Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2683/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ไปชี้แจงให้ถ้อยคำและตอบข้อซักถามของเจ้าพนักงานตรวจภาษีอากรเกี่ยวกับเรื่องภาษีอากร ตลอดจนให้ถ้อยคำยินยอมหรือปฏิเสธการรับผิดชอบที่จะเสียภาษีอากรใด ๆแทนบริษัทโจทก์จนเสร็จการที่ ป. ทราบคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีแล้วยอมรับว่าบริษัทโจทก์เสียภาษีการค้าไม่ถูกต้อง ยินยอมชำระภาษีการค้าส่วนที่ขาดเพิ่มเติมโดยไม่ขอโต้แย้งหรืออุทธรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นทั้งมีบันทึกข้อตกลงด้วย กรณีเป็นการที่ ป. ยอมรับว่าเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้เรียกเก็บภาษีการค้าเพิ่มและเงินเพิ่มถูกต้องดังนี้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์ระงับไปแล้วเพราะการกระทำของ ป.ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มีผลผูกพันโจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.รัษฎากร มาตรา 30

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่โดยประมูลและจัดส่งหินเพื่อการก่อสร้างถนนให้แขวงการทางตากและศูนย์เครื่องมือกลตาก ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดกรมทางหลวงเป็นรายได้หลัก และดำเนินกิจการโรงโม่หินขนาดเล็กที่ตำบลลานหอยอำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย โดยผลิตหินที่ใช้เพื่อการก่อสร้าง (หินผสมคอนกรีต) เป็นรายได้เสริม ในระหว่างปี2523-2528 โจทก์ได้ทำสัญญาส่งหินให้หน่วยงานดังกล่าวของกรมทางหลวงจำนวนหลายสัญญาในแต่ละปี แต่เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถที่จะนำหินที่ผลิตจากโรงโม่ของโจทก์เองมาส่งให้ได้ เพราะระยะทางไกลไม่คุ้มค่าขนส่ง โจทก์จึงได้ซื้อหินจากโรงโม่สองแห่งของห้างหุ้นส่วนจำกัดศิลาจำเรียง โดยโจทก์เป็นผู้ดำเนินการด้านขนส่งหินจากโรงโม่ดังกล่าวเอง ซึ่งในการประมูลจัดส่งหินให้แก่หน่วยงานของกรมทางหลวงนั้นต้นทุนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ค่าขนส่งเป็นหลักเมื่อโจทก์จัดส่งหินให้แล้วทางหน่วยงานของกรมทางหลวงจะจ่ายเงินให้เป็นงวด

ๆ ตามปริมาณหินที่จุดส่งให้ตามงวดที่ระบุในสัญญา โดยในการจ่ายเงินแต่ละงวด เจ้าหน้าที่ของกรมทางหลวงจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 2.2 หรือ3.3 แล้วแต่กรณีสำหรับเป็นค่าภาษีการค้าและรายได้สุขาภิบาลและอีกร้อยละ 1 เป็นค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมภาษีการค้าและภาษีรายได้สุขาภิบาลที่โจทก์ถูกหัก ณ ที่จ่าย ไว้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2524 ถึงเดือนมิถุนายน 2528 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น1,197,090.80 บาท ในแต่ละเดือนโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า(ภ.ค.40) โดยแยกแสดงรายรับไว้เป็นสองประเภท คือ 1. รายรับจากการขายหิน ซึ่งผลิตจากโรงโม่ของโจทก์เอง ที่จังหวัดสุโขทัยเสียภาษีประเภทการค้า 1(ก) ในฐานะผู้ผลิต อัตราร้อยละ 7.7หรือ 9.9 ของยอดรายรับ แล้วแต่กรณี 2.

