Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2248/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งให้เช่าเดือนละสองร้อยบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสองศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยได้เข้าอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากห้องพิพาทนับแต่วันทำสัญญาจอง กำหนดเวลาเช่าจึงเริ่มนับแต่วันทำสัญญาจอง การที่ศาลชั้นต้นฟังพยานบุคคลและพยานเอกสารแล้ววินิจฉัยถึงกำหนดเวลาเช่าว่ามีเพียงใดเป็นการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นข้อเท็จจริง กรณีไม่ใช่เป็นการตีความสัญญาจอง จึงไม่ใช่ข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามมิให้ อุทธรณ์

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนราชพัสดุที่ 3750, 3881และ 4533 และมีสิทธินำอาคารที่ปลูกสร้างไปให้บุคคลภายนอกเช่าได้ โดยได้รับช่วงสิทธิมาจากนายประสิทธิ์ เจริญรุ่งเรืองผู้เช่าช่วงที่ดินดังกล่าวปลูกสร้างอาคารนำออกให้เช่ามาจากเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ผู้ทำสัญญาเช่ากับกระทรวงการคลังมีกำหนด20 ปี นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2513 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน2533 โจทก์ได้ดำเนินการปลูกสร้างอาคารและนำออกให้บุคคลทั่วไปจองเช่า เพื่อใช้ประกอบการค้าและอยู่อาศัย วันที่8 พฤศจิกายน 2515 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำสัญญาจองเช่าอาคารพิพาทห้องเลขที่ 111 ที่โจทก์ปลูกสร้างขึ้นจากโจทก์โดยทราบอยู่แล้วว่าโจทก์มีสิทธิให้เช่าได้เพียงวันที่19 พฤศจิกายน 2533 เท่านั้น

ตกลงกันว่าจำเลยทั้งสองจะต้องเสียค่าเช่าและค่าบำรุงให้โจทก์ในช่วง 10 ปีแรก คือระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน 2513 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2523 อัตราเดือนละ 120 บาท ช่วง 10 ปีหลังหรือระหว่างวันที่20 พฤศจิกายน 2523 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2533 เดือนละ200 บาท โดยจะไปจดทะเบียนการเช่ากัน หลังจากที่เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราได้จดทะเบียนการเช่าให้นายประสิทธิ์และนายประสิทธิ์ได้จดทะเบียนการเช่าให้โจทก์เรียบร้อยแล้ว ระหว่างที่นายประสิทธิ์ดำเนินการขอจดทะเบียนการเช่ากับเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราอยู่นั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวจึงต้องรอให้กระทรวงการคลังได้ส่งมอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2527 จากนั้นเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราจึงได้จดทะเบียนการเช่าช่วงให้แก่นายประสิทธิ์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2531 หลังจากนายประสิทธิ์ได้จดทะเบียนการเช่าช่วงมาจากเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราแล้ว

โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองมาทำการจดทะเบียนการเช่ากับโจทก์ เมื่อวันที่24 และ 31 พฤษภาคม 2532 แต่จำเลยทั้งสองไม่มาดำเนินการวันที่ 30 พฤศจิกายน 2532 โจทก์มีหนังสือแจ้งไปอีก จำเลยทั้งสองก็เพิกเฉยทั้งไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ โจทก์จึงถือว่าจำเลยทั้งสองไม่ประสงค์จะเช่าอาคารพิพาทต่อไป จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกการเช่าให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทไปเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2532แต่จำเลยทั้งสองยังคงอยู่ในอาคารพิพาทต่อไป อ้างว่ายังไม่ครบกำหนดตามสัญญาจองเช่าและไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ โจทก์ได้ให้โอกาสจำเลยทั้งสองหาที่อยู่ใหม่เรื่อยมาจนใกล้ครบกำหนดตามสัญญาจองเช่า โจทก์จึงได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองออกไปจากอาคารพิพาทอีก

จำเลยทั้งสองก็เพิกเฉยจนกระทั่งเลยกำหนดตามสัญญาจองเช่า วันที่ 25 มกราคม 2536 โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปอีกครั้งหนึ่ง โดยให้เวลาจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทภายใน 30 วันแต่จำเลยทั้งสองก็เพิกเฉย โจทก์ขอคิดค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองค้างชำระตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2532 ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2535ในอัตราเดือนละ 200 บาท เป็นเงิน 7,200 บาท การที่จำเลยทั้งสองยังอยู่ในอาคารพิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์จากการใช้ ซึ่งหากโจทก์จะนำไปให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทและส่งมอบคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าที่ค้าง 7,200 บาท และใช้ค่าเสียหายให้โจทก์อีกเดือนละ4,000 บาท

นับจากวันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากอาคารพิพาทและส่งมอบคืนให้โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาจองเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์จริง แต่จำเลยทั้งสองได้ออกเงินช่วยค่าก่อสร้าง ค่าถมดิน ค่าติดตั้งประปาและไฟฟ้าให้โจทก์120,000 บาท สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา มีผลใช้บังคับ สัญญาดังกล่าวระบุว่าเมื่อจำเลยทั้งสองชำระเงินช่วยค่าก่อสร้างให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จะทำสัญญาเช่ากับจำเลยทั้งสองมีกำหนด 20 ปีนับแต่วันทำสัญญา โดยจะไปจดทะเบียนการเช่าให้จำเลยทั้งสองณ ที่ว่าการอำเภอ ปัจจุบันโจทก์ยังมิได้ทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าให้จำเลยทั้งสอง จึงยังเริ่มนับกำหนดระยะเวลาเช่าไม่ได้ ที่โจทก์อ้างว่าสัญญาจองอาคารสิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2533ก็ดี หรือสิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2535 ก็ดี

ล้วนรับฟังไม่ได้จำเลยทั้งสองมิได้เพิกเฉยไม่ไปทำสัญญาและจดทะเบียนการเช่ากับโจทก์ จำเลยทั้งสองได้มอบหมายให้ทนายความไปติดต่อทำสัญญาและจดทะเบียนการเช่ากับโจทก์มาตั้งแต่ปี 2532 แต่ไม่สามารถจะตกลงกันได้เพราะโจทก์จะให้ทำสัญญาที่มีกำหนดการเช่าเพียงปี 2533 อันผิดไปจากข้อตกลงในสัญญาจองเช่า หลังจากที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2532 แล้วจำเลยทั้งสองก็ให้ทนายความมีหนังสือยืนยันว่าให้โจทก์จดทะเบียนการเช่าให้จำเลย 20 ปี นับแต่วันทำสัญญาเสมอมา แต่โจทก์ไม่ยินยอม โจทก์เคยเรียกร้องว่าถ้าจำเลยทั้งสองต้องการจะอยู่ในอาคารพิพาทต่อไปอีกจนถึงปี 2538 ตามที่โจทก์ได้รับการต่ออายุสัญญามา จำเลยทั้งสองจะต้องเสียเงินให้โจทก์อีกห้องละ100,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่สามารถจะกระทำได้

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพิพาทห้องเลขที่ 111 ถนนชุมพลตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทราให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าให้โจทก์เดือนละ 200 บาทนับแต่เดือนพฤศจิกายน 2533 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2536 เท่าที่โจทก์ขอ โดยให้โจทก์เป็นผู้ไปรับเองที่สำนักงานวางทรัพย์ประจำศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับจากวันฟ้อง จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาทจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเฉพาะประเด็นเรื่องกำหนดระยะเวลาเช่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองให้ออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งให้เช่าเดือนละสองร้อยบาทไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสองศาลชั้นต้นฟังพยานบุคคลและพยานเอกสารแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองได้เข้าอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากห้องพิพาทนับแต่วันทำสัญญาจองกำหนดเวลาเช่าจึงเริ่มนับแต่วันทำสัญญาจอง การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยได้อุทธรณ์ว่ากำหนดเวลาเช่ามีเพียงใด ควรตีความจากข้อความในสัญญาจอง อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นฟังพยานบุคคลและพยานเอกสารแล้ววินิจฉัยกำหนดเวลาเช่าว่ามีเพียงใดเป็นการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นข้อเท็จจริง กรณีไม่ใช่เป็นการตีความสัญญาจอง จึงไม่ใช่ข้อกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สมปอง เสนเนียม · ผล อนุวัตรนิติการ · จารุณี ตันตยาคม
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 712890)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความที่อุทธรณ์ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 715016)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจ…

Supreme Court Judgment No. 5551/2567

คดีนี้มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็น…

Supreme Court Judgment No. 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื…

Supreme Court Judgment No. 4325/2566

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตกเป็นของแผ่นดินนั้น แม้ปัญหาว่าทรัพย์สินตามคำร้องแต่ละรายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ สามารถพิจารณาทรัพย์สินแต่ละรายการแย…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up