Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4068/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตาม ป.รัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดใหม่ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการประเมินใหม่โดยยกเลิกการประเมินครั้งก่อน แม้การประเมินที่ผิดพลาดดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกการประเมินและเจ้าพนักงานประเมินได้ยกเลิกการประเมินครั้งแรกแล้ว ต้องถือเสมือนว่าไม่มีการประเมินและในการประเมินครั้งใหม่ เจ้าพนักงานประเมินก็มิได้ประเมินในเรื่องอื่นนอกเหนือไปจากการประเมินครั้งแรก แต่เป็นการคำนวณเงินได้สุทธิ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มของโจทก์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อการประเมินครั้งใหม่ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงครั้งเดียว จึงไม่เป็นการประเมินซ้ำซ้อนหรือทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซ้ำซ้อนแต่อย่างใด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 30 ป.รัษฎากร มาตรา 57

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ยกเลิกการประเมินตามหนังสือประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้งดหรือลดค่าปรับและเงินเพิ่มตามฟ้อง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2542 สำหรับเงินได้จากการเลี้ยงไก่ไข่ต่อจำเลยหรือไม่

พิเคราะห์แล้วประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น บัญญัติว่า ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษี แต่ถ้าภาษีค้างชำระและภริยาได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีที่โจทก์เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเองหรือเป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ในฐานะสามี แต่จากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2542 สำหรับผู้มีเงินได้ทั่วไป เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนางผ่องศรี ภริยาโจทก์ รายการการสมรสและการยื่นรายการระบุว่า ผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจดทะเบียนสมรสปี 2526 คู่สมรสไม่มีเงินได้ รายการเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เงินได้จากการเลี้ยงไก่ไข่ 1,926,670 บาท ซึ่งโจทก์ยอมรับในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีในนามของตนเอง ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติได้ว่า

โจทก์ไม่ได้มอบหมายให้ภริยาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2542 แทนโจทก์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือโจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2542 ในนามของโจทก์ การที่ภริยาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของภริยาเองจากเงินได้ที่มาจากการเลี้ยงไก่ไข่ และจำเลยรับเอาเงินภาษีที่ภริยาโจทก์ชำระไปนั้นจะถือว่าภริยาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนโจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์หาได้ไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อที่สองมีว่า โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คที่โจทก์นำเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของโจทก์ได้ เนื่องจากโจทก์ถูกหลอกลวงจากผู้มีชื่อมาขอกู้เงินและนำเช็คมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ โดยก่อนถึงวันกำหนดเรียกเก็บเงินตามเช็คผู้มีชื่อจะทำให้เช็คที่โจทก์รับมาสามารถเรียกเก็บเงินได้

ด้วยวิธีการขอเพิ่มยอดหนี้และนำเงินที่ได้รับเพิ่มไปฝากเข้าบัญชี และทุกครั้งที่โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คได้จะมีการถอนเงินในบัญชีของโจทก์ออกไปจำนวนมากกว่าที่เรียกเก็บเข้ามาทุกครั้งนั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างในประเด็นนี้ว่า โจทก์รับซื้อเช็คจากบุคคลภายนอกจริง แต่เช็คที่บุคคลภายนอกนำมาขายลดให้โจทก์นั้นไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ เนื่องจากเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ทำให้โจทก์ยื่นฟ้องเจ้าของเช็คเป็นคดีแพ่งของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา การที่เจ้าพนักงานประเมินนำตัวเลขตามเช็คที่โจทก์นำเข้าบัญชีแล้วเรียกเก็บเงินไม่ได้มากำหนดเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์จึงไม่ชอบ ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีสภาพแห่งข้อหาว่ายังไม่เป็นเงินได้พึงประเมิน

โจทก์มิได้ยกข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อุทธรณ์กรณีมีการขอเพิ่มยอดหนี้และนำเงินที่ได้รับเพิ่มไปฝากเข้าบัญชีเป็นข้ออ้างเพื่อให้เกิดประเด็นไว้ในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อที่สามมีว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากรไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดใหม่ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการประเมินใหม่โดยยกเลิกการประเมินครั้งก่อน แม้การประเมินที่ผิดพลาดดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกการประเมินและเจ้าพนักงานประเมินได้ยกเลิกการประเมินในครั้งแรกแล้ว ต้องถือเสมือนว่าไม่มีการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ในปีภาษี 2542 ส่วนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในครั้งใหม่ที่ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มมากกว่าการประเมินในครั้งแรก

เนื่องจากโจทก์มีเงินได้พึงประเมินแต่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจึงต้องชำระเบี้ยปรับ 2 เท่า และการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาอัตราร้อยละ 50 ของเงินได้จากการอื่นไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ไม่สามารถชี้แจงและนำพิสูจน์

