Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3042/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สินค้าพิพาทโจทก์สั่งซื้อได้ชำระราคาโดยเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตไว้กับธนาคาร และธนาคารได้หักบัญชีค่าสินค้าจากโจทก์ส่งให้ผู้ขาย มีจำนวนเงินตรงกับใบกำกับสินค้า และตรงกับที่โจทก์สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้า อีกทั้งจำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบปฏิเสธในเรื่องนี้ ย่อมมีเหตุผลรับฟังได้ว่า โจทก์ได้สั่งซื้อ และชำระราคาสินค้าไปตามที่ได้สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าจริงจึงพอฟังได้ในเบื้องต้นว่าเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด จำเลยทั้งสองได้ประเมินราคาสินค้าพิพาทโดยเทียบเคียงกับบัตรราคาซึ่งเป็นไปตามคำสั่งทั่วไปของจำเลยที่ 1ที่ 24/2517 บางรายการต้องอาศัยการเทียบเคียงกับบัตรราคาที่ใกล้เคียงและตามประกาศกองตีราคาที่ 1/2517 ที่ 3/2517 และตามรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับราคาศุลกากรครั้งที่ 5 หลักเกณฑ์ตามคำสั่งทั่วไปและการเทียบเคียงตามประกาศการตีราคาดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติเพื่อหาราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเท่านั้น หาเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวว่าราคาของสินค้าที่นำเข้าจะต้องเป็นจริงตามนั้นไม่ คำสั่งและประกาศดังกล่าวมีมานานแล้วตั้งแต่ปี 2517 มีระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะนำสินค้าพิพาทเข้ามาถึง 10 ปี อีกทั้งบัตรราคานั้น แม้ว่ากองวิเคราะห์และประเมินราคาร่วมกันกำหนดขึ้นแต่ก็ไม่ได้ความว่าราคาในบัตรนั้นกำหนดขึ้นโดยมีหลักเกณฑ์อย่างใด และไม่ปรากฏว่าราคาในบัตรนั้นเป็นราคาของสินค้าในปีใด อีกทั้งแม้จะปรากฏว่าบัตรพิพาทได้กำหนดขึ้นตั้งแต่ปี 2523 และ 2524 ก็เป็นระยะเวลาห่างไกลกับระยะเวลาที่โจทก์นำสินค้าพิพาทเข้ามา จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าราคาที่จำเลยที่ 1 นำมาเทียบเคียงนั้นเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองยกขึ้นอุทธรณ์ได้แม้จะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลภาษีอากรกลางก็ตามแต่การจะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ได้จะต้องได้ข้อเท็จจริงอันเป็นยุติด้วยว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินดังกล่าว ปรากฏในคดีสำนวนแรกแม้จำเลยที่ 1 จะให้การไว้ด้วยว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมิน แต่ในคดีสำนวนหลัง โจทก์ก็ได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่าได้อุทธรณ์การประเมินแล้ว ศาลภาษีอากรกลางหาได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทให้ทั้งสองฝ่ายนำสืบถึงข้อเท็จจริงส่วนนี้ไม่ อีกทั้งในการสืบพยานของโจทก์ก็ไม่มีพยานโจทก์คนใดเบิกความยอมรับว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินดังกล่าว จึงไม่มีข้อเท็จจริงในกระบวนพิจารณาโดยชอบที่จะใช้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 30 ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลภาษีอากรกลางสั่งให้การพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันสำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงไว้เป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด การประเมินของจำเลยมิชอบ ให้เพิกถอนการประเมินดังกล่าว และให้จำเลยรับผ้าไว้เป็นค่าภาษีและคืนเงินค่าภาษีหรือหลักประกันของธนาคารมูลค่า 614,600 บาท แก่โจทก์จำเลยให้การว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายโจทก์มีหน้าที่ชำระภาษีอากรตามกฎหมายโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะร้องขอยกสินค้าให้จำเลยแทนการชำระภาษีดังที่อ้าง ขอให้ยกฟ้องสำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ภาษีอากรกับเงินเพิ่มต่าง ๆ อีก 1,731,950.77 บาท ขอให้บังคับจำเลยให้ชำระภาษีอากรและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 1,731,950.77 บาทจำเลยให้การว่า

