Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 55718)

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยทั้งสองยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นให้จำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน กรณีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกา และผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ได้รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองในเรื่อง ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น เป็นการแก้ไขมาก และเกี่ยวกับอำนาจฟ้องปัญหาดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายสมควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลสูง โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาแล้ว (อันดับ 128) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกัน ทำไม้ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507มาตรา 14,31 วรรคสอง ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 11,73 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 14, 31 วรรคสอง กับความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 11, 73 วรรคสอง เป็นความผิดกรรมเดียวต้องด้วยกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 11,73 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนัก ที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกคนละ 1 ปี กระทงหนึ่งและมีความผิดฐานร่วมกันแปรรูปไม้ ตามพระราชบัญญัติ ป่าไม้ มาตรา 48 วรรคแรก, 73 วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 1 ปี กระทงหนึ่ง และฐานมีไม้หวงห้ามยังไม่แปรรูปโดยไม่ได้ รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 69 จำคุกคนละ 1 ปี และฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้ รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 48 วรรคแรก,73 วรรคสอง ให้จำคุก คนละ 1 ปี อีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุก คนละ 4 ปี ของกลางริบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษจำเลย ทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก จำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 108) จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 114)คำสั่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสอง 4 กระทงกระทงละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี 8 เดือน ตามบทกฎหมายที่ศาลชั้นต้นวางมา ดังนี้เป็นการ แก้ไขเล็กน้อย ห้ามมิให้คู่ความฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่ามีข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจ ฟ้องนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าได้ฎีกาไว้แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาชอบแล้ว ให้ยกคำร้องของ จำเลยทั้งสอง

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1268/2538พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดอำนาจเจริญโจทก์นายไหม สว่างเนตร กับพวกจำเลยนายวสันต์ พันธุยา ทนายจำเลยทั้งสองผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 218 วรรคแรกความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นให้จำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน กรณีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกา และผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ได้รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองในเรื่อง ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น เป็นการแก้ไขมาก และเกี่ยวกับอำนาจฟ้องปัญหาดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายสมควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลสูง

โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาแล้ว (อันดับ 128) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกัน ทำไม้ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507มาตรา 14,31 วรรคสอง ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 11,73 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 14, 31 วรรคสอง กับความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 11, 73 วรรคสอง เป็นความผิดกรรมเดียวต้องด้วยกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 11,73 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนัก ที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกคนละ 1 ปี กระทงหนึ่งและมีความผิดฐานร่วมกันแปรรูปไม้ ตามพระราชบัญญัติ

ป่าไม้ มาตรา 48 วรรคแรก, 73 วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 1 ปี กระทงหนึ่ง และฐานมีไม้หวงห้ามยังไม่แปรรูปโดยไม่ได้ รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 69 จำคุกคนละ 1 ปี และฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้ รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 48 วรรคแรก,73 วรรคสอง ให้จำคุก คนละ 1 ปี อีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุก คนละ 4 ปี ของกลางริบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษจำเลย ทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก จำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 108) จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 114)คำสั่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสอง 4 กระทงกระทงละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี 8 เดือน ตามบทกฎหมายที่ศาลชั้นต้นวางมา ดังนี้เป็นการ แก้ไขเล็กน้อย ห้ามมิให้คู่ความฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่ามีข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจ ฟ้องนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าได้ฎีกาไว้แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาชอบแล้ว ให้ยกคำร้องของ จำเลยทั้งสอง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นาม ยิ้มแย้ม · สุรินทร์ นาควิเชียร · จรัญ หัตถกรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้