Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 111/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา104ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีให้เป็นไปตามนั้นซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวอนุโลมใช้กับคดีแรงงานด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา31ฉะนั้นการที่ศาลแรงงานกลางสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความแล้ววินิจฉัยคดีตามที่คู่ความรับกันถือได้ว่าศาลแรงงานกลางได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานแล้วข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางพิจารณาเพียงบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยนั้นจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา54

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 104 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวันเป็นเงิน 13,500 บาทจำเลยให้การว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นพนักงานขับรถยนต์โดยมีกำหนดระยะเวลาแน่นอนโดยจะสิ้นสุดเมื่อการก่อสร้างงานของโครงการแล้วเสร็จ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่าการที่จำเลยจ้างลูกจ้างทำงานตามโครงการ อันเป็นวัตถุประสงค์ตามปกติธุรกิจจำเลยและเป็นการค้าของจำเลยจำเลยจะอ้างเพื่อเป็นเหตุในการไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาเลิกจ้างแน่นอนไม่ได้ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 13,500 บาทแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ว่าคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางตามข้อความที่ได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการว่าจ้างโจทก์ทำงานยังไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานเป็นลูกจ้างในโครงการอันเป็นงานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยเนื่องจากจำเลยให้การว่าโจทก์ทำงานขับรถยนต์ให้แก่ผู้ควบคุมงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นบุคคลอื่น เมื่อจำเลยกับโจทก์มีข้อตกลงว่าจ้างกันไว้แน่นอน เมื่อสิ้นสุดการว่าจ้างงานจำเลยจึงไม่จำเป็นต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ การที่ศาลแรงงานมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลย ซึ่งมีประเด็นที่จำเลยสามารถนำสืบสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลยได้และยังมีข้อโต้เถียงเป็นประเด็นที่ว่าเป็นงานโครงการที่มิใช่ธุรกิจหรือการค้าของจำเลยหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางตามที่ได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการว่าจ้างโจทก์ทำงานยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างในโครงการอันเป็นงานปกติของธุรกิจหรือการค้าขายของจำเลย เนื่องจากจำเลยให้การว่า โจทก์ทำงานขับรถยนต์ให้แก่ผู้ควบคุมงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นบุคคลอื่น จำเลยกับโจทก์มีข้อตกลงว่าจ้างกันไว้แน่นอน เมื่อสิ้นสุดการว่าจ้างจำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อมาว่า คดียังมีประเด็นข้อโต้เถียงว่าเป็นงานโครงการที่มิใช่ธุรกิจหรือการค้าของจำเลยหรือไม่ จำเลยสามารถนำสืบสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลยได้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยจึงไม่ชอบนั้น

พิเคราะห์แล้ว

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คดีมีประเด็นข้อโต้เถียงว่า เป็นงานโครงการที่มิใช่ธุรกิจหรือการค้าของจำเลยหรือไม่ซึ่งจำเลยมีสิทธิจะนำพยานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลยได้การที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาเพียงบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาของศาล แล้วมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายเพื่อจะยังให้การดำเนินคดีเป็นไปด้วยยุติธรรมและในข้อที่ว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานตามกฎหมายแรงงานและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีให้เป็นไปตามนั้น ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุโลมใช้กับคดีแรงงานด้วย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522 มาตรา 31 การที่ศาลแรงงานกลางสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความแล้ววินิจฉัยคดีตามที่คู่ความรับกันถือได้ว่าศาลแรงงานกลางได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายก อุทธรณ์ ของ จำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุระ หวังอ้อมกลาง · พรชัย สมรรถเวช · สมิทธิ์ วราอุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2544 (เลขอ้างอิง 98621)

ศาลแรงงานพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลย อีกทั้งคำแถลงรับของคู่ความแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีได้ จึงสั่งงดสืบพยานและใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน จ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2607/2541

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลแรงงานย่อมมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัย ว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3276/2538

ศาลแรงงานกลางมีอำนาจสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความประกอบเอกสารในวันนัดสืบพยานโจทก์แล้ววินิจฉัยคดีตามที่คู่ความรับกันถือว่าได้ใช้ดุลพินิจพิเคราะห์ พยานหลักฐานในการรับฟังข้อเท็จจริงแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2766/2528

บริษัทนอกจากมีสำนักงานแห่งใหญ่แล้ว ย่อมจะมีสาขาสำนักงานอื่นอีกได้สาขาสำนักงานแห่งใดก็คือส่วนหนึ่งของบริษัทนั่นเอง สำนักงานแห่งใหญ่และสาขาสำนักงานมีฐานะตามกฎหมายเป็นนิติบุคคลเดียวกันแต่ภูมิลำเนาอาจมีได…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้