การประเมินของโจทก์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยยังไม่ได้ชำระภาษีอากรที่สำแดงตามหลักการที่กำหนดไว้และชอบด้วยกฎหมาย จำเลยยังไม่ได้นำของรายพิพาทออกไปจากอารักขาของโจทก์ที่ 1 เลย จำเลยไม่ประสงค์จะขอรับสินค้าพิพาทเพราะโจทก์ประเมินไม่ชอบและผลักภาระการเก็บรักษาสินค้าพิพาทที่โจทก์ยึดไว้ให้จำเลยชำระ เมื่อจำเลยไม่ได้นำของรายพิพาทออกไปจากอารักขาของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอาหลักประกันหรือเงินค่าอากรขาเข้าจากจำเลย เมื่อจำเลยขอยกเลิกใบขนสินค้าและไม่ขอรับของรายนี้ โจทก์ต้องคืนหลักประกันหรือเงินที่เรียกเก็บไว้แล้วให้แก่จำเลยทั้งหมด โจทก์ไม่มีอำนาจยึดหลักประกันหรือเรียกเงินอากรขาเข้าจากจำเลย โดยที่สินค้าจำเลยยังอยู่ในอารักขาของโจทก์ที่ 1 ขอให้ยกฟ้องเมื่อรวมการพิจารณาแล้ว

ศาลภาษีอากรกลางสั่งให้เรียกบริษัททักราล จำกัด ว่าโจทก์ กรมศุลกากรว่าจำเลยที่ 1 และกรมสรรพากรว่าจำเลยที่ 2ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยตามแบบแจ้งการประเมินที่ กค 0613(ก)/1-5560 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2528 คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนคดีหมายเลขดำที่ 114/2535ของศาลภาษีอากรกลางจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2527 โจทก์ซื้อผ้าผืนทอด้วยใยประดิษฐ์ กำเนิดในประเทศเกาหลีใต้จากบริษัทพาราวีนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประเทศสิงคโปร์ เข้ามาในราชอาณาจักรรวม 2 รายการ และวันที่ 25 ตุลาคม 2527 โจทก์ได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเลขที่ 107-72146ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โดยมีธนาคารภารตโอเวอร์ซีส์จำกัด

ได้ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ค่าภาษีอากรที่โจทก์จะต้องชำระเป็นเงิน 614,600 บาท ให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจพบว่าสินค้าผ้าของโจทก์มีชนิดและจำนวนไม่ตรงกับที่สำแดงและสินค้าผ้ารายการที่ 1 มีความยาวเกินกว่าที่โจทก์สำแดงไป 1,104 หลา พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1จึงกักสินค้าไว้และเห็นว่าราคาที่โจทก์สำแดงไว้ไม่ใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด จึงประเมินราคาสินค้าตามที่ตรวจพบโดยเทียบราคาสินค้ากับบัตรราคาตามคำสั่งทั่วไปของจำเลยที่ 1 ที่ 24/2517 หลังจากมีการทบทวนการประเมินใหม่แล้วในที่สุดประเมินราคาสินค้า1,891,893.25 บาท อากรขาเข้า 1,362,163.14 บาท ภาษีการค้า323,615.91 บาท

ภาษีบำรุงเทศบาล 32,361.59 บาท จำเลยที่ 1ได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระค่าภาษีอากรรวมทั้งเบี้ยปรับเป็นเงินทั้งสิ้น 1,946,799.12 บาท โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้วแต่ไม่ชำระในกำหนด จำเลยที่ 1 ได้ทวงถามให้ธนาคารภารตโอเวอร์ซีส์ จำกัด ชำระค่าภาษีอากรตามหนังสือค้ำประกันธนาคารดังกล่าวได้นำเงินตามหนังสือค้ำประกันจำนวน 614,600 บาทมาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว คงเหลือค่าภาษีอากรที่โจทก์ยังคงค้างชำระพร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายเป็นเงิน 1,731,950.77 บาทปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยจำเลยทั้งสองแยกอุทธรณ์เป็น 2 ปัญหากล่าวคือ

ปัญหาเรื่องประมาณผ้ารายการที่ 1 ต้องฟังตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 1ตรวจพบโดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างว่ามีปริมาณ 13,745 หลา เกินจากที่โจทก์สำแดงไป 1,104 หลา หรือไม่ และปัญหาเรื่องราคาอันแท้จริงในท้องตลาดของสินค้าพิพาทมีเพียงใด สำหรับปัญหาเรื่องปริมาณผ้าที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1ตรวจสินค้าผ้าของโจทก์นั้น ผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้ร่วมตรวจอยู่ด้วย เมื่อตรวจพบว่าปริมาณผ้าเกินกว่าที่โจทก์สำแดงไป 1,104 หลาตัวแทนของโจทก์ได้ทำบันทึกยินยอมชำระภาษีอากรที่ขาดตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 59 ย่อมแสดงว่าโจทก์พอใจยอมรับในวิธีการตรวจวัดและผลการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงต้องฟังว่าสินค้าผ้าพิพาทมีปริมาณเกินกว่าที่โจทก์สำแดงไป 1,104 หลา

