Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2845/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยสำแดงราคาสินค้าที่นำเข้าต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริงอันเป็นกรณีสำแดงเท็จตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งความนำจับหรือไม่ก็ไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เมื่อไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 จึงเป็นกรณีที่เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสามได้ แม้จะมิได้ระบุการเรียกเก็บมาในแบบแจ้งการประเมินก็ตาม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 102

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อระหว่างวันที่ 7 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2538 จำเลยได้นำสินค้าประเภทไขพาราฟิน ซัลเฟตของเหล็ก สังกะสี ออกไซด์ ซัลเฟตของสังกะสี แบเรียมซัลเฟต กรดคลอริก และซัลเฟตของทองแดง จากเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ไต้หวันและประเทศมาเลเซียเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ 10 เที่ยว โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละเที่ยวต่อโจทก์ที่ 1 รวม 10 ฉบับ เพื่อขอผ่านพิธีการทางศุลกากร โจทก์ที่ 1 ได้พิจารณาแล้วพอใจราคาสินค้าตามที่สำแดงและตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไป ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 โจทก์ที่ 1 ได้ทำการตรวจค้นบริษัทจำกัดและบริษัทเกรดแมน (ประเทศไทย)

จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยยึดได้เอกสารหลักฐานบัญชีราคาสินค้าอันแท้จริงของสินค้าที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าวมาทำการตรวจสอบ ปรากฏว่า ราคาของสินค้าตามที่จำเลยได้สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสิบฉบับดังกล่าวมีราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริงตามที่ตรวจพบ จึงเป็นกรณีสำแดงราคาของอันเป็นเท็จเพื่อเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร ทำให้จำเลยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ขาดไปรวมทั้งสิ้น 1,860,873 บาท โจทก์ที่ 1 จึงได้แจ้งการประเมินภาษีอากรที่จำเลยต้องชำระเพิ่มจำนวนดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระและไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน จำเลยจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระแต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระและรับผิดเสียเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (3)

อีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่เสียคลาดเคลื่อน จำเลยต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากร เงินเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 3,138,675 บาท และต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระนับแต่วันตรวจปล่อยจนกว่าจะชำระเสร็จตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 โจทก์ได้ติดตามทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากร 3,138,675 บาท และเงินเพิ่มอากรในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากร จำนวน 1,221,972 บาท นับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร 3,138,675 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อระหว่างวันที่ 7 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2538 จำเลยได้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ 10 เที่ยว โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่อโจทก์ที่ 1 รวม 10 ฉบับ เพื่อขอผ่านพิธีการทางศุลกากร โจทก์ที่ 1 ได้พิจารณาแล้วพอใจราคาสินค้าตามที่สำแดงและตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่อโจทก์ที่ 1 รวม 10 ฉบับ เพื่อขอผ่านพิธีการทางศุลกากร โจทก์ที่ 1 ได้พิจารณาแล้วพอใจราคาสินค้าตามที่สำแดงและตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มเอกสารหมาย

จ.1 แผ่นที่ 43, 59, 79, 95, 108, 121, 136, 160, 179 และ 194 ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้ทำการตรวจค้นสำนักงานของจำเลยและบริษัทเกรดแมน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลย ยึดได้เอกสารหลักฐานบัญชีราคาสินค้าอันแท้จริงของสินค้าที่จำเลยนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า ราคาของสินค้าตามจำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มทั้ง 10 ฉบับ ดังกล่าวมีราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริง กรณีจึงเป็นการสำแดงเท็จเพื่อเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร ทำให้จำเลยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไปรวมเป็นเงิน 1,860,873 บาท

โจทก์ที่ 1 จึงได้แจ้งการประเมินให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มทั้ง 10 ฉบับเพิ่มเติม คือ อากรขาเข้าที่ชำระขาดจำนวน 1,221,972 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระขาดจำนวน 638,901 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 638,901 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 638,901 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,138,675 บาท ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออกภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มและรายละเอียดการคำนวณอากรขาด ภาษีมูลค่าเพิ่มขาด เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 32 ถึง 42 จำเลยได้รับแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้วตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 30 แต่มิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้าน

