Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 55896)

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2 เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ควร ได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา เพราะศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หยิบยกพยานแวดล้อมซึ่งเป็นพยานชั้นสองมาลงโทษจำเลย เป็นการไม่ชอบด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน ส่วนฎีกาข้อ 3 ที่ว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการ แต่ทางพิจารณา ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยเป็นตัวการในการกระทำความผิดจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่แน่ชัดว่าโจทก์หรือโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ข้างคำร้อง ระหว่างพิจารณา นายประเสริฐ เสตสุบรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,358,365(2)(3) การกระทำของจำเลยกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 365(2)(3) ซึ่งเป็นบทหนัก ตามมาตรา 90 จำคุกจำเลย 1 ปี ปรับ 10,000 บาท พิเคราะห์ตาม พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิด มาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามมาตรา 56 มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358,365(3) ประกอบด้วยมาตรา 362ให้ลงโทษตามมาตรา 365(3) ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 101) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 104 แผ่นที่ 2)คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามฎีกาข้อ 2 ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้บุกรุกเข้าไปในตึกแถวของโจทก์ร่วม และทุบทำลายตึกแถวของโจทก์ร่วมเพื่อปรับปรุงใหม่ โดยสั่งการ ให้ผู้รับเหมาเข้าไปดำเนินการ จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยรับ กับโจทก์ร่วมว่าได้ดำเนินการบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ในตึกแถวของโจทก์ร่วม พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยได้กระทำผิดเป็นฎีกาโต้เถียง ดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงและตามฎีกาข้อ 3 จำเลยฎีกาว่า ชั้นพิจารณา ฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยได้ใช้หรือจ้างวานบุคคลอื่นบุกรุก และทำให้เสียทรัพย์ในตึกแถวของโจทก์ร่วม จำเลย จึงไม่ได้เป็นตัวการตามฟ้อง ศาลลงโทษจำเลยเป็นตัวการไม่ได้ เห็นว่า เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ รับฟังมาว่า จำเลยแต่ผู้เดียวได้บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ในตึกแถวของโจทก์ร่วม ไม่ได้ใช้หรือจ้างวานบุคคลอื่น เพราะบุคคลอื่นไม่ทราบเจตนาของจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงเช่นกัน ฎีกาของจำเลยข้อ 2 ข้อ 3 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2474/2538พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์นายประเสริฐ เสตสุบรรณโจทก์นายสมบัติ ศักดิ์อาชีพจำเลยนายสมบัติ ศักดิ์อาชีพ จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคแรกความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2 เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ควร ได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา เพราะศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หยิบยกพยานแวดล้อมซึ่งเป็นพยานชั้นสองมาลงโทษจำเลย เป็นการไม่ชอบด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน ส่วนฎีกาข้อ 3 ที่ว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการ แต่ทางพิจารณา ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยเป็นตัวการในการกระทำความผิดจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่แน่ชัดว่าโจทก์หรือโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ข้างคำร้อง

ระหว่างพิจารณา นายประเสริฐ เสตสุบรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,358,365(2)(3) การกระทำของจำเลยกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 365(2)(3) ซึ่งเป็นบทหนัก ตามมาตรา 90 จำคุกจำเลย 1 ปี ปรับ 10,000 บาท พิเคราะห์ตาม พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิด มาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามมาตรา 56 มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358,365(3) ประกอบด้วยมาตรา 362ให้ลงโทษตามมาตรา 365(3) ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 101) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 104 แผ่นที่ 2)คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ตามฎีกาข้อ 2 ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้บุกรุกเข้าไปในตึกแถวของโจทก์ร่วม และทุบทำลายตึกแถวของโจทก์ร่วมเพื่อปรับปรุงใหม่ โดยสั่งการ ให้ผู้รับเหมาเข้าไปดำเนินการ จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยรับ กับโจทก์ร่วมว่าได้ดำเนินการบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ในตึกแถวของโจทก์ร่วม พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยได้กระทำผิดเป็นฎีกาโต้เถียง ดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงและตามฎีกาข้อ 3 จำเลยฎีกาว่า ชั้นพิจารณา ฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยได้ใช้หรือจ้างวานบุคคลอื่นบุกรุก และทำให้เสียทรัพย์ในตึกแถวของโจทก์ร่วม จำเลย จึงไม่ได้เป็นตัวการตามฟ้อง

ศาลลงโทษจำเลยเป็นตัวการไม่ได้ เห็นว่า เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ รับฟังมาว่า จำเลยแต่ผู้เดียวได้บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ในตึกแถวของโจทก์ร่วม ไม่ได้ใช้หรือจ้างวานบุคคลอื่น เพราะบุคคลอื่นไม่ทราบเจตนาของจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงเช่นกัน ฎีกาของจำเลยข้อ 2 ข้อ 3 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ธีระจิต ไชยาคำ · สถิตย์ สิทธิลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้