Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าคืนจากจำเลยทั้งสามโดย อ้างว่าได้ส่งสินค้าคืนจำเลยทั้งสามแล้ว แม้โจทก์บรรยาย ในคำฟ้องว่า สินค้าของจำเลยไม่ได้มาตรฐานตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดและไม่ผ่านการทดสอบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และจำเลยให้การว่าไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับ โจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทว่า สินค้าของจำเลยชำรุดบกพร่องหรือไม่ ทั้งได้มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยตลอดมาถึงศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่าโจทก์นำสินค้าไปคืนจำเลยโดยอ้างว่าสินค้าไม่ได้มาตรฐานและจำเลยที่ 1 ก็ยินยอมรับสินค้าคืนจากโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามยินยอมรับคืนโดยมีเงื่อนไขอย่างไร ย่อมฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยาย เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 กล่าวคือ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าคืนจากโจทก์แล้วจึงจำต้องคืนราคาสินค้าแก่โจทก์ด้วย กรณีมิใช่พิพาทกันในเรื่องความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องในตัวทรัพย์ที่ซื้อขายกัน โจทก์ซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 3,164,684 บาทแต่ในการชำระราคา เมื่อโจทก์ทราบว่าสายไฟฟ้าที่ซื้อจากจำเลยที่ 1 มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐานจึงสั่งอายัดเช็คจำนวน350,000 บาท และโจทก์ยังค้างชำระราคาสินค้าจำนวน350,000 บาท ดังนั้น จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจาก ราคาสินค้าทั้งหมดก่อน คงเหลือราคาสินค้าที่จำเลยที่ 1ต้องคืนแก่โจทก์จำนวน 2,814,684 บาท จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด แต่ในการเจรจาติดต่อนำสินค้า ไปคืนแก่จำเลยที่ 1 รวมทั้งการทวงถามค่าสินค้าคืนจาก จำเลยที่ 1 โจทก์ได้ติดต่อโดยตรงกับจำเลยที่ 3 ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ติดต่อซื้อสายไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 โดยติดต่อผ่านส. โดยไม่ระบุยี่ห้อ และไม่มีข้อตกลงกำหนดมาตรฐานคุณภาพของสินค้าไว้ โดยการสั่งซื้อ โจทก์ไม่ได้ระบุว่าสินค้าจะผลิตจากโรงงานใด โจทก์เพียงแต่ระบุขนาดของสายไฟฟ้าที่จะ ใช้เท่านั้น นอกจากนี้ก็เป็นความผิดของโจทก์เองที่นำสายไฟฟ้า ไปติดตั้งก่อนโดยไม่ผ่านการทดสอบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดังนี้ ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าใหม่ จึงเป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษซึ่งจำเลย ไม่อาจคาดเห็นได้ล่วงหน้า จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ ค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมรับผิดคืนราคาสินค้า และให้ชดใช้ค่าเสียหายอีกส่วนหนึ่งแก่โจทก์ มิได้พิพาทกัน เกี่ยวกับความรับผิดในการรอนสิทธิ ที่จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ก็ไม่ได้ความชัดแจ้งว่าขาดอายุความ ในเรื่องใด อย่างไร ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล ประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2534 โจทก์สั่งซื้อสายไฟฟ้าจากจำเลยที่ 3 ซึ่งกระทำการในนามจำเลยที่ 1 และชำระราคา 3,164,684 บาท ให้จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์นำสายไฟฟ้าไปติดตั้งในระบบจำหน่ายไฟฟ้าโครงการปาล์มฮิลล์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ คันทรีคลับที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ปรากฏว่าสายไฟฟ้าไม่ผ่านการทดสอบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริษัทปาล์มฮิลล์ พรอพเพอร์ตี้จำกัดผู้ว่าจ้างโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงเปลี่ยนสายไฟฟ้าใหม่จนผ่านการทดสอบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและนำสายไฟฟ้าเดิมไปคืนให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด

บุญกนิษฐ์ ไวร์ แอนด์ เคเบิ้ล แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมคืนเงินค่าสายไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายในการรื้อสายไฟฟ้าออกและติดตั้งใหม่ จำนวน 400,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 3,564,684 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์แต่จำเลยที่ 1 ได้ขายสายไฟฟ้าให้แก่ บริษัทปาล์มฮิลล์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด และนางสาวลัดดา ศรีสุภาพ ในฐานะส่วนตัว แต่นางสาวลัดดายังชำระราคาแก่จำเลยที่ 1 ไม่ครบ จำเลยที่ 1 ไม่ผิดสัญญาเพราะเป็นความประมาทของโจทก์ที่ไม่ตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนชำระราคา และฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน3,264,684 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์รับจ้างบริษัทปาล์มฮิลล์ พรอพเพอร์ตี้จำกัด ติดตั้งระบบจ่ายไฟฟ้าในโครงการปาล์มฮิลล์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ คันทรีคลับที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อระหว่างเดือนมิถุนายน 2534 ถึงเดือนกันยายน 2534 โจทก์ติดต่อสั่งซื้อสายไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 คิดเป็นราคาทั้งสิ้นจำนวน 3,164,684 บาท นำไปติดตั้งในโครงการจนแล้วเสร็จ แต่คุณภาพของสายไฟฟ้าดังกล่าวไม่ผ่านการทดสอบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแล้วติดตั้งใหม่ทั้งหมด ครั้นเดือนพฤศจิกายน 2534 โจทก์นำสายไฟฟ้าทั้งหมดไปส่งคืนให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3เป็นผู้รับไว้มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามจะต้องร่วมกันรับผิดคืนเงินค่าสินค้าแก่โจทก์รวมทั้งค่าเสียหายซึ่งโจทก์ได้ใช้จ่ายไปในการรื้อถอนและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าใหม่หรือไม่ เห็นว่า

โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าคืนจากจำเลยทั้งสามโดยอ้างว่า ได้ส่งสินค้าคืนจำเลยทั้งสามแล้ว แม้จะบรรยายในคำฟ้องว่า สินค้าของจำเลยที่ 1 ไม่ได้มาตรฐานตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดและไม่ผ่านการทดสอบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็ตาม แต่จำเลยทั้งสามให้การว่าไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทว่า สินค้าของจำเลยที่ 1ชำรุดบกพร่องหรือไม่และมีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยตลอดมาถึงศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่าโจทก์นำสินค้าไปคืนจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าสินค้าไม่ได้มาตรฐานและจำเลยที่ 1ก็ยินยอมรับสินค้าคืนจากโจทก์โดยไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสามว่ายินยอมรับคืนโดยมีเงื่อนไขอย่างไร จึงฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายเมื่อสัญญาเลิกกันแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 กล่าวคือ

เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าคืนจากโจทก์แล้วจึงจำต้องคืนราคาสินค้าแก่โจทก์ด้วย กรณีหาใช่พิพาทกันในเรื่องความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องในตัวทรัพย์ที่ซื้อขายกันแต่อย่างใดไม่ อย่างไรก็ดี แม้จะได้ความว่า โจทก์ซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 3,164,684 บาท แต่ในการชำระราคานั้นนางสาวลัดดา ศรีสุภาพ กรรมการผู้จัดการโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า เมื่อพยานทราบว่าสายไฟฟ้าที่ซื้อจากจำเลยที่ 1 มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐานจึงสั่งอายัดเช็คจำนวน350,000 บาท และไม่เคยชำระจนบัดนี้ ซึ่งรับกับข้อนำสืบของจำเลยทั้งสามที่ว่านางสาวลัดดายังค้างชำระราคาสินค้าจำนวน350,000 บาท ดังนั้น จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากราคาสินค้าทั้งหมดก่อน

คงเหลือราคาสินค้าที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์จำนวน 2,814,684 บาท จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด และจำเลยที่ 3ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด แต่ได้ความจากคำนางสาวลัดดาและนายธนพล ประสาทเขตการณ์ พยานโจทก์ว่า การเจรจาติดต่อนำสินค้าไปคืนแก่จำเลยที่ 1 รวมทั้งการทวงถามค่าสินค้าคืนจากจำเลยที่ 1 นั้น พยานทั้งสองได้ติดต่อโดยตรงกับจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 ก็เบิกความยอมรับในข้อนี้ จึงฟังได้ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์สำหรับปัญหาว่าจำเลยทั้งสามจะต้องชดใช้ค่าเสียหายซึ่งโจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าใหม่หรือไม่นั้น

เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า ได้ซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1โดยติดต่อผ่านนายอภิชาติ ศักดิ์เชิดชูตระกูล นายอภิชาติเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า นางสาวลัดดา กรรมการผู้จัดการโจทก์ติดต่อซื้อสายไฟฟ้ากับพยานโดยไม่ระบุยี่ห้อ และไม่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่ามีข้อตกลงกำหนดมาตรฐานคุณภาพของสินค้าไว้อย่างไรหรือไม่ แต่กลับได้ความจากนายอภิชาติพยานโจทก์ว่าการสั่งซื้อของโจทก์นั้น โจทก์ไม่ได้ระบุว่าสินค้าจะผลิตจากโรงงานไหน โจทก์เพียงแต่ระบุขนาดของสายไฟฟ้าที่จะใช้เท่านั้นนอกจากนี้ตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้ กรณีก็เป็นความผิดของโจทก์เองที่นำสายไฟฟ้าไปติดตั้งก่อนโดยไม่ผ่านการทดสอบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามระเบียบ ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าใหม่จึงเป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษซึ่งจำเลยทั้งสามไม่อาจคาดเห็นได้ล่วงหน้า จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์ส่วนปัญหาเรื่องอายุความนั้น เห็นว่า

จำเลยทั้งสามให้การเพียงว่า "คดีนี้ของโจทก์ขาดอายุความที่จะรอนสิทธิจำเลยหรือบุคคลอื่นใดได้ตามกฎหมาย และคดีของโจทก์ขาดอายุความตามกฎหมายที่จะสามารถดำเนินคดีกับจำเลยได้" เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมรับผิดคืนราคาสินค้าและให้ชดใช้ค่าเสียหายอีกส่วนหนึ่งแก่โจทก์ มิได้พิพาทกันเกี่ยวกับความรับผิดในการรอนสิทธิแต่อย่างใด ที่จำเลยให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความก็ไม่ได้ความชัดแจ้งว่าขาดอายุความในเรื่องใด อย่างไร ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ก็เป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน2,814,684 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ ตันติเตมิท · บุญธรรม อยู่พุก · ปรีชา บูรณะไทย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8342/2540

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันตกลงทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของจำเลยทั้งสองให้แก่โจทก์และตกลงรับเป็นผู้จัดหาที่ดิน หรือจะกระทำโดยวิธีการใดก็ตามให้โจทก์ได้ซื้อและจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์หรือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4979/2545

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยซื้อจากจำเลยแล้วจำเลยทำสัญญาเช่า แต่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าจึงบอกเลิกการเช่า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าและส่งมอบที่พิพาทคืน จำเลยให้การตอนแรกว่า ไม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6407/2545

สัญญาจ้างระบุว่าโจทก์จะต้องเริ่มลงมือทำงานจ้าง ณ สถานที่ที่กำหนดภายในวันที่ 25 กันยายน 2533 แสดงว่าตั้งแต่วันดังกล่าวจำเลยต้องเตรียมพื้นที่สำหรับก่อสร้างพร้อมที่จะส่งมอบเพื่อลงมือก่อสร้างแล้ว แม้ในสัญ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870/2541

โจทก์ตกลงแบ่งขายที่ดินของโจทก์ตาม น.ส.3 ก.เลขที่ 53จำนวน 7 ไร่ ซึ่งเป็นที่พิพาทในคดีนี้ให้แก่ ส. แต่ยังไม่ทันได้รับมอบการครอบครองที่พิพาทจากโจทก์ตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว ส.ถึงแก่กรรมเสียก่อน แม้สิทธิตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2889/2541

ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า โจทก์ในคดีก่อนฟ้องขับไล่จำเลยและได้ถอนฟ้องไปโดยสละสิทธิในการดำเนินคดีใหม่นั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์หรือผู้รับมอบอำนาจในคดีนั้นกระทำการแทนโจทก์ในคดีนี้ ดังนั้น การถอนฟ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้