ข้อมูลคดี

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.16/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ96/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ309/2551
แหล่งที่มา
ของเงินว่าเป็นเงินได้จากการประกอบกิจการใดและได้รับการยกเว้นภาษี รวมทั้งไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่าใดจึงไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่าย ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมใบแนบ ถึง 52 ส่วนเงินเพิ่มที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากโจทก์ไม่ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครบถ้วนภายในกำหนด ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ในปีภาษี 2542 ในเรื่องอื่นนอกเหนือไปจากหนังสือแจ้งการประเมินในครั้งแรกแต่อย่างใด แต่เป็นการคำนวณเงินได้สุทธิ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มของโจทก์ให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น เมื่อการประเมินครั้งใหม่ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงครั้งเดียว จึงไม่เป็นการประเมินซ้ำซ้อนหรือทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซ้ำซ้อนตามอุทธรณ์ของโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มีเงินได้จากค่าธรรมเนียมการขายลดเช็ค 2,104,138.54 บาท เงินได้จากการอื่น 1,481,000 บาท และเงินได้จากการเลี้ยงไก่ไข่ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนางผ่องศรีภริยาโจทก์ 1,926,670 บาท รวมแล้วเป็นเงินได้พึงประเมิน 5,511,808.54 บาท แต่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้ภริยาโจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็ตาม แต่ก็เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนของเงินได้จากการเลี้ยงไก่ไข่เท่านั้น พฤติการณ์ของโจทก์จึงมีลักษณะเป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4068/2557นายวิรัตน์ จิตรเอื้อตระกูลโจทก์กรมสรรพากรจำเลย ป.รัษฎากร ม. 30, ม. 57 ตรีตาม ป.รัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดใหม่ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการประเมินใหม่โดยยกเลิกการประเมินครั้งก่อน แม้การประเมินที่ผิดพลาดดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกการประเมินและเจ้าพนักงานประเมินได้ยกเลิกการประเมินครั้งแรกแล้ว ต้องถือเสมือนว่าไม่มีการประเมินและในการประเมินครั้งใหม่ เจ้าพนักงานประเมินก็มิได้ประเมินในเรื่องอื่นนอกเหนือไปจากการประเมินครั้งแรก แต่เป็นการคำนวณเงินได้สุทธิ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มของโจทก์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อการประเมินครั้งใหม่ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงครั้งเดียว จึงไม่เป็นการประเมินซ้ำซ้อนหรือทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซ้ำซ้อนแต่อย่างใดโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ยกเลิกการประเมินตามหนังสือประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้งดหรือลดค่าปรับและเงินเพิ่มตามฟ้อง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2542 สำหรับเงินได้จากการเลี้ยงไก่ไข่ต่อจำเลยหรือไม่ พิเคราะห์แล้วประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น บัญญัติว่า ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษี แต่ถ้าภาษีค้างชำระและภริยาได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีที่โจทก์เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเองหรือเป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ในฐานะสามี แต่จากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2542 สำหรับผู้มีเงินได้ทั่วไป เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนางผ่องศรี ภริยาโจทก์ รายการการสมรสและการยื่นรายการระบุว่า ผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจดทะเบียนสมรสปี 2526 คู่สมรสไม่มีเงินได้ รายการเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เงินได้จากการเลี้ยงไก่ไข่ 1,926,670 บาท ซึ่งโจทก์ยอมรับในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีในนามของตนเอง ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติได้ว่า โจทก์ไม่ได้มอบหมายให้ภริยาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2542 แทนโจทก์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือโจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2542 ในนามของโจทก์ การที่ภริยาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของภริยาเองจากเงินได้ที่มาจากการเลี้ยงไก่ไข่ และจำเลยรับเอาเงินภาษีที่ภริยาโจทก์ชำระไปนั้นจะถือว่าภริยาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนโจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์หาได้ไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อที่สองมีว่า โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คที่โจทก์นำเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของโจทก์ได้ เนื่องจากโจทก์ถูกหลอกลวงจากผู้มีชื่อมาขอกู้เงินและนำเช็คมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ โดยก่อนถึงวันกำหนดเรียกเก็บเงินตามเช็คผู้มีชื่อจะทำให้เช็คที่โจทก์รับมาสามารถเรียกเก็บเงินได้ ด้วยวิธีการขอเพิ่มยอดหนี้และนำเงินที่ได้รับเพิ่มไปฝากเข้าบัญชี และทุกครั้งที่โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คได้จะมีการถอนเงินในบัญชีของโจทก์ออกไปจำนวนมากกว่าที่เรียกเก็บเข้ามาทุกครั้งนั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างในประเด็นนี้ว่า โจทก์รับซื้อเช็คจากบุคคลภายนอกจริง แต่เช็คที่บุคคลภายนอกนำมาขายลดให้โจทก์นั้นไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ เนื่องจากเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ทำให้โจทก์ยื่นฟ้องเจ้าของเช็คเป็นคดีแพ่งของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา การที่เจ้าพนักงานประเมินนำตัวเลขตามเช็คที่โจทก์นำเข้าบัญชีแล้วเรียกเก็บเงินไม่ได้มากำหนดเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์จึงไม่ชอบ ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีสภาพแห่งข้อหาว่ายังไม่เป็นเงินได้พึงประเมิน โจทก์มิได้ยกข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อุทธรณ์กรณีมีการขอเพิ่มยอดหนี้และนำเงินที่ได้รับเพิ่มไปฝากเข้าบัญชีเป็นข้ออ้างเพื่อให้เกิดประเด็นไว้ในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อที่สามมีว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากรไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดใหม่ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการประเมินใหม่โดยยกเลิกการประเมินครั้งก่อน แม้การประเมินที่ผิดพลาดดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกการประเมินและเจ้าพนักงานประเมินได้ยกเลิกการประเมินในครั้งแรกแล้ว ต้องถือเสมือนว่าไม่มีการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ในปีภาษี 2542 ส่วนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในครั้งใหม่ที่ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มมากกว่าการประเมินในครั้งแรก เนื่องจากโจทก์มีเงินได้พึงประเมินแต่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจึงต้องชำระเบี้ยปรับ 2 เท่า และการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาอัตราร้อยละ 50 ของเงินได้จากการอื่นไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ไม่สามารถชี้แจงและนำพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินว่าเป็นเงินได้จากการประกอบกิจการใดและได้รับการยกเว้นภาษี รวมทั้งไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่าใดจึงไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่าย ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมใบแนบ ถึง 52 ส่วนเงินเพิ่มที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากโจทก์ไม่ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครบถ้วนภายในกำหนด ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ในปีภาษี 2542 ในเรื่องอื่นนอกเหนือไปจากหนังสือแจ้งการประเมินในครั้งแรกแต่อย่างใด แต่เป็นการคำนวณเงินได้สุทธิ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มของโจทก์ให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น เมื่อการประเมินครั้งใหม่ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงครั้งเดียว จึงไม่เป็นการประเมินซ้ำซ้อนหรือทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซ้ำซ้อนตามอุทธรณ์ของโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มีเงินได้จากค่าธรรมเนียมการขายลดเช็ค 2,104,138.54 บาท เงินได้จากการอื่น 1,481,000 บาท และเงินได้จากการเลี้ยงไก่ไข่ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนางผ่องศรีภริยาโจทก์ 1,926,670 บาท รวมแล้วเป็นเงินได้พึงประเมิน 5,511,808.54 บาท แต่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้ภริยาโจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็ตาม แต่ก็เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนของเงินได้จากการเลี้ยงไก่ไข่เท่านั้น พฤติการณ์ของโจทก์จึงมีลักษณะเป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ(ไมตรี ศรีอรุณ-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร)ศาลภาษีอากรกลาง - นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2534 (เลขอ้างอิง 18288)

