Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 350/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่กฎหมายกำหนดให้มีการอุทธรณ์การประเมิน ก็เพื่อให้ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ประการใด เมื่อพิจารณาแล้ว ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขความเห็นของเจ้าพนักงานประเมินได้ตามที่เห็นสมควรในขณะที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ กรมสรรพากรโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบริษัทจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ค่าภาษีที่มีการอุทธรณ์ดังกล่าวและให้จำเลยอื่น ๆ ที่เป็นผู้ถือหุ้นร่วมรับผิดกับจำเลยที่1 ด้วย จะนำอำนาจยึดอายัดทรัพย์ตามมาตรา 12 แห่ง ประมวลรัษฎากรมาเป็นเหตุอ้างว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องไม่ได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกันกับการนำคดีมาฟ้อง.(ที่มา-ส่งเสริม)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.รัษฎากร มาตรา 30

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2524 เสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2525 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นผู้ถือหุ้น ต่างได้รับส่วนแบ่งเงินทุนคืนเมื่อเสร็จการชำระบัญชีและคงค้างชำระมูลค่าหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประจำปี 2524 และไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า ประกอบกับจำเลยที่ 1 เลิกกิจการ โจทก์อนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกจำเลยที่ 1 มาทำการไต่สวนและตรวจสอบ ผลปรากฏว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้า ภาษีรายได้บำรุงเทศบาลรวมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม 2,720,751.32 บาทให้โจทก์

จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ เมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว โจทก์จะฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีอากรได้เฉพาะเงินที่จำเลยที่ 2 ถึงที่6 ได้รับส่วนแบ่งเงินทุนคืนเมื่อเสร็จการชำระบัญชี เป็นเงิน18,924 บาท และเงินค่าหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ค้างชำระอีก249,000 บาท รวมเป็นเงิน 267,924 บาท โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนที่กล่าวแล้วให้โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งเงินทุนคืนเมื่อเสร็จการชำระบัญชีและเงินค่าหุ้นที่ยังคงค้างชำระ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้และภาษีการค้ามาตลอด

จำเลยที่ 1 มิได้รับหมายเรียกจากโจทก์แต่ประการใดการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นการประเมินโดยไม่ชอบ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขณะที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัย จะถือว่าจำเลยที่ 1 มีมูลหนี้ภาษีอากรที่แน่นอนต่อโจทก์ยังไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาล ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและวินิจฉัยในประเด็นอื่นต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 23กรกฎาคม 2524 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 27กรกฎาคม 2525 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้มีหมายเรียกลงวันที่ 9มกราคม 2527 ถึงผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เพื่อทำการตรวจสอบไต่สวน วันที่ 30 มีนาคม 2527 เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีอากรที่โจทก์นำมาฟ้องให้จำเลยที่ 1 ทราบ วันที่ 7 พฤษภาคม2527 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัย โจทก์นำคดีนี้มาฟ้อง คดีมีปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังบุคคลใด หากเป็นกรณีที่ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินบุคคลนั้นย่อมอุทธรณ์การประเมินต่อผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์หรือคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้แล้วแต่กรณี ที่กฎหมายกำหนดไว้ดังนี้ก็เพื่อให้ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ประการใด เมื่อพิจารณาแล้วผู้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขความเห็นของเจ้าพนักงานประเมินได้ตามที่เห็นสมควร โดยทำคำวินิจฉัยเป็นหนังสือแจ้งไปยังผู้อุทธรณ์ตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 34 บัญญัติไว้ คดีนี้จำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่มีคำวินิจฉัย ดังนี้จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์ตามที่แจ้งการประเมินไปซึ่งจำเลยอื่นๆ ที่เป็นผู้ถือหุ้นจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ อาจจะถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ ชอบที่จะต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสียก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การอุทธรณ์การประเมินเป็นเรื่องบังคับผู้รับการประเมินฝ่ายเดียว ประมวลรัษฎากรไม่ได้บัญญัติว่า โจทก์จะฟ้องคดีระหว่างรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ได้โจทก์จึงฟ้องคดีได้นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า หากตีความเช่นนั้นบทบัญญัติเรื่องการอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากรก็จะไร้ประโยชน์ส่วนเหตุผลของโจทก์ตามคำแก้ฎีกาที่ว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินแล้วหากผู้รับประเมินไม่ชำระ ถือเป็นภาษีค้างตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 โจทก์มีอำนาจยึดอายัดทรัพย์เพื่อให้ได้มาซึ่งภาษีอากรค้างชำระได้ โจทก์ก็ย่อมฟ้องคดีเพื่อให้ได้มาซึ่งภาษีอากรได้ด้วยนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาเรื่องภาษีอากรค้างกับปัญหาเรื่องการนำคดีมาฟ้องเป็นคนละปัญหานำมาเทียบเคียงกันไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาเห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 ฟังขึ้น'

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เดชา สุวรรณโณ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3700/2552

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง..." จำนวนทุนท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2084/2548

จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง อันเป็นการดำเนินการตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 30 (2) แล้ว…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2545 (เลขอ้างอิง 110308)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายหลังจากที่โจทก์ได้แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7405/2544

จำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้แต่ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดี คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีคำวินิจฉัย ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อาจมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่ง ของเจ้าพนัก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9569/2544

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 8 ได้วางข้อห้ามมิให้ฟ้องคดีตามมาตรา 7 (1) ต่อศาลภาษีอากรไว้ซึ่งเป็นการห้ามบุคคลทุกคน หามีข้อยกเว้นให้กรมสรรพากรโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีโดยไ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้