Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 655/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

บิดาจำเลยยกที่พิพาทให้โจทก์จำเลยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกินเมื่อแต่งงานกันก่อนจดทะเบียนสมรส ก่อนใช้บรรพ 5 ที่แก้ไขใหม่ ที่พิพาทจึงตกเป็นของโจทก์จำเลยคนละครึ่งครั้นโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสก็กลายเป็นสินเดิมของแต่ละฝ่ายและเป็นสินส่วนตัวตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519

คำฟ้องและคำให้การ

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยาและให้แบ่งทรัพย์สินคนละครึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ชั้นนี้มีประเด็นวินิจฉัยเฉพาะที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 เมื่อโจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันก็ต้องคืนให้โจทก์จำเลย จำเลยฎีกาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนายวัด ช่วยเสนาะ บิดาจำเลย นายวัด ช่วยเสนาะ ยังไม่ได้ยกให้แก่โจทก์และจำเลยทางพิจารณาได้ความจากพยานโจทก์ว่าโจทก์จำเลยแต่งงานกันเมื่อพ.ศ. 2493 ตอนแรกอาศัยอยู่กับบิดาจำเลย ต่อมาปีเศษบิดาจำเลยซื้อที่พิพาทจากนางช้อยโดยโจทก์ออกเงินครึ่งหนึ่ง แล้วบิดาจำเลยยกให้โจทก์ครอบครองปลูกเรือนอาศัยอยู่ตลอดมา

โจทก์แจ้งการครอบครองที่พิพาทว่าเป็นของตนจำเลยนำสืบว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับโจทก์เมื่อ พ.ศ. 2503 ภายหลังแต่งงานประมาณ 2 - 3 เดือน ที่พิพาทเป็นของนายวัด ช่วยเสนาะบิดาจำเลยซื้อมาจากนางช้อยก่อนโจทก์จำเลยแต่งงาน 4 ปี บิดาจำเลยให้จำเลยอยู่อาศัย ไม่ได้ยกให้จากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบมาฟังได้ว่า นายวัด ช่วยเสนาะ บิดาจำเลยซื้อที่พิพาทจากนางช้อยเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2496 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งทำกัน ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เอกสารหมาย จ.5 วันที่ 27 ธันวาคม 2498 โจทก์แจ้งการครอบครองที่พิพาทว่าเป็นของตนตามเอกสารหมาย ล.2 และโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2519 ตามเอกสารหมาย ล.1 โจทก์เบิกความว่าบิดาจำเลยยกให้ แล้วโจทก์จำเลยปลูกเรือนอยู่อาศัยตลอดมาจนปัจจุบันนี้ ฝ่ายจำเลยนำสืบว่าบิดาจำเลยไม่ได้ยกให้

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตั้งแต่ซื้อที่พิพาทมาบิดาจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่พิพาทเลย คงให้โจทก์จำเลยครอบครองโดยปลูกบ้านเรือนอยู่อาศัยตลอดมา แม้เมื่อทางราชการประกาศให้เจ้าของที่ดินแจ้งการครอบครองบิดาจำเลยก็มิได้แจ้ง จำเลยว่าแต่งงานก่อนจดทะเบียนสมรสประมาณ 2 - 3 เดือน และแต่งงานแล้ว 3 เดือนจึงเข้าไปปลูกเรือนในที่พิพาท รูปคดีมีเหตุผลควรเชื่อว่าบิดาจำเลยยกที่พิพาทให้โจทก์จำเลยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกินแยกต่างหากจากบิดาจำเลยโดยยกให้ก่อนโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรส ที่พิพาทจึงตกเป็นของโจทก์จำเลยคนละครึ่ง ครั้นโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสก็กลายเป็นสินเดิมของแต่ละฝ่าย และเป็นสินส่วนตัวตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่

พ.ศ. 2519 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา จำเลยฎีกาว่าหากฟังว่าที่พิพาทเป็นสินเดิมก็ควรจะคืนให้แก่จำเลยทั้งหมดไม่ใช่แบ่งคนละครึ่งนั้น เห็นว่าโจทก์จำเลยได้ที่พิพาทมาก่อนจดทะเบียนสมรสมีสิทธิเป็นเจ้าของคนละครึ่งในฐานะเป็นเจ้าของรวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 เมื่อโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสส่วนของโจทก์ครึ่งหนึ่งก็กลายเป็นสินเดิมของโจทก์ ส่วนของจำเลยครึ่งหนึ่งก็กลายเป็นสินเดิมของจำเลย ไม่ได้หมายความว่าที่พิพาทเป็นสินเดิมของจำเลยทั้งหมด จำเลยคงมีส่วนได้เพียงครึ่งเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
อัมพล สุวรรณภักดี · ชุบ วีระเวคิน · สมบูรณ์ บุญภินนท์
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up