Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3184/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยได้ด่า ส. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่า "ตอแหล" ต่อหน้าพนักงานอื่นในสถานที่ทำงานขณะที่ ส.สั่งห้ามพนักงานพูดเสียงดังการที่โจทก์ด่าส.โดยใช้ถ้อยคำว่า "ตอแหล" ซึ่งมีความหมายว่าเป็นคนพูดเท็จอันเป็นการแสดงกิริยากระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาด้วยการใช้วาจาดูหมิ่น เหยียดหยามและก้าวร้าว เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งจำเลยได้จัดไว้ในหัวข้อเรื่องวินัยและความประพฤติทั่วไปของพนักงาน แยกต่างหากจากหัวข้อเรื่องความผิดร้ายแรงซึ่งได้ระบุการกระทำที่เป็นความผิดร้ายแรงไว้โดยเฉพาะ ซึ่งแสดงว่าจำเลยไม่ได้ถือว่าการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวเป็นความผิดกรณีร้ายแรงแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อปรับการกระทำของโจทก์กับระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยดังกล่าวแล้ว การกระทำของโจทก์เป็นเพียงฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีทั่วไป หาเป็นความผิดกรณีร้ายแรงไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยเตือนโจทก์เป็นหนังสือมาก่อน จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามข้อ 46 แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 47

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่7 ตุลาคม 2538 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า อันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคิดเป็นเงิน3,480 บาท โจทก์ทำงานให้จำเลยติดต่อกันครบ 3 ปีแล้ว จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยคิดเป็นเงิน 26,100 บาท และโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่ขาดรายได้ในการประกอบอาชีพคิดเป็นเงิน 21,750 บาท นอกจากนี้จำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์จำนวน 2,610 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปียกเว้นดอกเบี้ยในค่าจ้างค้างจ่ายให้คิดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทั้งนี้นับแต่วันเลิกจ้างสำหรับดอกเบี้ยในค่าชดเชย

ส่วนดอกเบี้ยในเงินอื่นนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จจำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ด่าผู้บังคับบัญชาในแผนกในขณะทำงานซึ่งมีพนักงานที่อยู่ด้วย อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชยและค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องวันนัดพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างค้างจ่ายจากจำเลยแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์เพียงกล่าวคำในลักษณะที่ทำให้นางสาวสมปองเสียหายไม่ถึงกับทำร้ายร่างกายหรือทะเลาะวิวาท หลังจากนั้นโจทก์ยังคงทำงานต่อไปตามหน้าที่ไม่ทำให้จำเลยเสียหายจึงมิใช่ความผิดกรณีร้ายแรง แต่การกระทำของโจทก์มีลักษณะกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาและขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งให้โจทก์หยุดพูดคุย จำเลยมีเหตุสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์ แต่จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 26,100 บาท แก่โจทก์คำขออื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงอันจำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์หรือไม่

จำเลยอุทธรณ์ว่าการที่โจทก์ด่านางสาวสมปองผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นผู้ควบคุมงานต่อหน้าพนักงานอื่น60 กว่าคน ว่า "ตอแหล" ตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมานั้นเป็นการกระด้างกระเดื่อง หยาบคายดูหมิ่น ก้าวร้าวต่อผู้บังคับบัญชา ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหมวด 9 ข้อ 7 และข้อ 26 ทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเสียหายแก่การปกครองและการบังคับบัญชาจึงเป็นความผิดกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้ด่านางสาวสมปองซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่า "ตอแหล" ต่อหน้าพนักงานอื่นในสถานที่ทำงานขณะที่นางสาวสมปองสั่งห้ามพนักงานพูดเสียงดังเห็นว่า ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.1 หมวด 9 เรื่องวินัยและความประพฤติทั่วไปของพนักงาน ข้อ 7 มีข้อความว่า "พนักงานต้องไม่แสดงกิริยาใช้วาจาวาดรูปภาพลามกอนาจาร หรือขีดเขียนข้อความหยาบคายก้าวร้าวดูหมิ่น ล่วงเกินหรือเหยียดหยามบุคคลใด ๆ ในสถานที่ทำการหรือบริเวณบริษัทฯ หรือไม่กล่าววาจายุยง ส่งเสริมส่อเสียด" และข้อ 26 มีข้อความว่า "พนักงานต้องปฏิบัติงานในหน้าที่ของตนที่ได้รับมอบหมายอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ผลดีแก่บริษัทฯ และตัวพนักงานเอง และต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา

