Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2248/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งให้เช่าเดือนละสองร้อยบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสองศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยได้เข้าอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากห้องพิพาทนับแต่วันทำสัญญาจอง กำหนดเวลาเช่าจึงเริ่มนับแต่วันทำสัญญาจอง การที่ศาลชั้นต้นฟังพยานบุคคลและพยานเอกสารแล้ววินิจฉัยถึงกำหนดเวลาเช่าว่ามีเพียงใดเป็นการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นข้อเท็จจริง กรณีไม่ใช่เป็นการตีความสัญญาจอง จึงไม่ใช่ข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามมิให้ อุทธรณ์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนราชพัสดุที่ 3750, 3881และ 4533 และมีสิทธินำอาคารที่ปลูกสร้างไปให้บุคคลภายนอกเช่าได้ โดยได้รับช่วงสิทธิมาจากนายประสิทธิ์ เจริญรุ่งเรืองผู้เช่าช่วงที่ดินดังกล่าวปลูกสร้างอาคารนำออกให้เช่ามาจากเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ผู้ทำสัญญาเช่ากับกระทรวงการคลังมีกำหนด20 ปี นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2513 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน2533 โจทก์ได้ดำเนินการปลูกสร้างอาคารและนำออกให้บุคคลทั่วไปจองเช่า เพื่อใช้ประกอบการค้าและอยู่อาศัย วันที่8 พฤศจิกายน 2515 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำสัญญาจองเช่าอาคารพิพาทห้องเลขที่ 111 ที่โจทก์ปลูกสร้างขึ้นจากโจทก์โดยทราบอยู่แล้วว่าโจทก์มีสิทธิให้เช่าได้เพียงวันที่19 พฤศจิกายน 2533 เท่านั้น

ตกลงกันว่าจำเลยทั้งสองจะต้องเสียค่าเช่าและค่าบำรุงให้โจทก์ในช่วง 10 ปีแรก คือระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน 2513 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2523 อัตราเดือนละ 120 บาท ช่วง 10 ปีหลังหรือระหว่างวันที่20 พฤศจิกายน 2523 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2533 เดือนละ200 บาท โดยจะไปจดทะเบียนการเช่ากัน หลังจากที่เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราได้จดทะเบียนการเช่าให้นายประสิทธิ์และนายประสิทธิ์ได้จดทะเบียนการเช่าให้โจทก์เรียบร้อยแล้ว ระหว่างที่นายประสิทธิ์ดำเนินการขอจดทะเบียนการเช่ากับเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราอยู่นั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวจึงต้องรอให้กระทรวงการคลังได้ส่งมอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2527 จากนั้นเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราจึงได้จดทะเบียนการเช่าช่วงให้แก่นายประสิทธิ์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2531 หลังจากนายประสิทธิ์ได้จดทะเบียนการเช่าช่วงมาจากเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราแล้ว

โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองมาทำการจดทะเบียนการเช่ากับโจทก์ เมื่อวันที่24 และ 31 พฤษภาคม 2532 แต่จำเลยทั้งสองไม่มาดำเนินการวันที่ 30 พฤศจิกายน 2532 โจทก์มีหนังสือแจ้งไปอีก จำเลยทั้งสองก็เพิกเฉยทั้งไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ โจทก์จึงถือว่าจำเลยทั้งสองไม่ประสงค์จะเช่าอาคารพิพาทต่อไป จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกการเช่าให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทไปเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2532แต่จำเลยทั้งสองยังคงอยู่ในอาคารพิพาทต่อไป อ้างว่ายังไม่ครบกำหนดตามสัญญาจองเช่าและไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ โจทก์ได้ให้โอกาสจำเลยทั้งสองหาที่อยู่ใหม่เรื่อยมาจนใกล้ครบกำหนดตามสัญญาจองเช่า โจทก์จึงได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองออกไปจากอาคารพิพาทอีก

จำเลยทั้งสองก็เพิกเฉยจนกระทั่งเลยกำหนดตามสัญญาจองเช่า วันที่ 25 มกราคม 2536 โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปอีกครั้งหนึ่ง โดยให้เวลาจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทภายใน 30 วันแต่จำเลยทั้งสองก็เพิกเฉย โจทก์ขอคิดค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองค้างชำระตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2532 ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2535ในอัตราเดือนละ 200 บาท เป็นเงิน 7,200 บาท การที่จำเลยทั้งสองยังอยู่ในอาคารพิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์จากการใช้ ซึ่งหากโจทก์จะนำไปให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทและส่งมอบคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าที่ค้าง 7,200 บาท และใช้ค่าเสียหายให้โจทก์อีกเดือนละ4,000 บาท

นับจากวันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากอาคารพิพาทและส่งมอบคืนให้โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาจองเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์จริง แต่จำเลยทั้งสองได้ออกเงินช่วยค่าก่อสร้าง ค่าถมดิน ค่าติดตั้งประปาและไฟฟ้าให้โจทก์120,000 บาท สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา มีผลใช้บังคับ สัญญาดังกล่าวระบุว่าเมื่อจำเลยทั้งสองชำระเงินช่วยค่าก่อสร้างให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จะทำสัญญาเช่ากับจำเลยทั้งสองมีกำหนด 20 ปีนับแต่วันทำสัญญา โดยจะไปจดทะเบียนการเช่าให้จำเลยทั้งสองณ ที่ว่าการอำเภอ ปัจจุบันโจทก์ยังมิได้ทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าให้จำเลยทั้งสอง จึงยังเริ่มนับกำหนดระยะเวลาเช่าไม่ได้ ที่โจทก์อ้างว่าสัญญาจองอาคารสิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2533ก็ดี หรือสิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2535 ก็ดี

ล้วนรับฟังไม่ได้จำเลยทั้งสองมิได้เพิกเฉยไม่ไปทำสัญญาและจดทะเบียนการเช่ากับโจทก์ จำเลยทั้งสองได้มอบหมายให้ทนายความไปติดต่อทำสัญญาและจดทะเบียนการเช่ากับโจทก์มาตั้งแต่ปี 2532 แต่ไม่สามารถจะตกลงกันได้เพราะโจทก์จะให้ทำสัญญาที่มีกำหนดการเช่าเพียงปี 2533 อันผิดไปจากข้อตกลงในสัญญาจองเช่า หลังจากที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2532 แล้วจำเลยทั้งสองก็ให้ทนายความมีหนังสือยืนยันว่าให้โจทก์จดทะเบียนการเช่าให้จำเลย 20 ปี นับแต่วันทำสัญญาเสมอมา แต่โจทก์ไม่ยินยอม โจทก์เคยเรียกร้องว่าถ้าจำเลยทั้งสองต้องการจะอยู่ในอาคารพิพาทต่อไปอีกจนถึงปี 2538 ตามที่โจทก์ได้รับการต่ออายุสัญญามา จำเลยทั้งสองจะต้องเสียเงินให้โจทก์อีกห้องละ100,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่สามารถจะกระทำได้

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพิพาทห้องเลขที่ 111 ถนนชุมพลตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทราให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าให้โจทก์เดือนละ 200 บาทนับแต่เดือนพฤศจิกายน 2533 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2536 เท่าที่โจทก์ขอ โดยให้โจทก์เป็นผู้ไปรับเองที่สำนักงานวางทรัพย์ประจำศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับจากวันฟ้อง จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาทจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเฉพาะประเด็นเรื่องกำหนดระยะเวลาเช่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองให้ออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งให้เช่าเดือนละสองร้อยบาทไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสองศาลชั้นต้นฟังพยานบุคคลและพยานเอกสารแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองได้เข้าอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากห้องพิพาทนับแต่วันทำสัญญาจองกำหนดเวลาเช่าจึงเริ่มนับแต่วันทำสัญญาจอง การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยได้อุทธรณ์ว่ากำหนดเวลาเช่ามีเพียงใด ควรตีความจากข้อความในสัญญาจอง อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นฟังพยานบุคคลและพยานเอกสารแล้ววินิจฉัยกำหนดเวลาเช่าว่ามีเพียงใดเป็นการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นข้อเท็จจริง กรณีไม่ใช่เป็นการตีความสัญญาจอง จึงไม่ใช่ข้อกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมปอง เสนเนียม · ผล อนุวัตรนิติการ · จารุณี ตันตยาคม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 712890)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความที่อุทธรณ์ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 715016)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5551/2567

คดีนี้มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4325/2566

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตกเป็นของแผ่นดินนั้น แม้ปัญหาว่าทรัพย์สินตามคำร้องแต่ละรายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ สามารถพิจารณาทรัพย์สินแต่ละรายการแย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้