Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2535 (ref. 57180)

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2535จำเลยยอมรับอยู่ว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงขอให้ศาลส่งไปให้ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะรับรองให้ฎีกา แต่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะไม่รับรองให้ฎีกา จำเลยจึงอุทธรณ์อีกว่าปัญหาตามฎีกาดังกล่าว เป็นฎีกาในข้อกฎหมาย และการที่ศาลสั่งในฎีกา ฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2535 เป็นการสั่งตามที่จำเลยขอให้ ศาลสั่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2535 และศาลได้มี คำสั่งในฎีกาดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2535 เป็นการสั่ง ตามข้อเท็จจริงว่าผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะไม่รับรองให้ฎีกาจึงไม่รับฎีกา โดยศาลมิได้ใช้ดุลพินิจในการสั่ง จึงไม่มีคำสั่งของศาลที่จำเลยจะอุทธรณ์คัดค้าน ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยเหตุผลและการสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งเป็นอำนาจของศาลฎีกา โปรดมีคำสั่ง ให้รับอุทธรณ์คำสั่งไว้พิจารณาด้วยหมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,109 ทวิ วรรคสอง ที่แก้ไขแล้วประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368(วรรคแรก),83 กรณีเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ฐานยึดถือครอบครอง ที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชน ใช้ร่วมกัน จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 10 วัน ปรับคนละ200 บาท รวมจำคุกคนละ 6 เดือน 10 วัน ปรับคนละ 2,210 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนงาน ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากที่ดินที่บุกรุกสำหรับข้อหาอื่นให้ยกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะรับรองให้ฎีกา แต่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะไม่รับรองให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 114,113,121)จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ (อันดับ 123)จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว (อันดับ 125)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คำฟ้องฎีกาข้อ 3.1 และ 3.2 ของจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ที่ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 ความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 16 ปี คดีจึงขาดอายุความและนายอำเภอมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน2531 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ออกจากที่เกิดเหตุโจทก์ฟ้อง เกิน 1 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้เถียงว่าอายุความแห่งการกระทำความผิด เริ่มนับแต่เมื่อใด ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับฎีกาข้อ 3.3 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ว่า ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 โดยไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 ซึ่งขณะเกิดเหตุ อายุ 8 ปี เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นการ โต้เถียงว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดเมื่อมีอายุเท่าใด ปัญหาดังกล่าว จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน ส่วนฎีกาข้อ 3.4 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าครอบครองที่เกิดเหตุ โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุก เป็นการกระทำที่ขาดเจตนา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่มีความผิด ตามฟ้องนั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้เถียงว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่มีเจตนากระทำความผิดนั่นเอง ปัญหาว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทั้งหมดจึงต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชอบแล้วให้ยกคำร้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 3567 - 3569/2535พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ดโจทก์นายคำ ตรีภพ กับพวกจำเลยนายนพชาติ อิงเอนุ ที่ 2, นางมี โคตรฉวะ ที่ 3ผู้ยื่นคำร้องนางจิตร โป๊ะประนม ที่ 4ผู้ยื่นคำร้องนางบุญแทนหรือแทน สินธุ์ภักดิ์ ที่ 5 จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคแรกความว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2535จำเลยยอมรับอยู่ว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงขอให้ศาลส่งไปให้ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะรับรองให้ฎีกา แต่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะไม่รับรองให้ฎีกา จำเลยจึงอุทธรณ์อีกว่าปัญหาตามฎีกาดังกล่าว เป็นฎีกาในข้อกฎหมาย และการที่ศาลสั่งในฎีกา ฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2535 เป็นการสั่งตามที่จำเลยขอให้

ศาลสั่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2535 และศาลได้มี คำสั่งในฎีกาดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2535 เป็นการสั่ง ตามข้อเท็จจริงว่าผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะไม่รับรองให้ฎีกาจึงไม่รับฎีกา โดยศาลมิได้ใช้ดุลพินิจในการสั่ง จึงไม่มีคำสั่งของศาลที่จำเลยจะอุทธรณ์คัดค้าน ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยเหตุผลและการสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งเป็นอำนาจของศาลฎีกา โปรดมีคำสั่ง ให้รับอุทธรณ์คำสั่งไว้พิจารณาด้วยหมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,109 ทวิ วรรคสอง ที่แก้ไขแล้วประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368(วรรคแรก),83 กรณีเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ฐานยึดถือครอบครอง ที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชน ใช้ร่วมกัน จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 10 วัน ปรับคนละ200 บาท รวมจำคุกคนละ 6 เดือน 10 วัน ปรับคนละ 2,210 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนงาน ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากที่ดินที่บุกรุกสำหรับข้อหาอื่นให้ยกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะรับรองให้ฎีกา แต่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะไม่รับรองให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 114,113,121)จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ (อันดับ 123)จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว (อันดับ 125)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คำฟ้องฎีกาข้อ 3.1 และ 3.2 ของจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ที่ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 ความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 16 ปี คดีจึงขาดอายุความและนายอำเภอมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน2531 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ออกจากที่เกิดเหตุโจทก์ฟ้อง เกิน 1 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้เถียงว่าอายุความแห่งการกระทำความผิด เริ่มนับแต่เมื่อใด ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับฎีกาข้อ 3.3 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ว่า

ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 โดยไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 ซึ่งขณะเกิดเหตุ อายุ 8 ปี เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นการ โต้เถียงว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดเมื่อมีอายุเท่าใด ปัญหาดังกล่าว จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน ส่วนฎีกาข้อ 3.4 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าครอบครองที่เกิดเหตุ โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุก เป็นการกระทำที่ขาดเจตนา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่มีความผิด ตามฟ้องนั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้เถียงว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่มีเจตนากระทำความผิดนั่นเอง ปัญหาว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทั้งหมดจึงต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชอบแล้วให้ยกคำร้อง

Matter details

Panel of judges
บุญส่ง วรรณกลาง · สะสม สิริเจริญสุข · ประพัฒน์ อุชุภาพ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

Supreme Court Judgment No. 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

Supreme Court Judgment No. 1016/2567

จำเลยฎีกาโต้เถียงว่าพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุคนใดจะเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มา…

Supreme Court Judgment No. 715/2567

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ลดโ…

Supreme Court Judgment No. 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up