Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5506/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีที่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 แม้ฎีกาของจำเลยในปัญหาที่ว่ามีเหตุให้พิจารณาใหม่หรือไม่ จะเป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่ไม่ใช่ปัญหาในประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การก็ตามก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีเป็นหลักในการพิจารณาว่าฎีกาของจำเลยเป็นคดีที่ฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ด้วย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 87,317.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ศาลชั้นต้นได้ประกาศคำบังคับให้จำเลยทราบทางหนังสือพิมพ์และออกหมายบังคับคดีจำเลย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีที่จำเลยถูกนางสาวสุวณี สิงหมงคลเขต เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดทรัพย์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 22624/2532 ของศาลแพ่งศาลแพ่งส่งสำเนาคำพิพากษา หมายนัด และสำเนาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ไปให้จำเลยทราบและนัดไต่สวนคำร้องจำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ในคดีนี้ อ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัดเพราะจำเลยไปทำธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ เพิ่งทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้และศาลพิพากษาแล้วจากสำเนาคำพิพากษาที่โจทก์แนบไปกับสำเนาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีดังกล่าวที่ศาลส่งไปให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2534 จึงเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจบังคับได้และพฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลงในวันดังกล่าวโจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่

โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางไต่สวนและพยานหลักฐานในสำนวนฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา 3 ราย คือธนาคารกรุงไทย จำกัด เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2263/2524 ของศาลแพ่ง โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีนี้ และนางสาวสุวณี สิงหมงคลเขตเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 22624/2532ของศาลแพ่ง ในชั้นบังคับคดีนี้โจทก์ได้ส่งคำบังคับให้จำเลยทราบโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว ต่อมาเมื่อธนาคารกรุงไทย จำกัด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายแรกบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ศาลแพ่ง โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ที่ยึดไว้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน2527 ตามเอกสารหมาย

จ.8 ศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เข้าเฉลี่ยทรัพย์ที่ยึดได้ ตามเอกสารหมาย จ.10 ครั้นต่อมานางสาวสุวณี สิงหมงคลเขตเจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายที่สามยึดทรัพย์จำเลยอีก โจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์กับเจ้าหนี้รายดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2534 จำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่ามีเหตุให้พิจารณาใหม่หรือไม่ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีคิดต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน141,078 บาท จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248แม้ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ใช่ปัญหาในประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การก็ตาม

ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีเป็นหลักในการพิจารณาว่าเป็นคดีที่ฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงในคดีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายแรกยึดทรัพย์ของจำเลยและโจทก์ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ศาลได้ส่งสำเนาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของโจทก์ไปให้จำเลยทราบที่บ้านเลขที่200/108-109 ถนนพัฒนาการ แขวงประเวศ เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2527 เป็นการส่งโดยชอบถือว่าจำเลยทราบว่าถูกโจทก์คดีนี้ฟ้องและทราบคำบังคับตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2528พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้จึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว จำเลยเพิ่งยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2534 เกินกำหนด15 วัน

นับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือนั้นได้สิ้นสุดลงจำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ จำเลยฎีกาว่า ระหว่างปี2527-2528 จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ไม่ได้อยู่ที่บ้านเลขที่ 200/108 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานครการส่งหมายที่บ้านเลขที่ดังกล่าวจึงไม่ชอบ ดังนั้นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้จึงยังไม่สิ้นสุดลง จำเลยเพิ่งทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2534 จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2534 จึงไม่เกินกำหนด 15 วันนับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง เป็นการฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังมา ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฎีกาจำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ธีระจิต ไชยาคำ · สถิตย์ สิทธิลักษณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้