Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5245/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยกล่าวในคำให้การว่า ไม่รับรองว่าจะมีการส่งมอบเงินกู้ครบถ้วนจำนวนตามสัญญาหรือไม่ เพราะไม่ปรากฏจำนวนเงินนั้นทางเอกสารใด นอกจากสัญญารูปแบบมาตรฐานที่โจทก์ทำไว้ก่อนมีการลงนาม จำเลยมิได้กล่าวปฏิเสธให้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินกู้ไปตามสัญญา ทั้งมิได้ให้เหตุผลว่าเหตุใด โจทก์จึงไม่ได้ส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 1 เหตุแห่งคำให้การปฏิเสธของจำเลยมิได้แสดงโดยชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จำเลยจึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบตามข้อกล่าวอ้างของตน การจะบอกเลิกสัญญากันได้นั้น ต้องอาศัยข้อสัญญาหรือกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้เลิกสัญญาได้ จะเลิกสัญญาเอาเองโดยไม่มีข้อสัญญายินยอมกันหรือไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เลิกสัญญานั้นไม่ได้ สัญญาค้ำประกันเงินกู้ ไม่ได้กำหนดเป็นข้อสัญญาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6ฝ่ายผู้ค้ำประกันมีสิทธิเลิกสัญญาได้ และโจทก์ปฏิเสธไม่ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 บอกเลิกสัญญา ดังนี้สัญญาค้ำประกันยังไม่ระงับไป.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2525 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ สาขาถนนมิตรภาพ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 4,000,000 บาทตกลงคิดดอกเบี้ยกันในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จำเลยที่ 1 จะผ่อนชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้โจทก์เดือนละ 200,000 บาท กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จภายในวันที่ 19 มกราคม 2528 เพื่อเป็นการประกันหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดที่ 1072 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และที่ดินโฉนดเลขที่ 16815ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา มาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1โดยยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัด

โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งหกให้ชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉยขอบังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,203,256.63 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 3,028,597.23 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งหกไม่ชำระก็ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอก็ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบจำเลยทั้งหกให้การว่า นายวสันต์ คงฉันท์มิตรกุล มิได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ เพราะผู้ทำการแทนโจทก์มิได้มีอำนาจบริบูรณ์ในวันลงนามมอบอำนาจและตราที่ประทับมิใช่ดวงตราของโจทก์ จำเลยทั้งหกไม่รับรองความถูกต้องสมบูรณ์ของสัญญากู้ยืมตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องไม่รับรองว่ามีการส่งมอบเงินครบตามสัญญาหรือไม่

เพราะไม่ปรากฏเงินจำนวนนั้นทางเอกสารใด นอกจากสัญญารูปแบบมาตรฐานที่โจทก์ทำไว้ก่อนมีการลงนาม โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ไม่ชอบด้วยประกาศกระทรวงการคลังที่ให้ลดดอกเบี้ยเหลือเพียงร้อยละ 15 ต่อปีการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ตกลงกับโจทก์ยกเลิกการค้ำประกันทั้งหมดแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์โจทก์บรรยายฟ้องเคลือบคลุมไม่แจ้งชัดในเรื่องการเป็นหนี้ การชำระหนี้และหนี้ค้างชำระในระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายประพันธ์ บุญพาวัฒนา ที่ 1 นายเสรี ธัญญะเศรษฐ์ ที่ 2 นายวิชัยวิริยะไชโย ที่ 3 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่ต่อมาจำเลยที่ 4 และที่ 5 ขอถอนคำร้อง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน3,028,597.23 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งหกไม่ชำระก็ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งหกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ คำขอนอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยทั้งหกอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์และจำเลยทั้งหกฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นซึ่งไม่โต้แย้งกันแล้ว ฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์จำนวน4,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินจดทะเบียนจำนองไว้ 2 แปลงและจำเลยที่ 2-ที่ 6 ได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ด้วย...ปัญหาข้อต่อไปที่จำเลยฎีกาว่า

จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินกู้จำนวน 500,000 บาท จากโจทก์ เพราะผู้ทำการแทนโจทก์หักเงินนั้นไว้เป็นค่าปากถุง เป็นข้อสำคัญของความสมบูรณ์แห่งสัญญากู้เงิน โจทก์ไม่ได้นำสืบปฏิเสธว่ามิได้ปฏิบัติดังกล่าว ข้อกล่าวอ้างและนำสืบของจำเลยจึงน่าเชื่อได้นั้น เห็นว่าในเรื่องนี้จำเลยกล่าวในคำให้การเพียงว่าไม่รับรองว่าจะมีการส่งมอบเงินกู้ครบถ้วนจำนวนตามสัญญาหรือไม่ เพราะไม่ปรากฏจำนวนเงินนั้นทางเอกสารใด นอกจากสัญญารูปแบบมาตรฐานที่โจทก์ทำไว้ก่อนมีการลงนาม จำเลยมิได้กล่าวปฏิเสธให้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินกู้ไปตามสัญญาทั้งมิได้ให้เหตุผลว่า เหตุใดโจทก์จึงไม่ได้ส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 1 เหตุแห่งคำให้การปฏิเสธของจำเลยมิได้แสดงโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง

จำเลยจึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบตามข้อกล่าวอ้างของตน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1ได้รับเงินกู้ 4,000,000 บาท ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินหมาย จ.5 แล้ว...ปัญหาข้อต่อไป จำเลยฎีกาว่า จำเลยที่ 2-ที่ 6 ได้บอกกล่าวยกเลิกสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว การจะบอกเลิกสัญญากันได้นั้นต้องอาศัยข้อสัญญาหรือกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้เลิกสัญญาได้ จะเลิกสัญญาเอาเองโดยไม่มีข้อสัญญายินยอมกันหรือไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เลิกสัญญานั้นไม่ได้ ตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ไม่ได้กำหนดเป็นข้อสัญญาให้จำเลยที่ 2-ที่ 6 ฝ่ายผู้ค้ำประกันมีสิทธิเลิกสัญญาได้ทั้งข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบก็ฟังได้ว่า ฝ่ายโจทก์ได้มีหนังสือหมาย ล.11 ตอบปฏิเสธไม่ยินยอมให้จำเลยที่ 2-ที่ 6 บอกเลิกสัญญาค้ำประกันตามที่ทนายจำเลยมีหนังสือแจ้งไป สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2-ที่ 6 จึงยังไม่ระงับไป โจทก์ยังมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยที่ 2-ที่ 6 ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันนั้นได้..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน4,203,256.63 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 3,028,597.23 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จเร อำนวยวัฒนา · พิชิต พรหมพิทักษ์กุล · สถิตย์ เล็งไธสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3035/2545

แม้คำให้การจะถือว่าเป็นคำคู่ความเช่นเดียวกับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(5) แต่การพิจารณาว่าคำให้การที่จำเลยยื่นต่อศาลเป็นคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 60/2541

จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีเรื่องปลูกสร้างโรงเรือนบนที่ดินพิพาทรุกล้ำโดยสุจริต และศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของโจทก์โดยสุจริตหรือไม่ นอกจากนี้ที่ดินพิพาทท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5093/2541

โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยมีหนังสือให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์ไปตรวจสอบสภาพการก่อสร้างตามโครงการแล้ว ปรากฏว่าจำเลยยังไม่ได้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่โฆษณาไว้กล่าวคือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5416/2540

จำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การข้อ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ และไม่เคยเข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยคนใดที่มีภาระจำต้องชำระหนี้แก่โจทก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2540

โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าคืนจากจำเลยทั้งสามโดย อ้างว่าได้ส่งสินค้าคืนจำเลยทั้งสามแล้ว แม้โจทก์บรรยาย ในคำฟ้องว่า สินค้าของจำเลยไม่ได้มาตรฐานตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดและไม่ผ่านการทดสอบของการไฟฟ้าส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้