Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บิดาจำเลยยกที่พิพาทให้โจทก์จำเลยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกินเมื่อแต่งงานกันก่อนจดทะเบียนสมรส ก่อนใช้บรรพ 5 ที่แก้ไขใหม่ ที่พิพาทจึงตกเป็นของโจทก์จำเลยคนละครึ่งครั้นโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสก็กลายเป็นสินเดิมของแต่ละฝ่ายและเป็นสินส่วนตัวตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519

คำฟ้องและคำให้การ

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยาและให้แบ่งทรัพย์สินคนละครึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ชั้นนี้มีประเด็นวินิจฉัยเฉพาะที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 เมื่อโจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันก็ต้องคืนให้โจทก์จำเลย จำเลยฎีกาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนายวัด ช่วยเสนาะ บิดาจำเลย นายวัด ช่วยเสนาะ ยังไม่ได้ยกให้แก่โจทก์และจำเลยทางพิจารณาได้ความจากพยานโจทก์ว่าโจทก์จำเลยแต่งงานกันเมื่อพ.ศ. 2493 ตอนแรกอาศัยอยู่กับบิดาจำเลย ต่อมาปีเศษบิดาจำเลยซื้อที่พิพาทจากนางช้อยโดยโจทก์ออกเงินครึ่งหนึ่ง แล้วบิดาจำเลยยกให้โจทก์ครอบครองปลูกเรือนอาศัยอยู่ตลอดมา

โจทก์แจ้งการครอบครองที่พิพาทว่าเป็นของตนจำเลยนำสืบว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับโจทก์เมื่อ พ.ศ. 2503 ภายหลังแต่งงานประมาณ 2 - 3 เดือน ที่พิพาทเป็นของนายวัด ช่วยเสนาะบิดาจำเลยซื้อมาจากนางช้อยก่อนโจทก์จำเลยแต่งงาน 4 ปี บิดาจำเลยให้จำเลยอยู่อาศัย ไม่ได้ยกให้จากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบมาฟังได้ว่า นายวัด ช่วยเสนาะ บิดาจำเลยซื้อที่พิพาทจากนางช้อยเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2496 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งทำกัน ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เอกสารหมาย จ.5 วันที่ 27 ธันวาคม 2498 โจทก์แจ้งการครอบครองที่พิพาทว่าเป็นของตนตามเอกสารหมาย ล.2 และโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2519 ตามเอกสารหมาย ล.1 โจทก์เบิกความว่าบิดาจำเลยยกให้ แล้วโจทก์จำเลยปลูกเรือนอยู่อาศัยตลอดมาจนปัจจุบันนี้ ฝ่ายจำเลยนำสืบว่าบิดาจำเลยไม่ได้ยกให้

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตั้งแต่ซื้อที่พิพาทมาบิดาจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่พิพาทเลย คงให้โจทก์จำเลยครอบครองโดยปลูกบ้านเรือนอยู่อาศัยตลอดมา แม้เมื่อทางราชการประกาศให้เจ้าของที่ดินแจ้งการครอบครองบิดาจำเลยก็มิได้แจ้ง จำเลยว่าแต่งงานก่อนจดทะเบียนสมรสประมาณ 2 - 3 เดือน และแต่งงานแล้ว 3 เดือนจึงเข้าไปปลูกเรือนในที่พิพาท รูปคดีมีเหตุผลควรเชื่อว่าบิดาจำเลยยกที่พิพาทให้โจทก์จำเลยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกินแยกต่างหากจากบิดาจำเลยโดยยกให้ก่อนโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรส ที่พิพาทจึงตกเป็นของโจทก์จำเลยคนละครึ่ง ครั้นโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสก็กลายเป็นสินเดิมของแต่ละฝ่าย และเป็นสินส่วนตัวตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่

พ.ศ. 2519 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา จำเลยฎีกาว่าหากฟังว่าที่พิพาทเป็นสินเดิมก็ควรจะคืนให้แก่จำเลยทั้งหมดไม่ใช่แบ่งคนละครึ่งนั้น เห็นว่าโจทก์จำเลยได้ที่พิพาทมาก่อนจดทะเบียนสมรสมีสิทธิเป็นเจ้าของคนละครึ่งในฐานะเป็นเจ้าของรวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 เมื่อโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสส่วนของโจทก์ครึ่งหนึ่งก็กลายเป็นสินเดิมของโจทก์ ส่วนของจำเลยครึ่งหนึ่งก็กลายเป็นสินเดิมของจำเลย ไม่ได้หมายความว่าที่พิพาทเป็นสินเดิมของจำเลยทั้งหมด จำเลยคงมีส่วนได้เพียงครึ่งเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัมพล สุวรรณภักดี · ชุบ วีระเวคิน · สมบูรณ์ บุญภินนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้