Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2535 (เลขอ้างอิง 57180)

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2535จำเลยยอมรับอยู่ว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงขอให้ศาลส่งไปให้ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะรับรองให้ฎีกา แต่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะไม่รับรองให้ฎีกา จำเลยจึงอุทธรณ์อีกว่าปัญหาตามฎีกาดังกล่าว เป็นฎีกาในข้อกฎหมาย และการที่ศาลสั่งในฎีกา ฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2535 เป็นการสั่งตามที่จำเลยขอให้ ศาลสั่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2535 และศาลได้มี คำสั่งในฎีกาดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2535 เป็นการสั่ง ตามข้อเท็จจริงว่าผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะไม่รับรองให้ฎีกาจึงไม่รับฎีกา โดยศาลมิได้ใช้ดุลพินิจในการสั่ง จึงไม่มีคำสั่งของศาลที่จำเลยจะอุทธรณ์คัดค้าน ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยเหตุผลและการสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งเป็นอำนาจของศาลฎีกา โปรดมีคำสั่ง ให้รับอุทธรณ์คำสั่งไว้พิจารณาด้วยหมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,109 ทวิ วรรคสอง ที่แก้ไขแล้วประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368(วรรคแรก),83 กรณีเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ฐานยึดถือครอบครอง ที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชน ใช้ร่วมกัน จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 10 วัน ปรับคนละ200 บาท รวมจำคุกคนละ 6 เดือน 10 วัน ปรับคนละ 2,210 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนงาน ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากที่ดินที่บุกรุกสำหรับข้อหาอื่นให้ยกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะรับรองให้ฎีกา แต่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะไม่รับรองให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 114,113,121)จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ (อันดับ 123)จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว (อันดับ 125)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คำฟ้องฎีกาข้อ 3.1 และ 3.2 ของจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ที่ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 ความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 16 ปี คดีจึงขาดอายุความและนายอำเภอมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน2531 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ออกจากที่เกิดเหตุโจทก์ฟ้อง เกิน 1 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้เถียงว่าอายุความแห่งการกระทำความผิด เริ่มนับแต่เมื่อใด ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับฎีกาข้อ 3.3 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ว่า ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 โดยไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 ซึ่งขณะเกิดเหตุ อายุ 8 ปี เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นการ โต้เถียงว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดเมื่อมีอายุเท่าใด ปัญหาดังกล่าว จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน ส่วนฎีกาข้อ 3.4 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าครอบครองที่เกิดเหตุ โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุก เป็นการกระทำที่ขาดเจตนา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่มีความผิด ตามฟ้องนั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้เถียงว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่มีเจตนากระทำความผิดนั่นเอง ปัญหาว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทั้งหมดจึงต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชอบแล้วให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 3567 - 3569/2535พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ดโจทก์นายคำ ตรีภพ กับพวกจำเลยนายนพชาติ อิงเอนุ ที่ 2, นางมี โคตรฉวะ ที่ 3ผู้ยื่นคำร้องนางจิตร โป๊ะประนม ที่ 4ผู้ยื่นคำร้องนางบุญแทนหรือแทน สินธุ์ภักดิ์ ที่ 5 จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคแรกความว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2535จำเลยยอมรับอยู่ว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงขอให้ศาลส่งไปให้ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะรับรองให้ฎีกา แต่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะไม่รับรองให้ฎีกา จำเลยจึงอุทธรณ์อีกว่าปัญหาตามฎีกาดังกล่าว เป็นฎีกาในข้อกฎหมาย และการที่ศาลสั่งในฎีกา ฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2535 เป็นการสั่งตามที่จำเลยขอให้

ศาลสั่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2535 และศาลได้มี คำสั่งในฎีกาดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2535 เป็นการสั่ง ตามข้อเท็จจริงว่าผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะไม่รับรองให้ฎีกาจึงไม่รับฎีกา โดยศาลมิได้ใช้ดุลพินิจในการสั่ง จึงไม่มีคำสั่งของศาลที่จำเลยจะอุทธรณ์คัดค้าน ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยเหตุผลและการสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งเป็นอำนาจของศาลฎีกา โปรดมีคำสั่ง ให้รับอุทธรณ์คำสั่งไว้พิจารณาด้วยหมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,109 ทวิ วรรคสอง ที่แก้ไขแล้วประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368(วรรคแรก),83 กรณีเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ฐานยึดถือครอบครอง ที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชน ใช้ร่วมกัน จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 10 วัน ปรับคนละ200 บาท รวมจำคุกคนละ 6 เดือน 10 วัน ปรับคนละ 2,210 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนงาน ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากที่ดินที่บุกรุกสำหรับข้อหาอื่นให้ยกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะรับรองให้ฎีกา แต่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะไม่รับรองให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 114,113,121)จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ (อันดับ 123)จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว (อันดับ 125)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คำฟ้องฎีกาข้อ 3.1 และ 3.2 ของจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ที่ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 ความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 16 ปี คดีจึงขาดอายุความและนายอำเภอมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน2531 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ออกจากที่เกิดเหตุโจทก์ฟ้อง เกิน 1 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้เถียงว่าอายุความแห่งการกระทำความผิด เริ่มนับแต่เมื่อใด ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับฎีกาข้อ 3.3 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ว่า

ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 โดยไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 ซึ่งขณะเกิดเหตุ อายุ 8 ปี เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นการ โต้เถียงว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดเมื่อมีอายุเท่าใด ปัญหาดังกล่าว จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน ส่วนฎีกาข้อ 3.4 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าครอบครองที่เกิดเหตุ โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุก เป็นการกระทำที่ขาดเจตนา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่มีความผิด ตามฟ้องนั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้เถียงว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่มีเจตนากระทำความผิดนั่นเอง ปัญหาว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทั้งหมดจึงต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชอบแล้วให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญส่ง วรรณกลาง · สะสม สิริเจริญสุข · ประพัฒน์ อุชุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) (5) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน และลดโทษให้กึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้