Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2845/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยสำแดงราคาสินค้าที่นำเข้าต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริงอันเป็นกรณีสำแดงเท็จตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งความนำจับหรือไม่ก็ไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เมื่อไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 จึงเป็นกรณีที่เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสามได้ แม้จะมิได้ระบุการเรียกเก็บมาในแบบแจ้งการประเมินก็ตาม

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 Section 112 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 Section 102

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อระหว่างวันที่ 7 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2538 จำเลยได้นำสินค้าประเภทไขพาราฟิน ซัลเฟตของเหล็ก สังกะสี ออกไซด์ ซัลเฟตของสังกะสี แบเรียมซัลเฟต กรดคลอริก และซัลเฟตของทองแดง จากเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ไต้หวันและประเทศมาเลเซียเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ 10 เที่ยว โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละเที่ยวต่อโจทก์ที่ 1 รวม 10 ฉบับ เพื่อขอผ่านพิธีการทางศุลกากร โจทก์ที่ 1 ได้พิจารณาแล้วพอใจราคาสินค้าตามที่สำแดงและตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไป ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 โจทก์ที่ 1 ได้ทำการตรวจค้นบริษัทจำกัดและบริษัทเกรดแมน (ประเทศไทย)

จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยยึดได้เอกสารหลักฐานบัญชีราคาสินค้าอันแท้จริงของสินค้าที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าวมาทำการตรวจสอบ ปรากฏว่า ราคาของสินค้าตามที่จำเลยได้สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสิบฉบับดังกล่าวมีราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริงตามที่ตรวจพบ จึงเป็นกรณีสำแดงราคาของอันเป็นเท็จเพื่อเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร ทำให้จำเลยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ขาดไปรวมทั้งสิ้น 1,860,873 บาท โจทก์ที่ 1 จึงได้แจ้งการประเมินภาษีอากรที่จำเลยต้องชำระเพิ่มจำนวนดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระและไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน จำเลยจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระแต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระและรับผิดเสียเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (3)

อีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่เสียคลาดเคลื่อน จำเลยต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากร เงินเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 3,138,675 บาท และต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระนับแต่วันตรวจปล่อยจนกว่าจะชำระเสร็จตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 โจทก์ได้ติดตามทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากร 3,138,675 บาท และเงินเพิ่มอากรในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากร จำนวน 1,221,972 บาท นับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร 3,138,675 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อระหว่างวันที่ 7 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2538 จำเลยได้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ 10 เที่ยว โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่อโจทก์ที่ 1 รวม 10 ฉบับ เพื่อขอผ่านพิธีการทางศุลกากร โจทก์ที่ 1 ได้พิจารณาแล้วพอใจราคาสินค้าตามที่สำแดงและตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่อโจทก์ที่ 1 รวม 10 ฉบับ เพื่อขอผ่านพิธีการทางศุลกากร โจทก์ที่ 1 ได้พิจารณาแล้วพอใจราคาสินค้าตามที่สำแดงและตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มเอกสารหมาย

จ.1 แผ่นที่ 43, 59, 79, 95, 108, 121, 136, 160, 179 และ 194 ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้ทำการตรวจค้นสำนักงานของจำเลยและบริษัทเกรดแมน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลย ยึดได้เอกสารหลักฐานบัญชีราคาสินค้าอันแท้จริงของสินค้าที่จำเลยนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า ราคาของสินค้าตามจำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มทั้ง 10 ฉบับ ดังกล่าวมีราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริง กรณีจึงเป็นการสำแดงเท็จเพื่อเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร ทำให้จำเลยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไปรวมเป็นเงิน 1,860,873 บาท

โจทก์ที่ 1 จึงได้แจ้งการประเมินให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มทั้ง 10 ฉบับเพิ่มเติม คือ อากรขาเข้าที่ชำระขาดจำนวน 1,221,972 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระขาดจำนวน 638,901 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 638,901 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 638,901 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,138,675 บาท ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออกภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มและรายละเอียดการคำนวณอากรขาด ภาษีมูลค่าเพิ่มขาด เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 32 ถึง 42 จำเลยได้รับแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้วตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 30 แต่มิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้าน