สำหรับรายรับจากการส่งหินให้แก่หน่วยงานของกรมทางหลวงในจังหวัดตาก ซึ่งโจทก์ได้ซื้อหินจากผู้อื่นส่งให้นั้น ด้วยความไม่เข้าใจข้อกฎหมายในขณะนั้น โจทก์ได้นำไปแสดงรายการเสียภาษีการค้าไว้ในประเภทการค้า 4 การรับจ้างทำของ ชนิด 1(ฉ) โดยคำนวณภาษีไว้ในอัตราร้อยละ 2.2 หรือ 3.3 แล้วแต่กรณี แต่โจทก์ได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนโดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว จึงเพียงแต่แสดงรายการให้เห็นในแบบแสดงรายการดังกล่าวเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีกรณีที่จะต้องชำระภาษีเพิ่มเติมในแต่ละเดือนอีกแต่อย่างใด ต่อมาเมื่อประมาณกลางเดือนกันยายน 2528เจ้าพนักงานประเมินภาษีการค้าประจำจังหวัดสุโขทัย ซึ่งสังกัดและอยู่ในความควบคุมบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ได้ส่งแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าจำนวน 5 ฉบับ

หมายเลข 62. 37/3/00050-00054มาให้โจทก์โดยระบุเหตุผลที่ประเมินเหมือนกันทั้ง 5 ฉบับว่าผู้ประกอบการค้า (ซึ่งหมายถึงโจทก์) แสดงรายรับถูกต้องแล้วแต่คำนวณอัตราภาษีคลาดเคลื่อน โดยจะต้องเสียภาษีการค้าในประเภทการค้า 1 การขายของชนิด 1(ก) ในฐานะผู้ผลิต อัตราภาษีร้อยละ 7.7 หรือ 9.9 แล้วแต่กรณี จึงต้องรับผิดชำระภาษีการค้าเพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1 หรือ 1.5 ต่อเดือนแล้วแต่กรณีรวมยอดจำนวนเงินภาษีตามแบบแจ้งการประเมิน 5 ฉบับ ระยะเวลาตั้งแต่เดือนกันยายน 2524 ถึงเดือนมิถุนายน 2528 เป็นเงินภาษีที่จะต้องเสียทั้งสิ้น 2,703,715 บาท เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2528โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ผ่านสรรพากรจังหวัดสุโขทัย โดยชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 ได้ร่วมกันพิจารณาและวินิจฉัยคำอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวโดยให้เหตุผลไว้ใน ข้อ (2)

แห่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในทำนองเดียวกันทั้ง 5 ฉบับว่า "ตามหลักฐานและข้อเท็จจริง บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตหินจำหน่าย บริษัทฯ มีหลักฐานแสดงการซื้อหินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดศิลาจำเรียง ไปส่งมอบให้แขวงการทางตากและศูนย์เครื่องมือกลตากบางส่วน ตามสัญญาจ้างซึ่งบริษัทจะต้องเสียภาษีการค้าประเภท 4 ชนิด 1(ฉ) การรับจ้างทำของอย่างอื่นแต่เจ้าพนักงานประเมินนำรายรับตามกล่าวมาประเมินเรียกเก็บในฐานะผู้ผลิตจึงไม่ถูกต้อง เมื่อปรับปรุงรายการคำนวณใหม่แล้วบริษัทฯ จะต้องชำระภาษีตามกล่าวข้างต้น" ซึ่งรวมแล้วโจทก์จะต้องชำระภาษีทั้ง 5 รายการ เป็นเงิน 1,805,735 บาทโจทก์ได้รับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่31 มีนาคม 2531 เห็นว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ถูกต้องโจทก์ได้ชำระภาษีดังกล่าวโดยถูกหักไว้

ณ ที่จ่ายถูกต้องครบถ้วนแล้วไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มเติมอีก ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้า เลขที่ 237/3/00050, เลขที่ 62. 37/3/00051, เลขที่ 62. 37/3/0052,เลขที่ 62. 37/3/0053, เลขที่ 62. 37/3/00054 ลงวันที่ 15 กันยายน 2528 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบ ภ.ศ.7 เลขที่ 1/2531, เลขที่ 2/2531, เลขที่ 3/2531,เลขที่ 4/2531 และเลขที่ 5/2531 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2531จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การและจำเลยที่ 2 ให้การในทำนองเดียวกันว่า การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอันประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 ได้ร่วมกันวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีการค้าเงินเพิ่มภาษีการค้าและรายได้สุขาภิบาล

สำหรับรายรับของโจทก์ในปี พ.ศ. 2524-2528 ตามรายละเอียดในเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 11-15นั้น เป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งจำนวนภาษีการค้าระหว่างปี 2524-2528 ให้โจทก์ทราบโจทก์โดยนายประสิทธิ์ จิตจำนงค์ ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมชำระภาษีการค้าตามจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งให้ทราบปรากฏตามภาพถ่ายบันทึกข้อตกลงยินยอมการชำระภาษีอากร ลงวันที่5 กันยายน 2528 เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 เมื่อโจทก์ตกลงยินยอมชำระภาษีการค้าเช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และไม่มีสิทธิที่ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้า

