Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2415/2516

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าให้ออกจากห้องพิพาทซึ่งมีค่าเช่าเดือนละ 80 บาท จำเลยให้การรับว่าได้เช่าห้องพิพาทจากโจทก์จริงแต่ต่อสู้ว่าห้องพิพาทมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่เป็นของกรมธนารักษ์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ข้อต่อสู้ของจำเลยเช่นนี้หาใช่ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ไม่ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1619/2506)คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 และ 247ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าห้องพิพาทยังเป็นของโจทก์อยู่ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามนั้น แม้ต่อมาภายหลังจะมีคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเรื่องอื่นวินิจฉัยว่าห้องพิพาทเป็นของกรมธนารักษ์กระทรวงการคลังก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงซึ่งศาลชั้นต้นฟังเป็นยุติแล้วในคดีนี้ได้ เมื่อจำเลยรับว่าได้เช่าห้องพิพาทจากโจทก์ จำเลยจะเถียงสิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าว่าห้องพิพาทเป็นของผู้อื่น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1531 - 1532/2499) ข้อที่จำเลยอ้างว่าได้ทำสัญญาเช่าจากกรมธนารักษ์ผู้เป็นเจ้าของแล้วจำเลยมีสิทธิจะอยู่และใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าได้นั้น เป็นข้อเท็จจริงนอกเหนือไปจากคดีนี้ จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องแถว จำเลยเช่าห้องพิพาทจากโจทก์โดยไม่มีหนังสือสัญญาเช่าเพื่อประกอบการค้า โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไปได้บอกกล่าวเลิกการเช่าให้จำเลยทราบ ครบกำหนดแล้วจำเลยและบริวารยังอยู่ในห้องพิพาทเป็นละเมิดทำให้โจทก์เสียหายเท่ากับอัตราค่าเช่า ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๑๐ จนกว่าจะออกไปจากห้องพิพาท

จำเลยให้การว่า จำเลยเช่าห้องพิพาทจากโจทก์จริงเพื่อประกอบการค้าเล็กน้อย วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่เป็นการเช่าเพื่ออยู่อาศัย จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. ๒๕๐๔ ขณะนี้ห้องพิพาทมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่เป็นของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ข้อเท็จจริงยังไม่พอจะชี้ลงไปว่ากรรมสิทธิ์ห้องพิพาทตกเป็นของกรมธนารักษ์ เมื่อจำเลยเช่าห้องพิพาทจากโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องพิพาทได้ตามพยานหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยใช้ห้องพิพาทประกอบการค้า จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เมื่อโจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญากับจำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในห้องพิพาทได้ พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทำผิดสัญญาต่อกรมธนารักษ์และกรมธนารักษ์ได้บอกเลิกการเช่ากับโจทก์แล้ว ห้องพิพาทตกเป็นของกรมธนารักษ์โดยไม่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนกันอีก ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยให้การรับว่าได้เช่าห้องพิพาทจากโจทก์ผู้ให้เช่าจริง แต่ต่อสู้ว่าจำเลยเช่าเพื่ออยู่อาศัยและต่อสู้ว่าห้องพิพาทมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่เป็นของกรมธนารักษ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องข้อต่อสู้ของจำเลยเช่นนี้หาใช่ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ไม่ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๑๙/๒๕๐๖ คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๘ และ ๒๔๗ข้อเท็จจริงในคดีจึงจึงต้องฟังเป็นยุติว่าห้องพิพาทเป็นของโจทก์

ฉะนั้นแม้ต่อมาภายหลังจะมีคำพิพากษาฎีกาในคดีเรื่องอื่นวินิจฉัยว่า ห้องพิพาทตกเป็นของกระทรวงการคลังตามสัญญาเช่าที่ดินพิพาทก็ตามก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงซึ่งศาลชั้นต้นฟังเป็นยุติแล้วในคดีนี้ได้ โดยเฉพาะในข้อกฎหมาย เมื่อจำเลยรับว่าได้เช่าห้องพิพาทจากโจทก์แล้ว จำเลยจะเถียงสิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าว่าห้องเช่าพิพาทเป็นของผู้อื่น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๑-๑๕๓๒/๒๔๙๙ ฉะนั้นฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ทำผิดสัญญาต่อกรมธนารักษ์และกรมธนารักษ์ได้บอกเลิกการเช่ากับโจทก์แล้ว ห้องพิพาทเป็นของกรมธนารักษ์ จึงฟังไม่ขึ้นที่จำเลยอ้างว่าได้ทำสัญญาเช่าจากกรมธนารักษ์ผู้เป็นเจ้าของแล้ว จำเลยก็ย่อมมีสิทธิที่จะอยู่และใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าได้นั้น เป็นข้อเท็จจริงนอกเหนือไปจากคดีนี้ ซึ่งจำเลยจะต้องไปว่ากันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประสาท สุคนธมาน · เฉลิม กรพุกกะณะ · ธานินทร์ กรัยวิเชียร
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสุนทร ศิลปไชย
ศาลอุทธรณ์ - นายศวิต สมหวัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้