Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6460/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองทำกินในทรัพย์มรดกร่วมกับเจ้ามรดกและมารดาจำเลยทั้งสามก่อนเจ้ามรดกถึงแก่กรรม10ปีเศษเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่กรรมก็ยังครอบครองทรัพย์มรดกนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่กรรมเกิน10ปีแล้วโดยโจทก์และผู้ร้องสอดไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่แรกฉะนั้นสิทธิของโจทก์และผู้ร้องสอดให้จำเลยทั้งสองแบ่งมรดกซึ่งเป็นคดีจึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1754วรรคท้ายสิทธิในทรัพย์มรดกดังกล่าวย่อมตกแก่จำเลยทั้งสองโดยสมบูรณ์การที่จำเลยที่1ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในเวลาต่อมาก็เพื่อจะดำเนินการให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในทรัพย์มรดกเท่านั้นหาใช้เพื่อประโยชน์แก่ทายาทอื่นๆซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกไปโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1754แล้วไม่ กรณีดังกล่าวมิใช่กรณีจำเลยที่1สละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา192เดิมหรือ193/24ใหม่ฉะนั้นถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองครอบครองทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกแทนหรือเพื่อประโยชน์แก่ทายาทอื่นทั้งปวงของเจ้ามรดกโจทก์และผู้ร้องจะยกเอาประโยชน์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1748มาอ้างสิทธิเพื่อเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกเมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา1754แล้วหาได้ไม่จำเลยจึงยกอายุความใช้ยันโจทก์และผู้ร้องสอดได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นายเขียน คงสมบัติ เจ้ามรดกมีภรรยา 3 คนโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ภรรยาคนแรกชื่อนางเปรื่องหรือเผือก คงสมบัติ มีบุตร 3 คน คือนายขีด นางนิลและนางนากซึ่งถึงแก่กรรมแล้ว ภรรยาคนที่สองชื่อนางเรือน คงสมบัติ ถึงแก่กรรมแล้ว มีบุตร 2 คน คือ โจทก์และนายเม้ง แซ่ตั้งภรรยาคนที่สามชื่อนางลิ้ม คงสมบัติถึงแก่กรรมแล้ว มีบุตร 2 คน คือจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2517นายเขียนถึงแก่กรรมโดยมิได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใด นายเขียนมีทรัพย์สินบ้านเลขที่ 255 หมู่ที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 2359 และที่ 1892 ตำบลพลา อำเภอเมืองระยองจังหวัดระยอง ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2519 โจทก์ได้มอบให้นายเม้ง

แซ่ตั้งและจำเลยทั้งสองครอบครองดูแลบ้าน และที่ดินทั้งสองแปลงแปลงดังกล่าวแทนโจทก์และทายาทอื่นของนายเขียน และให้จำเลยทั้งสองรักษาโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงแทนทายาทของนายเขียนด้วยต่อมาเมื่อประมาณปี 2530 จำเลยที่ 1 กับพวกโดยทุจริตสมคบกันยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้ขัดการมรดกของนายเขียนในขณะที่โจทก์ยังอยู่ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกโดยโจทก์ไม่ทราบจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายเขียน แล้วจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเขียนได้สมคบกับจำเลยที่ 2 โดยทุจริตโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินที่ 2359 ให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้โอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้อื่นไปโดยมิได้นำเงินมาแบ่งแก่โจทก์และทายาทของนายเขียน และได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 1892 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เองแต่ผู้เดียวการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกและรับมรดกเกินสิทธิของตนโดยฉ้อฉล จึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของนายเขียนทั้งหมด

คงเหลือแต่ทายาทของนายเขียนที่เกิดจากนางเปรื่อง กับนางเรือนโดยโจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของนายเขียน1 ใน 4 ส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมดขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในบ้านเลขที่ 255 หมู่ที่ 3จำนวน 1 ใน 4 ให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่1892 ให้แก่โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จำนวนเนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน50 ตารางวา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฎิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชำระเงินจำนวน 443,880 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 437,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า

ทรัพย์สินของนายเขียนตามฟ้องเป็นทรัพย์ที่นางลิ้ม คงสมบัติ เป็นผู้ทำมาหาได้ร่วมกันกับนายเขียนในระหว่างเป็นสามีภรรยากัน มิใช่เป็นทรัพย์สินที่นายเขียนทำมาหาได้ร่วมกับนางเรือนมารดาโจทก์ โจทก์ไม่เคยมอบให้นายเม้งหรือจำเลยทั้งสองครอบครองทรัพย์สินแทนทายาททั้งโจทก์ นายเม้งและบุคคลภายนอกไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวในทรัพย์สินดังกล่าว ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์หรือเข้าพักอาศัยหรือโต้แย้งคัดค้าน คงมีแต่จำเลยทั้งสองและนางลิ้มมารดาจำเลยทั้งสองเท่านั้นที่เข้าครองครองทำประโยชน์ด้วยความสงบ เปิดเผย จำเลยที่ 1 ไม่เคยทราบเรื่องที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเขียน และโจทก์มิได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งสองและมารดาจำเลยทั้งสอง โจทก์กระทำโดยทุจริต ปิดบังข้อเท็จจริงมิได้นำหลักฐานที่แท้จริงมาแสดงต่อศาลและแจ้งให้จำเลยทั้งสองและมารดาจำเลยทั้งสองทราบเพื่อให้นำทรัพย์สินมาแบ่งกันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่มีสิทธิและไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้จัดการมรดก