เลขที่62. 37/3/00050, เลขที่ 62. 37/3/00051, เลขที่ 62. 37/3/00052,เลขที่ 62. 37/3/00053 และเลขที่ 62. 37/3/00054 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบ ภ.ส.7เลขที่ 1/2531 เลขที่ 2/2531 เลขที่ 3/2531 เลขที่ 4/2531 และเลขที่ 5/2531 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2531 เป็นว่า ให้โจทก์เสียภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นรวมทั้งเงินเพิ่มเฉพาะจากรายรับจำนวน 23,665,217.25 บาท ในฐานะผู้ผลิตตามประเภทการค้า 1การขายของชนิด 1(ก) แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากรอัตราภาษีร้อยละ 7.7 และ 9.9 ของรายรับแล้วแต่กรณี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ในประเด็นข้อแรกนั้นข้อเท็จจริงที่ฟังได้ในเบื้องต้นมีว่า

โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าประจำเดือนต่อสรรพากรอำเภอบ้านด่านลานหอย แสดงรายรับของโจทก์ประจำปี 2524 ถึง 2528 สำหรับกรณีที่เป็นปัญหานี้โจทก์ได้แสดงการรับไว้รวม 37,141,406 บาท อันเป็นรายรับจากการที่โจทก์ส่งหินให้หน่วยงานของกรมทางหลวงที่จังหวัดตากตามสัญญาจ้างเหมาย่อยหิน เอกสารหมาย จ.1 ถึงจ.71 ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2527 สรรพากรจังหวัดสุโขทัยได้มีหนังสือเชิญกรรมการผู้จัดการของโจทก์ไปพบเพื่อทราบข้อความบางอย่างอันเกี่ยวกับการเสียภาษีการค้าของโจทก์เนื่องจากมีเหตุเชื่อว่าโจทก์เสียภาษีการค้าไว้ไม่ถูกต้อง โจทก์ได้มอบให้นายประพันธ์ มณีการณ์ ไปพบและให้ถ้อยคำเจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจสอบพยานหลักฐานต่าง

ๆ และหารือกรมสรรพากรจำเลยที่ 1 แล้วเห็นว่า รายรับที่โจทก์ได้รับจากการส่งหินให้กรมทางหลวงนั้น โจทก์เสียภาษีไม่ถูกต้อง กล่าวคือ รายรับดังกล่าวต้องเสียภาษีการค้าประเภท 1 การขายของ ชนิด 1(ก) อัตราภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นร้อยละ 7.7 และ 9.9 แล้วแต่กรณีแต่โจทก์เสียไว้ในประเภทการค้า 4 การรับจ้างทำของ ชนิด 1(ฉ)อัตราภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่น ร้อยละ 2.2 และ 3.3แล้วแต่กรณี เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีจังหวัดสุโขทัยจึงคำนวณให้โจทก์เสียภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นอัตราร้อยละ 7.7และ 9.9 แล้วแต่กรณี และเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2528 ได้เรียกโจทก์มารับทราบผลการตรวจสอบ โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายประสิทธิ์ จิตจำนงค์

มาแทน เจ้าพนักงานตรวจสอบภาษีได้บันทึกถ้อยคำและบันทึกคำยินยอมของนายประสิทธิ์ไว้ต่อหน้าผู้ช่วยสรรพากรจังหวัดตามเอกสาร ล.3 แผ่นที่ 38 และ 39โดยนายประสิทธิ์รับทราบว่าโจทก์จะต้องเสียภาษีการค้าในประเภทการค้า 1 การขายของ ชนิด 1(ก) ซึ่งต้องเสียภาษีการค้าพร้อมเงินเพิ่มเป็นเงิน 2,703,715 บาท และต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2528 เจ้าพนักงานประเมินได้ส่งแบบแจ้งการประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าเพิ่มเติมพร้อมทั้งเงินเพิ่มตามจำนวนที่เจ้าพนักงานตรวจสอบได้คำนวณไว้และที่นายประสิทธิ์ได้ยินยอมชำระแล้ว โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วมีคำวินิจฉัยว่า สำหรับค่าซื้อหินซึ่งโจทก์มีใบเสร็จรับเงินว่าได้ซื้อมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดศิลาจำเรียงโจทก์ต้องเสียภาษีในประเภทการค้า 4 การรับจ้างทำของชนิด 1(ฉ)ส่วนรายรับที่เหลือต้องเสียภาษีการค้าในประเภทการค้า 1 การขายของชนิด 1(ก)