ไม่แสดงอาการหยาบคายหรือกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา" การที่โจทก์ด่านางสาวสมปองโดยใช้ถ้อยคำว่า "ตอแหล" ซึ่งมีความหมายว่าเป็นคนพูดเท็จนั้นเป็นการแสดงกิริยากระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาด้วยการใช้วาจาดูหมิ่น เหยียดหยาม และก้าวร้าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยดังกล่าวข้างต้นซึ่งจำเลยได้จัดไว้ในหัวข้อเรื่องวินัยและความประพฤติทั่วไปของพนักงานแยกต่างหากจากหัวข้อเรื่องความผิดร้ายแรงซึ่งได้ระบุการกระทำที่เป็นความผิดร้ายแรงไว้โดยเฉพาะแสดงให้เห็นชัดว่า จำเลยไม่ได้ถือว่าการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวด 9 ข้อ 7และข้อ 26 เป็นความผิดกรณีร้ายแรงแต่อย่างใด ดังนั้น

เมื่อปรับการกระทำของโจทก์กับระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่าการกระทำของโจทก์เป็นเพียงฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีทั่วไป หาเป็นความผิดกรณีร้ายแรงไม่ กับทั้งได้พิเคราะห์พฤติการณ์การกระทำของโจทก์แล้วเห็นว่าเป็นเพียงการกระทบกระทั่งล่วงเกินกันธรรมดาอันเป็นปกติของพนักงานซึ่งทำงานอยู่ร่วมกันจำนวนมากย่อมจะหลีกเลี่ยงได้ยากไม่ทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องเสียหายแก่การปกครองและการบังคับบัญชาเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยเตือนโจทก์เป็นหนังสือมาก่อน จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ตามข้อ 46 แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ ตันติเตมิท · อัมพร ทองประยูร · อำนวย หมวดเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3211/2545

การที่โจทก์ยื่นใบลาป่วยโดยมีใบรับรองแพทย์และได้รับอนุญาตให้ลาจนครบกำหนด และมาทำงานแล้ว ก็ตาม หากจำเลยสงสัยว่าโจทก์ป่วยจริงหรือไม่หรือใช้สิทธิลาป่วยไม่สุจริต ก็ชอบที่จะสั่งให้โจทก์ไปตรวจกับ แพทย์อื่นซึ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7038/2544

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 2 และข้อ 47 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 583 หมายความว่า ลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ทั้งนี้ ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2417/2544

ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 2 และข้อ 47 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 583 บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว หมายความว่า ลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง ทั้งนี้ลูกจ้างต้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2257/2543

ประกาศของจำเลยที่ห้ามพนักงานของโรงแรมซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยไปขับรถจักรยานยนต์รับจ้างนอกเวลาทำงานตามปกติ ได้ระบุถึงเขตพื้นที่ที่ห้ามไว้โดยเฉพาะคือบริเวณโรงแรมของจำเลยเท่านั้น จึงเป็นอำนาจของจำเลยที่จะ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1896/2543

โจทก์ทำงานอยู่แผนกจัดส่ง มีหน้าที่รับส่งและบรรจุน้ำมันลงถังการที่ ว. หัวหน้าแผนกซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์สั่งให้โจทก์ไปตักน้ำมัน และไขน้ำมันจากท่อน้ำรวมในโรงงานซึ่งมีน้ำสกปรกไหลผ่าน เป็นการสั่งให…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้