Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 58060)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1เป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ที่ 2 ในเอกสารหมาย จ.3 โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และไม่มีความผิดตามมาตรา 265,268,177 ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลสูงควรวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ที่ 2 ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ส่วนโจทก์ที่ 1นั้นยังไม่ได้รับแจ้งผลการส่งหมาย (อันดับ 116)โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264,265,268,177,83,90,91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,268,177,83 ลงโทษจำเลยที่ 1ตามมาตรา 268,177 เรียงกระทงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ฐานเบิกความเท็จตามมาตรา 177 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 107)จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 111)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 ต้องถือว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 1 ปี คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1เซ็นชื่อโจทก์ที่ 2 ในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.3 ทั้งสองแห่งโดยพลการซึ่งโจทก์ที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าวโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 2 นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1843/2533นายท้ง แซ่แต้ กับพวกโจทก์นายเฉลิม แว่นทิพย์ กับพวกจำเลยนายเฉลิม แว่นทิพย์ จำเลยที่ 1ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218, ม. 224ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1เป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ที่ 2 ในเอกสารหมาย จ.3 โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และไม่มีความผิดตามมาตรา 265,268,177 ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลสูงควรวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ที่ 2 ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ส่วนโจทก์ที่ 1นั้นยังไม่ได้รับแจ้งผลการส่งหมาย (อันดับ 116)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264,265,268,177,83,90,91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,268,177,83 ลงโทษจำเลยที่ 1ตามมาตรา 268,177 เรียงกระทงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ฐานเบิกความเท็จตามมาตรา 177 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 107)จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 111)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 ต้องถือว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 1 ปี คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1เซ็นชื่อโจทก์ที่ 2 ในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.3 ทั้งสองแห่งโดยพลการซึ่งโจทก์ที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าวโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 2 นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา ธนานันท์ · พิชิต พรหมพิทักษ์กุล · วัชรินทร์ รักขพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้