Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2523 (เลขอ้างอิง 33979)

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีใจความว่า หากพนักงานที่บริษัทพิจารณาเห็นว่ามีผลงานประจำปีไม่เป็นที่พอใจพนักงานผู้นั้นจะไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือนตามผลงานพนักงานจะได้รับการตักเตือนหรือบอกกล่าวถึงข้อบกพร่องของตนเพื่อให้มีโอกาสปรับปรุงแก้ไขตนเอง หากยอมปรับปรุงก็จะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนในปีถัดไป ส่วนผู้ที่มีผลงานไม่เป็นที่พอใจอย่างยิ่งหรือมีผลงานไม่ดีติดต่อกันเป็นเวลานานอาจถูกปลดออกจากงานได้นั้น การที่ลูกจ้างมีผลงาน ไม่เป็นที่พอใจนายจ้าง ได้ถูกตักเตือนถึงข้อบกพร่องหลายครั้งหลายหนตลอดมาเป็นเวลาถึง 5 ปี โดยนายจ้างได้ว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือแล้วหลายครั้ง หลังจากนั้นนายจ้างจึงได้ปลดลูกจ้างออกจากงาน ถือได้ว่าลูกจ้าง ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง โดยนายจ้างได้ว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือแล้วตามมาตรา 123(3) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน เรียกบริษัทเอสโซ่ แสตนดาร์ดฯ เป็นโจทก์ที่ 1 เรียกนายชาญ อ่างทองเป็นโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 ฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้างของโจทก์ที่ 1 และเป็นสมาชิกในสหภาพแรงงาน อยู่ภายใต้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโจทก์ที่ 1 กับสหภาพแรงงานซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2519 จนถึงวันฟ้อง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีความว่า ลูกจ้างที่มีผลงานไม่เป็นที่พอใจ โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเลิกจ้างได้ ระหว่าง พ.ศ. 2516 ถึง พ.ศ. 2520 โจทก์ที่ 2 มีผลงานไม่เป็นที่น่าพอใจ โจทก์ที่ 1 จึงใช้สิทธิเลิกจ้างและได้จ่ายเงินทดแทน เงินชดเชย ตามข้อตกลงและตามกฎหมายให้แก่โจทก์ที่ 2 ไปแล้ว แต่โจทก์ที่ 2 ไม่พอใจ

ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ซึ่งมีจำเลยทั้งสิบเป็นกรรมการพิจารณาชี้ขาด จำเลยทั้งสิบพิจารณาแล้วชี้ขาดว่า การที่โจทก์ที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 2 เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ให้โจทก์ที่ 1 จ่ายเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 คำสั่งดังกล่าวเป็นการล่วงละเมิดสิทธิของโจทก์ที่ 1 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์โจทก์ที่ 2 ฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้างของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 สั่งปลดโจทก์ที่ 2 ออกจากงานโดยอ้างว่า ผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 ไม่เป็นที่พอใจของโจทก์ที่ 1 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรมและฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์โจทก์ที่ 2 ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยทั้งสิบซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์

ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 รับโจทก์ที่ 2 กลับเข้าทำงาน และจ่ายเงินเดือนนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน จำเลยทั้งสิบพิจารณาแล้วชี้ขาดว่า การเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ให้โจทก์ที่ 1 จ่ายเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ไม่เคยปฏิบัติงานให้เป็นการเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเลิกจ้าง การที่จำเลยทั้งสิบมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 จ่ายค่าชดเชยบางส่วนและไม่สั่งให้โจทก์ที่ 1 รับโจทก์ที่ 2 กลับเข้าทำงานจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยทั้งสิบให้จำเลยทั้งสิบมีคำสั่งชี้ขาดเพิ่มเติมให้โจทก์ที่ 1 รับโจทก์ที่ 2 กลับเข้าทำงานตามเดิมพร้อมทั้งให้จ่ายเงินรายได้ระหว่างที่สั่งเลิกจ้างจนถึงวันที่รับโจทก์ที่ 2 กลับเข้าทำงานจำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า

โจทก์ที่ 2 มีผลงานไม่เป็นที่พอใจโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 โดยอาศัยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโรงงานโจทก์ที่ 1 กับสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างนอกเหนือจากเหตุที่ระบุไว้ในมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดและฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่อาจใช้บังคับได้ เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมที่สั่งให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 โดยมิได้สั่งให้รับโจทก์ที่ 2 กลับเข้าทำงานก็เพราะโจทก์ที่ 2 มีผลงานไม่เป็นที่พอใจนายจ้าง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กับให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 และจำเลยทั้งสิบอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ที่ 2 และจำเลยทั้งสิบฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

โจทก์ที่ 2 เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน สหภาพแรงงานนี้ได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้กับโจทก์ที่ 1 ในหมวด 4 ข้อ 3 ใจความว่า หากพนักงานที่บริษัท(โจทก์ที่ 1) พิจารณาเห็นว่า มีผลงานประจำปีไม่เป็นที่พอใจ พนักงานผู้นั้นจะไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือนตามผลงาน พนักงานผู้นั้นจะได้รับการตักเตือนหรือบอกกล่าวถึงข้อบกพร่องของตนเพื่อให้มีโอกาสปรับปรุงแก้ไขตนเอง หากยอมปรับปรุงก็จะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนในปีถัดไป ส่วนผู้ที่มีผลงานไม่เป็นที่พอใจอย่างยิ่งหรือมีผลงานไม่ดีติดต่อกันเป็นเวลานานอาจถูกปลดออกจากงานได้ เห็นว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันระหว่างโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างกับโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์

พ.ศ. 2518 มาตรา 19 เมื่อโจทก์ที่ 2 มีผลงานไม่เป็นที่พอใจโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้าง ได้ถูกตักเตือนถึงข้อบกพร่องหลายครั้ง หลายหนตลอดมาเป็นเวลาถึง 5 ปี โดยนายจ้างได้ว่ากล่าวและตักเตือนเป็นหนังสือแล้วหลายครั้ง หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 จึงได้ปลดโจทก์ที่ 2 ออกจากงาน ถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง โดยนายจ้างได้ว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ตามมาตรา 123(3) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 การกระทำของโจทก์ที่ 1 หาขัดกับบทบัญญัติมาตราดังกล่าวนี้ไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชุบ วีระเวคิน · อัมพล สุวรรณภักดี · สมบูรณ์ บุญภินนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 706930)

กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 710790)

กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5712/2561

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 บัญญัติห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ เว้นแต่ลูกจ้างกระทำความผิดต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15347/2558

แม้ผู้กล่าวหาซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์จะมิได้ร่วมลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อภายหลังจากฝ่ายลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้อง ฝ่ายโจทก์กับฝ่ายลูกจ้างมีการเจรจากันตามกฎหมายแล้วแต่ไม่สามารถตกลงกัน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3943/2557

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ต้องวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างที่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมต้องใช้เหตุเลิกจ้างเฉพาะที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น จะยกเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้