เห็นว่าตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 59 นั้นเป็นกรณีที่โจทก์เสนอให้จำเลยที่ 1 ระงับคดีอาญาข้อหาสำแดงเท็จโดยโจทก์ยินยอมที่จะชำระค่าภาษีอากรที่ขาดพร้อมทั้งค่าปรับให้ เจตนาของโจทก์ก็เพื่อให้มีการระงับการดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าข้อเสนอของโจทก์นั้นได้รับการพิจารณาจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ อย่างไร เพราะหลังจากที่โจทก์เสนอตามเอกสารดังกล่าวแล้ว ก็ยังปรากฏว่ามีการส่งเรื่องให้กองคดีของจำเลยที่ 1 ดำเนินการกับโจทก์ต่อไปจนในที่สุดพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ในข้อหาหลีกเลี่ยงอากรและสำแดงเท็จ ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ยอมรับวิธีการตรวจวัดและผลการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อจำนวนผ้าของโจทก์มีถึง200 กว่าพับ แต่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ตรวจวัดโดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างจากผ้าเพียง 6 พับ ซึ่งมีปริมาณเกินกว่าที่ระบุไว้ไปเพียง 4 พับ และปริมาณน้อยกว่าที่ระบุไว้ 2 พับ แล้วถั่วเฉลี่ยว่าผ้าของโจทก์มีปริมาณเกินไป 1,104 หลา เป็นการตรวจวัดที่ไม่ได้ผลแน่นอนจากความเป็นเท็จของผ้าทั้งหมด จึงฟังไม่ได้ว่าปริมาณของสินค้าผ้าของโจทก์เกินไปกว่าที่โจทก์สำแดงส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า

ราคาสินค้าพิพาทที่โจทก์สำแดงไม่ใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1จึงต้องเทียบราคาสินค้าพิพาทกับบัตรราคาสินค้าชนิดเดียวกันตามแนวปฏิบัติในการตีราคาตามระเบียบและคำสั่งทั่วไปของจำเลยที่ 1ที่ 24/2517 เป็นการชอบแล้วนั้น โจทก์มีนางสาวพัชรี อเนกลาภเสรีหัวหน้าแผนกนำเข้าผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความว่า สินค้าพิพาทโจทก์สั่งซื้อได้ชำระราคาโดยเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตไว้กับธนาคารภรตโอเวอร์ซีส์ จำกัด และธนาคารได้หักบัญชีค่าสินค้าจากโจทก์ส่งให้ผู้ขายตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 2 และ แผ่นที่ 13 ถึง 16มีจำนวนเงินตรงกับใบกำหนดสินค้าเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 4 และตรงกับที่โจทก์สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าเอกสารหมาย

ล.1 แผ่นที่ 66คำเบิกความของนางสาวพัชรีไม่มีข้อน่าสงสัยเพราะเบิกความประกอบเอกสารอีกทั้งจำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบปฏิเสธในเรื่องนี้ย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า โจทก์ได้สั่งซื้อและชำระราคาสินค้าไปตามที่ได้สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าจริง จึงพอฟังได้ในเบื้องต้นว่าเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด หากจำเลยทั้งสองเห็นว่าราคาที่โจทก์สั่งซื้อและชำระไปดังกล่าวมิใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดจำเลยทั้งสองก็จะต้องมีพยานหลักฐานพิสูจน์ให้ฟังได้เช่นนั้นจำเลยทั้งสองคงมีแต่นางสาวศิริพรรณ เหลืองบริบูรณะ เจ้าหน้าที่ประเมินมาเบิกความว่าได้ประเมินราคาสินค้าพิพาทโดยเทียบเคียงกับบัตรราคาเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 8 ถึง 10 ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งทั่วไปของจำเลยที่ 1 ที่ 24/2517 ตามเอกสารหมาย