บทบัญญัติของมาตรา 21 และ 25 แห่งประมวลรัษฎากรอันเป็นบทบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน กฎหมายมิได้กำหนดเป็นเด็ดขาดว่า ถ้าไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกจะต้องห้ามอุทธรณ์ในทุกกรณี แต่จะต้องห้ามอุทธรณ์ก็ต่อเมื่…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2534 (เลขอ้างอิง 99821)

++ คดีแดงที่ 3802-3803/2534 ++ ++ ++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++ ++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ ++ ++ บทบัญญัติของมาตรา 21 และ 25 แห่งประมวลรัษฎากรอันเป็นบทบัญญัติห้ามมิให้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2454/2533

การที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกไปยัง อ. ซึ่ง เป็นผู้ยื่นรายการเสียภาษีเพื่อจะทำการตรวจสอบไต่สวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ อ. แต่ ก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินจะทำการตรวจสอบไต่สวนเสร็จและแจ้งการประเมิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5114/2533

หนี้ภาษีอากรรายพิพาทเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์เรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 และสามี จำเลยที่ 1 และสามีอุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ผ่อนผันลดเงินเพิ่มลงและแจ้งให้จำเลยที่ 1 กับสามีชำระ แต่ก็ไม่ได้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2335/2526

เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มโดยถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี การที่โจทก์ขอให้แยกยอดเงินได้ของภริยาออกคำนวณภาษีเป็นคนละส่วนกับเงินได้ส่วนของโจทก์ เท่ากับโจท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้