Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2213/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า บริษัท อ. ซึ่ง เป็นนายจ้างในต่างประเทศเป็นฝ่ายผิดสัญญาโดย ให้โจทก์ทั้งสองทำงานไม่ตรง ตามตำแหน่ง ที่ระบุในสัญญา ดังนี้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงไม่ชอบด้วยกฎหมายโดย รับฟังแต่ คำเบิกความของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยคือหนังสือลาออกจากงานของโจทก์ ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยโดย ละเอียดว่าไม่น่าเชื่อถือเพราะเหตุใด คงให้เหตุผลเพียงว่าหนังสือดังกล่าวมิได้แสดงว่าบริษัทนายจ้างในต่างประเทศไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญาทั้งที่พยานหลักฐานของจำเลยในส่วนนี้มีน้ำหนักกว่าคำเบิกความของโจทก์ทั้งสองนั้น จึงเป็นอุทธรณ์คัดค้านดุลพินิจ ในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ซึ่ง เป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 104 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1และที่ 2โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทอิริยาล เอส ดี เอ็น บีเฮชดี จำกัด ตัวการ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ประเทศบรูไน ได้ทำสัญญาจัดหางานและสัญญาแห่งการจ้างงานกับโจทก์ทั้งสอง โดยจะให้โจทก์ทั้งสองไปทำงานที่ประเทศบรูไน ตำแหน่งช่างไม้ อัตราค่าจ้างคนละ 286 บาท ต่อวัน มีกำหนด 1 ปี จำเลยได้เรียกเก็บเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายจากโจทก์ทั้งสอง คนละ35,800 บาท โจทก์ทั้งสองได้ออกเดินทางไปทำงานตามสัญญา แต่ปรากฏว่านายจ้างผิดสัญญาจ้างโดยไม่ให้โจทก์ทั้งสองทำงานเป็นช่างไม้ตามสัญญา นอกจากนั้น

ยังไม่ยอมจ่ายค่าจ้างช่วงระหว่างวันที่ 7 ธันวาคม 2532 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2533 โจทก์ทั้งสองไปติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศบรูไนให้ติดต่อกับนายจ้าง แต่นายจ้างไม่ยอมรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานอีก และหักค่าจ้างโจทก์ทั้งสองคนละ 5,000 บาท เป็นค่าตั๋วเครื่องบินส่งกลับทั้ง ๆ ที่ตามสัญญานายจ้างจะต้องเป็นผู้ออกค่าตั๋วเครื่องบินดังกล่าว การผิดสัญญาของนายจ้างทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายโจทก์ทั้งสองเสียค่าใช้จ่ายและค่าบริการให้จำเลยคนละ 35,800 บาทเสียค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับอีกคนละ 5,000 บาท รวมค่าเสียหายคนละ 40,800 บาท จำเลยในฐานะตัวแทนของตัวการที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศจึงต้องรับผิด ขอให้จำเลยใช้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยให้การว่า

จำเลยเรียกค่าใช้จ่ายจากโจทก์คนละ 12,864 บาทโดยแบ่งเป็นค่าบริการจัดหางาน 6,864 บาท ค่าตั๋วเครื่องบิน5,000 บาท ค่าตรวจโรค 500 บาท และค่าทดสอบฝีมือ 500 บาท โจทก์ทั้งสองได้รับบริการจากจำเลยแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจำเลยได้จัดให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำงานในหน่วยงานของนายจ้างตามตำแหน่งที่ระบุไว้ในสัญญาแล้ว โจทก์ทั้งสองแสดงเจตนาจะขอลาออกจากตำแหน่งงานและขอเดินทางกลับประเทศไทยโดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า1 เดือน ตามสัญญา นายจ้างสามารถหักเงินเดือนของโจทก์ทั้งสองเป็นค่าเครื่องบินตามสัญญาได้ ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า บริษัท อิริยาล เอส ดี เอ็น บีเฮชดีจำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างในต่างประเทศเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยให้โจทก์ทั้งสองทำงานไม่ตรงตามตำแหน่งที่ระบุไว้ในสัญญา

โจทก์ทั้งสองได้เสียค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยคนละ 35,800 บาท และเสียค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับประเทศไทยคนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นคนละ 40,800 บาท พิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ทั้งสองคนละ 40,800 บาทจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยเพียงข้อเดียวที่ว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงโดยไม่ชอบต่อกฎหมาย และมิได้ชั่งน้ำหนักพยานจากหลักฐานที่คู่ความนำสืบในชั้นพิจารณา อันเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 กล่าวคือ ศาลแรงงานกลางรับฟังแต่คำเบิกความของโจทก์ทั้งสองแต่เพียงฝ่ายเดียว

ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยซึ่งมีหนังสือลาออกจากงานของโจทก์ทั้งสองตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 นั้น ศาลแรงงานกลางให้เหตุผลแต่เพียงสั้น ๆ ว่า หนังสือดังกล่าวมิได้แสดงว่าบริษัทนายจ้างในต่างประเทศไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่มิได้วินิจฉัยให้ละเอียดว่าเอกสารดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือเพราะเหตุใด ซึ่งจำเลยเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยในส่วนนี้มีน้ำหนักดีกว่าคำเบิกความของโจทก์ทั้งสอง นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์คัดค้านดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัมพร เดชศิริ · เคียง บุญเพิ่ม · ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2544 (เลขอ้างอิง 98621)

ศาลแรงงานพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลย อีกทั้งคำแถลงรับของคู่ความแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีได้ จึงสั่งงดสืบพยานและใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน จ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2607/2541

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลแรงงานย่อมมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัย ว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 111/2540

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา104ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีให้เป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3276/2538

ศาลแรงงานกลางมีอำนาจสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความประกอบเอกสารในวันนัดสืบพยานโจทก์แล้ววินิจฉัยคดีตามที่คู่ความรับกันถือว่าได้ใช้ดุลพินิจพิเคราะห์ พยานหลักฐานในการรับฟังข้อเท็จจริงแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2766/2528

บริษัทนอกจากมีสำนักงานแห่งใหญ่แล้ว ย่อมจะมีสาขาสำนักงานอื่นอีกได้สาขาสำนักงานแห่งใดก็คือส่วนหนึ่งของบริษัทนั่นเอง สำนักงานแห่งใหญ่และสาขาสำนักงานมีฐานะตามกฎหมายเป็นนิติบุคคลเดียวกันแต่ภูมิลำเนาอาจมีได…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้