พร้อมทั้งเงินเพิ่ม จึงแก้เป็นให้โจทก์เสียภาษีการค้าเพิ่มเติมรวมทั้งเงินเพิ่มเป็นเงิน 1,805,735 บาทและในใบมอบอำนาจของโจทก์ที่มอบให้นายประสิทธิ์ไปพบเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อทราบผลการตรวจสอบ ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่น 35 นั้น มีข้อความว่า "มาชี้แจงให้ถ้อยคำและตอบข้อซักถามของเจ้าพนักงานตรวจภาษีอากรเกี่ยวกับเรื่องภาษีอากร ตลอดจนให้ถ้อยคำยินยอม หรือปฏิเสธการรับผิดชอบที่จะเสียภาษีอากรใด ๆแทนบริษัทฯ จนเสร็จการ" และคำให้การของนายประสิทธิ์ที่ให้การต่อนายสุธีระ จันทร์พุฒ ผู้ช่วยสรรพากรจังหวัดซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมิน โดยนายวีระพล ฉัตรกริช เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีเป็นผู้บันทึกตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 36-38 ปรากฏเป็นใจความว่าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีได้แจ้งให้นายประสิทธิ์ทราบว่า

โจทก์แสดงรายการการค้าไม่ถูกต้อง ที่ถูกจะต้องเสียภาษีในฐานะผู้ผลิตซึ่งโจทก์จะต้องเสียภาษีการค้าเพิ่มเติมพร้อมทั้งเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 2,703,717.54 บาท นายประสิทธิ์รับทราบคำชี้แจงแล้ว ยอมรับว่าบริษัทโจทก์เสียภาษีการค้าไม่ถูกต้องยินยอมชำระภาษีการค้าส่วนที่ขาดเพิ่มเติมโดยไม่ขอโต้แย้งหรืออุทธรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น และมีบันทึกข้อตกลงยินยอมการชำระภาษีอากรจำนวนดังกล่าวในเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 39 อีกด้วยโดยนายประสิทธิ์ลงชื่อผู้ให้คำยินยอมไว้เช่นนี้ เห็นว่าเป็นการที่นายประสิทธิ์ได้ยอมรับว่าเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้เรียกเก็บภาษีการค้าเพิ่มและเงินเพิ่มถูกต้องแล้ว โจทก์จะโต้เถียงว่าเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีการค้าเพิ่มรวมตลอดถึงคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5ว่าไม่ชอบนั้นย่อมไม่ได้

สิทธิฟ้องคดีของโจทก์ระงับไปแล้วเพราะการกระทำของนายประสิทธิ์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มีผลผูกพันโจทก์ให้ต้องเสียภาษีการค้าและเงินเพิ่มตามจำนวน2,703,717.54 บาท ตามที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1เรียกเก็บเพิ่มขึ้น ไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นข้อต่อไป แต่จำเลยทั้งสี่ต่อสู้คดีและอุทธรณ์เพียงว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีการค้าจำนวน 1,805,735 บาท ชอบแล้วจึงไม่อาจจะให้โจทก์ชำระภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินได้ คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นิเวศน์ คำผอง · ก้าน อันนานนท์ · ตัน เวทไว
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3700/2552

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง..." จำนวนทุนท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2084/2548

จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง อันเป็นการดำเนินการตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 30 (2) แล้ว…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2545 (เลขอ้างอิง 110308)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายหลังจากที่โจทก์ได้แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7405/2544

จำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้แต่ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดี คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีคำวินิจฉัย ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อาจมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่ง ของเจ้าพนัก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9569/2544

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 8 ได้วางข้อห้ามมิให้ฟ้องคดีตามมาตรา 7 (1) ต่อศาลภาษีอากรไว้ซึ่งเป็นการห้ามบุคคลทุกคน หามีข้อยกเว้นให้กรมสรรพากรโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีโดยไ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้