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อตกลงว่า ถ้าผู้เช่าที่ดินพิพาทตกลงจะซื้อโจทก์ยอมคืนเงินมัดจำและถือว่าสัญญาเป็นอันยกเลิกกันนอกเหนือข้อตกลงในสัญญาจึงต้องห้ามมิให้รับฟังและถือไม่ได้ว่ามีข้อตกลงดังกล่าว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกำหนดวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและชำระราคาส่วนที่เหลือไว้แน่นอน จำเลยไม่ไปตามนัดจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยตกลงขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6682 แก่โจทก์แล้วไม่ยอมโอนที่ดินแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้โจทก์และชำระค่าเสียหายอีก 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาจำเลยให้การว่า ก่อนจำเลยจะตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์จำเลยมีข้อตกลงกับผู้มีชื่อซึ่งเช่าที่พิพาทของจำเลยทำสวนว่า หากจำเลยจะขายที่พิพาทจะต้องแจ้งให้ผู้มีชื่อทราบเพื่อให้มีโอกาสซื้อก่อน โจทก์ทราบข้อตกลงดังกล่าวดีอยู่แล้วในเวลาทำสัญญา และคงยืนยันจะทำสัญญากับจำเลยโดยเสี่ยงภัยดังกล่าวเอง เมื่อผู้มีชื่อทราบว่าจำเลยจะขายที่พิพาทแก่โจทก์

ผู้มีชื่อก็ได้ใช้สิทธิขอซื้อที่พิพาทจากจำเลยในราคา 1,200,000 บาท เช่นเดียวกับโจทก์ สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยจึงสิ้นผลบังคับ ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์รับเงินมัดจำจำนวน 10,000 บาทคืนจากจำเลยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6682เลขที่ดิน 720 ตำบลวัดชลอ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 1 งาน 70 ตารางวา ให้แก่โจทก์ และให้โจทก์ชำระราคา 1,190,000 บาทแก่จำเลย หากไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 20,000 บาทแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์จำเลยรับกันฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 (ล.1)และตกลงขายให้โจทก์ในราคา 1,200,000 บาท

ทำสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.1 (ล.3) กันเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2531 โดยโจทก์ชำระมัดจำในวันทำสัญญาให้จำเลยแล้ว 10,000 บาท ตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และชำระราคาที่เหลือกันในวันที่ 16 กันยายน 2531ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและรับชำระราคาส่วนที่เหลือที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าการตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยมีการวางเงินมัดจำเป็นการชำระราคาบางส่วนแล้ว การฟ้องร้องบังคับคดีจึงไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง อีก จำเลยย่อมนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมายจ.1 (ล.3)

ได้ว่าโจทก์จำเลยได้ตกลงกันในเวลาทำสัญญาจะซื้อจะขายว่าหากนายชื้น พันธ์นวม ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาททำสวนอยู่ในขณะทำสัญญาตกลงจะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย โจทก์ยอมคืนเงินมัดจำให้จำเลยและยอมให้ถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเลิกกัน และเมื่อจำเลยนำสืบได้ว่านายชื้นตกลงจะซื้อที่ดินพิพาทและจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบและบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ไม่คืนเงินมัดจำและปฏิเสธไม่ยอมเลิกสัญญา จำเลยจึงมิได้ผิดสัญญาโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยอาศัยหลักฐานเป็นหนังสือตามเอกสารหมาย จ.1 (ล.3)แม้มีการวางเงินมัดจำด้วย การวางเงินมัดจำก็เป็นแต่เพียงข้อสัญญาข้อหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตกลงทำสัญญากันด้วยการวางเงินมัดจำ การฟ้องร้องให้บังคับคดีจึงต้องอาศัยหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.1 (ล.3)กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)ที่ห้ามมิให้คู่ความนำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาอยู่อีก การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อตกลงว่าถ้านายชิ้นผู้เช่าที่ดินพิพาทตกลงจะซื้อ โจทก์ยอมคืนเงินมัดจำและถือว่าสัญญาเป็นอันยกเลิกกันนอกเหนือข้อตกลงในสัญญา จึงต้องห้ามมิให้รับฟังและถือไม่ได้ว่ามีข้อตกลงดังที่จำเลยกล่าวอ้าง

เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.1 (ล.3) กำหนดวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและชำระราคาส่วนที่เหลือไว้แน่นอนและจำเลยไม่ไปตามนัด จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสมอ อินทรศักดิ์ · บุญศรี กอบบุญ · สุทธิ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3052/2528

โจทก์ตกลงซื้อที่ดินและบ้านจากจำเลยโดยทำหนังสือสัญญาซื้อขายและวางเงินมัดจำไว้ เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินมัดจำพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในสัญญาได้ สัญญาซื้อขายร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1550/2500

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนการซื้อขายตามสัญญาซื้อขายที่ดิน ถ้าศาลบังคับให้ตามฟ้อง ก็จะมีผลให้โจทก์ได้ที่ดินราคา 3,000 บาทตามสัญญาซื้อขายนั้น คดีเช่นนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ 3,000 บาทเมื่อจำเลยยอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2498

ในหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินไม่มีระบุให้รู้ว่าตรงไหนจะซื้อขายกัน เมื่อโจทก์นำสืบว่าที่ตรงไหนจะซื้อขายกันจึงเป็นการสืบอธิบายเอกสารไม่ต้องห้ามมิใช่นำสืบเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมเอกสาร อนึ่งในสัญญานั้นแม้จะมีข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2567

การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2567

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้นและในกรณีเป็นก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้