การประเมินภาษีอากรตามการประเมินจึงยุติ โจทก์ที่ 1 มีหนังสือทวงถามตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 325 และ 326 แต่จำเลยเพิกเฉย ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยต้องชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรขาเข้าจำนวน 1,221,972 บาท นับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว บัญญัติว่า เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้น

นับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมาชำระแต่มิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวในกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 และในการคำนวณเงินเพิ่ม เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน และเงินเพิ่มนั้นให้ถือเป็นเงินอากร จะเห็นได้ว่า กฎหมายมิได้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวเฉพาะกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เท่านั้น หากเป็นกรณีอื่น เช่น กรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มเนื่องจากมีการสำแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ย่อมเรียกเงินเพิ่มดังกล่าวได้ และกรณีที่มีผู้แจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 ตามความเห็นของศาลภาษีอากรกลาง

เพราะกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบเองเท่านั้น กฎหมายจึงบัญญัติแต่เพียงการจ่ายเงินรางวัลเท่านั้นมิได้บัญญัติถึงการจ่ายเงินสินบนด้วย ต่างกับกรณีสำแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ที่อาจมีผู้แจ้งความนำจับหรือเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบเองก็ได้กฎหมายจึงบัญญัติทั้งการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล กล่าวคือหากเป็นกรณีมีผู้แจ้งความนำจับให้จ่ายทั้งเงินสินบนและเงินรางวัล แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไม่มีผู้แจ้งความนำจับก็ให้จ่ายเป็นเงินรางวัลซึ่งมีอัตราต่ำกว่ากรณีมีผู้แจ้งความนำจับ ฉะนั้นจะเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 หรืออนุมาตรา 3 สาระสำคัญจึงอยู่ที่การเรียกเก็บอากรเพิ่มนั้น

เนื่องจากมีการสำแดงเท็จหรือไม่ หากมีการสำแดงเท็จย่อมจะเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 จึงเรียกเก็บเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสามได้ ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งความนำจับหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้การเรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวย่อมกระทำได้ แม้จะมิได้ระบุไว้ในแบบแจ้งการประเมินก็ตาม เพราะเป็นกรณีเรียกเก็บเงินเพิ่มตามที่กฎหมายคือมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสาม บัญญัติไว้ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ดุลพินิจไม่เรียกเก็บได้ ต่างจากการเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละยี่สิบของจำนวนค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มที่มาตรา 112 ตรี ให้อำนาจอธิบดีของโจทกที่ 1 ที่จะเรียกเก็บหรือไม่ก็ได้

หากเรียกเก็บจึงต้องระบุไว้ในแบบแจ้งการประเมิน คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสำแดงราคาสินค้าที่นำเข้าต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริง จึงเป็นกรณีสำแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งความนำจับหรือไม่ก็ไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 อนุมาตรา 3 เมื่อไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 จึงเป็นกรณีที่เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสามได้ แม้จะมิได้ระบุการเรียกเก็บมาในแบบแจ้งการประเมินก็ตาม ที่ศาลภาษีอากรกลางมิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่เห็นด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรจำนวน 1,221,972 บาท นับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4374/2566

ชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที่โจทก์นำเข้ามาตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทมีชิ้นส่วนอุปกรณ์ชุดหัวเทียน (Spark Plug) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที…

Supreme Court Judgment No. 2318/2561

โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยนำเข้าสินค้าพิพาทโดยสำแดงอัตราพิกัดศุลกากรไม่ถูกต้อง จึงได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม ไม่ใช่กรณีคำนวณอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปี นับจากวันที่น…

Supreme Court Judgment No. 8708/2553

ผู้นำของเข้าไม่อุทธรณ์การประเมินต้องถือว่าผู้นำของเข้าพอใจการประเมินอากรขาเข้าและอากรพิเศษตามการประเมินนั้นย่อมเป็นอันยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประ…

Supreme Court Judgment No. 3798/2552

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำ…

Supreme Court Judgment No. 2227/2541

กรมศุลกากรจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร เพื่องดการนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาล แต่ไม่ปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ทำการประเมินอากรที่โจทก์ต้องเสียและออกแบบแจ้งการประเมิน…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up