Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 57709)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ 3 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายรวมกับปัญหาข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์ที่ 2 ได้ร่วมลงทุนการค้าร่วมกับนางภัสราจิตรสาระครและนางนงคราญขันติวิริ ยาคมโดยโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จ่ายเงินกู้ นางภัสราจิตรและนางนงคราญเป็นผู้เรียกเก็บต้นเงินและดอกเบี้ยจากผู้กู้ คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อเดือนส่งให้โจทก์ที่ 2 ร้อยละ 5 ต่อเดือน ส่วนที่เหลือร้อยละ 3 ต่อเดือนให้เป็นค่าตอบแทนแก่นางภัสราจิตรและนางนงคราญ จำเลยที่ 1 ที่ 2เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนางภัสราจิตรและนางนงคราญ จึงถูกบุคคลทั้งสองใช้สอยให้กู้เงินโจทก์ที่ 2 ตั้งแต่ปี 2528 ตลอดมาจนถึงวันเกิดเหตุคดีนี้ ซึ่งต่างฝ่ายต่างรู้ถึงการกระทำของกันและกัน การกระทำของโจทก์ที่ 2เป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจของชาติ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้นการกระทำของจำเลยดังกล่าวต่อโจทก์ที่ 2เป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ ส่วนในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 จ.3 จ.5 จ.7จ.9 จ.10 และ จ.12การลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้(แบบพิมพ์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด) ไว้เฉย ๆ โดยมิได้กรอกข้อความใด ๆ ทั้งไม่ทราบว่าเป็นลายมือชื่อของผู้ใดการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมหรือไม่ โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อรับสำเนาคำร้องข้างคำร้องแล้ว (อันดับ 277)คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268,391,83 และ 91 เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามมาตรา 268 รวม 6 กระทง จำคุกกระทงละ6 เดือนรวมลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 268 รวม 7 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมลงโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 264)จำเลยที่ 1 ที่ 3 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 277)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าลายมือชื่อของบุคคลที่ปรากฏอยู่ในคำขอกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉินตามฟ้องนั้น ไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด ยกเว้นรายนางสาวเครือวรรณทวีพงษ์ แต่นางสาวเครือวรรณก็ไม่ได้ลงชื่อในคำขอกู้เงินดังกล่าว จำเลยที่ 1และที่ 3 ได้ร่วมกันนำคำขอกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉินตามฟ้องไปขายให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ได้รับซื้อไว้ ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงและฐานใช้เอกสารปลอมหรือไม่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวไว้ดำเนินการต่อไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1113 - 1114/2533พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ดโจทก์นางสุรินีย์ กามูจันดี กับพวกจำเลยนางสุรินีย์ กามูจันดี ที่ 1ผู้ยื่นคำร้องนายสุนทร กามูจันดี ที่ 3 จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ 3 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายรวมกับปัญหาข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์ที่ 2 ได้ร่วมลงทุนการค้าร่วมกับนางภัสราจิตรสาระครและนางนงคราญขันติวิริ ยาคมโดยโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จ่ายเงินกู้ นางภัสราจิตรและนางนงคราญเป็นผู้เรียกเก็บต้นเงินและดอกเบี้ยจากผู้กู้

คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อเดือนส่งให้โจทก์ที่ 2 ร้อยละ 5 ต่อเดือน ส่วนที่เหลือร้อยละ 3 ต่อเดือนให้เป็นค่าตอบแทนแก่นางภัสราจิตรและนางนงคราญ จำเลยที่ 1 ที่ 2เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนางภัสราจิตรและนางนงคราญ จึงถูกบุคคลทั้งสองใช้สอยให้กู้เงินโจทก์ที่ 2 ตั้งแต่ปี 2528 ตลอดมาจนถึงวันเกิดเหตุคดีนี้ ซึ่งต่างฝ่ายต่างรู้ถึงการกระทำของกันและกัน การกระทำของโจทก์ที่ 2เป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจของชาติ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้นการกระทำของจำเลยดังกล่าวต่อโจทก์ที่ 2เป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ ส่วนในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 จ.3 จ.5 จ.7จ.9 จ.10 และ จ.12การลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้(แบบพิมพ์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด

จำกัด) ไว้เฉย ๆ โดยมิได้กรอกข้อความใด ๆ ทั้งไม่ทราบว่าเป็นลายมือชื่อของผู้ใดการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมหรือไม่ โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อรับสำเนาคำร้องข้างคำร้องแล้ว (อันดับ 277)

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268,391,83 และ 91 เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามมาตรา 268 รวม 6 กระทง จำคุกกระทงละ6 เดือนรวมลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 268 รวม 7 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมลงโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 264)จำเลยที่ 1 ที่ 3 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 277)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าลายมือชื่อของบุคคลที่ปรากฏอยู่ในคำขอกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉินตามฟ้องนั้น ไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด ยกเว้นรายนางสาวเครือวรรณทวีพงษ์ แต่นางสาวเครือวรรณก็ไม่ได้ลงชื่อในคำขอกู้เงินดังกล่าว จำเลยที่ 1และที่ 3 ได้ร่วมกันนำคำขอกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉินตามฟ้องไปขายให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ได้รับซื้อไว้ ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงและฐานใช้เอกสารปลอมหรือไม่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวไว้ดำเนินการต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เธียร ยูงทอง · สวิน อักขรายุธ · อากาศ บำรุงชีพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 715/2567

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ลดโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้