การประเมินภาษีอากรตามการประเมินจึงยุติ โจทก์ที่ 1 มีหนังสือทวงถามตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 325 และ 326 แต่จำเลยเพิกเฉย ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยต้องชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรขาเข้าจำนวน 1,221,972 บาท นับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว บัญญัติว่า เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้น

นับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมาชำระแต่มิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวในกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 และในการคำนวณเงินเพิ่ม เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน และเงินเพิ่มนั้นให้ถือเป็นเงินอากร จะเห็นได้ว่า กฎหมายมิได้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวเฉพาะกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เท่านั้น หากเป็นกรณีอื่น เช่น กรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มเนื่องจากมีการสำแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ย่อมเรียกเงินเพิ่มดังกล่าวได้ และกรณีที่มีผู้แจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 ตามความเห็นของศาลภาษีอากรกลาง

เพราะกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบเองเท่านั้น กฎหมายจึงบัญญัติแต่เพียงการจ่ายเงินรางวัลเท่านั้นมิได้บัญญัติถึงการจ่ายเงินสินบนด้วย ต่างกับกรณีสำแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ที่อาจมีผู้แจ้งความนำจับหรือเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบเองก็ได้กฎหมายจึงบัญญัติทั้งการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล กล่าวคือหากเป็นกรณีมีผู้แจ้งความนำจับให้จ่ายทั้งเงินสินบนและเงินรางวัล แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไม่มีผู้แจ้งความนำจับก็ให้จ่ายเป็นเงินรางวัลซึ่งมีอัตราต่ำกว่ากรณีมีผู้แจ้งความนำจับ ฉะนั้นจะเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 หรืออนุมาตรา 3 สาระสำคัญจึงอยู่ที่การเรียกเก็บอากรเพิ่มนั้น

เนื่องจากมีการสำแดงเท็จหรือไม่ หากมีการสำแดงเท็จย่อมจะเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 จึงเรียกเก็บเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสามได้ ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งความนำจับหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้การเรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวย่อมกระทำได้ แม้จะมิได้ระบุไว้ในแบบแจ้งการประเมินก็ตาม เพราะเป็นกรณีเรียกเก็บเงินเพิ่มตามที่กฎหมายคือมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสาม บัญญัติไว้ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ดุลพินิจไม่เรียกเก็บได้ ต่างจากการเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละยี่สิบของจำนวนค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มที่มาตรา 112 ตรี ให้อำนาจอธิบดีของโจทกที่ 1 ที่จะเรียกเก็บหรือไม่ก็ได้

หากเรียกเก็บจึงต้องระบุไว้ในแบบแจ้งการประเมิน คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสำแดงราคาสินค้าที่นำเข้าต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริง จึงเป็นกรณีสำแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งความนำจับหรือไม่ก็ไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 อนุมาตรา 3 เมื่อไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 จึงเป็นกรณีที่เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสามได้ แม้จะมิได้ระบุการเรียกเก็บมาในแบบแจ้งการประเมินก็ตาม ที่ศาลภาษีอากรกลางมิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่เห็นด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรจำนวน 1,221,972 บาท นับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4374/2566

ชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที่โจทก์นำเข้ามาตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทมีชิ้นส่วนอุปกรณ์ชุดหัวเทียน (Spark Plug) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2561

โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยนำเข้าสินค้าพิพาทโดยสำแดงอัตราพิกัดศุลกากรไม่ถูกต้อง จึงได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม ไม่ใช่กรณีคำนวณอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปี นับจากวันที่น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8708/2553

ผู้นำของเข้าไม่อุทธรณ์การประเมินต้องถือว่าผู้นำของเข้าพอใจการประเมินอากรขาเข้าและอากรพิเศษตามการประเมินนั้นย่อมเป็นอันยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3798/2552

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2227/2541

กรมศุลกากรจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร เพื่องดการนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาล แต่ไม่ปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ทำการประเมินอากรที่โจทก์ต้องเสียและออกแบบแจ้งการประเมิน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้