โจทก์ฟ้องหลังจากที่นายเขียนถึงแก่ความตายมาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้องจำเลย ที่ 2 ขาดนัด ยื่นคำให้การ และ ขาดนัดพิจารณาผู้ร้องสอดทั้งเก้าร้องขอเข้าเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) โดยผู้ร้องสอดที่ 1 ถึงที่ 8ขอให้แบ่งทรัพย์มรดกของนายเขียนให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 ถึงที่ 5 คือบ้านเลขที่ 255 หมู่ที่ 3 ราคา 40,000 บาท จำนวน 1 ใน 6เป็นเงิน 6,666.66 บาทเงินขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2359 ราคา1,750,000 บาท จำนวน 1 ใน 6 เป็นเงิน 291,666.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี คิดอย่างเดียวกับที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยทั้งสองมาในฟ้องเดิม และแบ่งที่ดินแปลงหมายเลขโฉนดที่ 1892 เนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน 68 8/10 ตารางวาจำนวน 1 ใน 6 เป็นจำนวนเนื้อที่ 3 ไร่2 งาน 44 ตารางวา และแบ่งทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 จำนวน 1 ใน 6ของทรัพย์มรดกทั้งหมดส่วนผู้ร้องสอดที่ 9 ขอให้แบ่งทรัพย์มรดกของนายเขียนเจ้าของมรดกแก่ผู้ร้องสอดที่ 9 จำนวน 1 ใน 5 ส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมด เพื่อนำไปแบ่งแก่ทายาทของนายขีดต่อไปศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งเก้าเข้าเป็นคู่ความได้จำเลยที่ 1 ให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 ถึงที่ 9 ว่า

คดีของผู้ร้องสอดที่ 1 ถึงที่ 9 ขาดอายุความ ขอให้ยกคำร้องสอดจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 ถึงที่ 9 และขาดนัดพิจารณาระหว่างพิจารณาผู้ร้องสอดที่ 9 มิได้ยื่นคำขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 9 ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องที่ 9เฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ 2ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งเก้าโจทก์และ ผู้ร้องสอด ที่ 1 ถึง ที่ 8 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืนโจทก์ และ ผู้ร้องสอด ที่ 1 ถึง ที่ 8 ฎีการะหว่างพิจารณาโจทก์และผู้ร้องสอดที่ 1 ถึงที่ 8 ขอถอนฟ้องฎีกาสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาอนุญาตศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ทำกินในทรัพย์มรดกร่วมกับเจ้ามรดกและมารดาจำเลยทั้งสองก่อนที่เจ้ามรดกจะถึงแก่กรรมประมาณ 10 ปีเศษ เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่กรรมก็ยังเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกตลอดมานับแต่เจ้ามรดกถึงแก่กรรมเกินกำหนด 10 ปีแล้ว โดยโจทก์และผู้ร้องสอดที่ 1ถึงที่ 8 ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่แรกเลย ฉะนั้นสิทธิเรียกร้องของโจทก์และผู้ร้องสอดที่ 1 ถึงที่ 8 ให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งเป็นคดีมรดกจึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 สิทธิในทรัพย์มรดกดังกล่าวย่อมตกแก่จำเลยทั้งสองโดยสมบูรณ์ การที่จำเลยที่ 1 มาร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในเวลาต่อมาก็เพื่อที่จะดำเนินการให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่ทายาทอื่น ๆ ซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกไปโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แล้วไม่ และกรณีดังกล่าวก็มิใช่เป็นกรณีจำเลยที่ 1 สละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 192 เดิมซึ่งเป็นมาตรา 193/24 ที่ชำระใหม่ดังที่โจทก์และผู้ร้องสอดที่ 1 ถึงที่ 8 อ้าง ฉะนั้นถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองครอบครองทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกแทนหรือเพื่อประโยชน์แก่ทายาทอื่นทั้งปวงของเจ้ามรดก โจทก์และผู้ร้องที่ 1ถึงที่ 8 จะยกเอาประโยชน์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1748 มาอ้างสิทธิเพื่อเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกเมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วหาได้ไม่ จำเลยที่ 1จึงยกอายุความมรดกขึ้นใช้ยันโจทก์และผู้ร้องสอดที่ 1 ถึง 8 ได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อร่าม หุตางกูร · ไพศาล รางชางกูร · สมพล สัตยาอภิธาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22788/2555

เมื่อโจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกันระหว่างทายาท จึงมิใช่กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 ที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้พ้นกำหนดอายุความมรดก การที่โจทก์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5567/2540

เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นบุตรที่ ฉ.ได้ให้การรับรองว่าเป็นบุตรแล้ว แม้จำเลยจะมีเอกสารสำเนาทะเบียนบ้านกับทะเบียนนักเรียนที่ระบุว่าโจทก์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2284/2533

ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ อ. ตกทอดแก่ทายาทคือโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง เมื่อ อ. ถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 2ได้ ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาโดยโจทก์ทั้งสามไม่ได้ครอบครองร่วมด้วย อ. เจ้ามรดกถึงแก่ความ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2630/2567

พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนายักย้ายปิดบังที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 200 ตารางวา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นแล้ว จำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3402/2566

ป.พ.พ. มาตรา 1754 การฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวด้วยทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยกัน มีอายุความ 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้