ล.1 แผ่นที่ 62บางรายการต้องอาศัยการเทียบเคียงกับบัตรราคาที่ใกล้เคียงและตามประกาศกองตีราคาที่ 1/2517 ที่ 3/2517 และตามรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับราคาศุลกากรครั้งที่ 5 ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 1, 2 และ 7 หลักเกณฑ์ตามคำสั่งทั่วไปและการเทียบเคียงตามประกาศการตีราคาดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติเพื่อหาราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเท่านั้น หาเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวว่าราคาของสินค้าที่นำเข้าจะต้องเป็นจริงตามนั้นไม่ คำสั่งและประกาศดังกล่าวมีมานานแล้วตั้งแต่ปี 2517 มีระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะนำสินค้าพิพาทเข้ามาถึง 10 ปี อีกทั้งบัตรราคานั้นแม้จะได้ความจากคำเบิกความของนายอำนวย พยุงพันธ์ ว่ากองวิเคราะห์และปริมาณราคาร่วมกันกำหนดขึ้น แต่ก็ไม่ได้ความว่าราคาในบัตรนั้นกำหนดขึ้นโดยมีหลักเกณฑ์อย่างใด

นางสาวศิริพรรณก็เบิกความว่า ไม่ทราบว่าราคาในบัตรนั้นเป็นราคาของสินค้าในปีใด นางประทิน แสงไทย พยานจำเลยก็เบิกความว่าบัตรราคาเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 9 ไม่ตรงกับผ้าพิพาทเพราะชื่อไม่เหมือนกัน อีกทั้งแม้จะปรากฏว่าบัตรพิพาทได้กำหนดขึ้นตั้งแต่ปี 2523 และ 2524 ก็เป็นระยะเวลาห่างไกลกับระยะเวลาที่โจทก์นำสินค้าพิพาทเข้ามา พยานจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าราคาที่จำเลยที่ 1 นำมาเทียบเคียงนั้นเป็นราคาขายเงินสดซึ่งจะพึงขายของประเภทและชนิดเดียวกันโดยไม่ขาดทุน ณ เวลาและที่ที่นำเข้าตามความหมายของราคาอันแท้จริงในท้องตลาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าราคาที่โจทก์สำแดงไว้เป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด

การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 โดยอาศัยเทียบเคียงกับบัตรราคาตามคำสั่งทั่วไปของจำเลยที่ 1 และประกาศดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องไม่ชอบด้วยกฎหมายปัญหาที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล เพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากรนั้นเห็นว่า แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองยกขึ้นอุทธรณ์ได้แม้จะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลภาษีอากรกลางก็ตาม แต่การจะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ได้จะต้องได้ข้อเท็จจริงอันเป็นยุติด้วยว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินดังกล่าว

ปรากฏในคดีสำนวนแรกแม้จำเลยที่ 1 จะให้การไว้ด้วยว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินแต่ในคดีสำนวนหลัง โจทก์ก็ได้ทำการต่อสู้ไว้ด้วยว่าได้อุทธรณ์การประเมินแล้ว ศาลภาษีอากรกลางหาได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทให้ทั้งสองฝ่ายนำสืบถึงข้อเท็จจริงส่วนนี้ไม่ อีกทั้งในการสืบพยานของโจทก์ก็ไม่มีพยานโจทก์คนใดเบิกความยอมรับว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินดังกล่าว จึงไม่มีข้อเท็จจริงในกระบวนพิจารณาโดยชอบที่จะใช้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ไม่ได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สละ เทศรำพรรณ · นิเวศน์ คำผอง · ชลอ ทองแย้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3322/2554

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาระบุปีภาษี รายละเอียดแสดงการคำนวณภาษี ภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทั้งแสดงเหตุผลที่ประเมินไว้ท้ายหนังสือดังกล่าว สำหรับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1010/2537

ราคาของที่นำมาเป็นฐานในการคำนวณภาษีอากรนั้นต้องคิดจากราคาสินค้ารวมกับค่าประกันภัยและค่าระวาง เรียกว่า ราคาซี.ไอ.เอฟ. ที่โจทก์อ้างว่าโต้แย้งเฉพาะค่าขนส่งก็ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับราคาของ เมื่อโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2864/2536

กรมการศุลกากรจำเลยได้รับมอบหมายจากกรมสรรพากรให้เรียกเก็บภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล การที่จำเลยเรียกเก็บเกินจากโจทก์โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกส่วนที่เกินคืนได้โดยไม่ต้องฟ้องกรมสรรพากรด้วย และไม่ใช่เป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2535

โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีดังกล่าวตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลภาษีอากรแล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4301/2534

พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 10 ทวิ วรรคแรก บัญญัติว่า ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของ เข้าสำเร็จ และมาตรา 41 บัญญัติว่า การนำของเข้ามาเป็นอันสำเร็จ แต่ขณะที่เรือซึ่งน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้