Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 2197)

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่2เป็นโจทก์ในสำนวนหลังฟ้องอ้างว่าหลังจากทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับโจทก์แล้วต่อมาได้ตรวจสอบที่ดินทราบว่าที่ดินไม่มีทางเข้าออกและเนื้อที่ขาดหายไปประมาณ3ไร่โจทก์ให้การสู้คดีโดยมิได้ปฏิเสธให้แจ้งชัดว่าที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายมิได้มีเนื้อที่ขาดหายไปดังคำฟ้องจึงต้องฟังว่าโจทก์ยอมรับว่าที่ดินตามฟ้องเนื้อที่ขาดหายไปประมาณ3ไร่ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายระบุมีเนื้อที่รวม15ไร่2งาน36ตารางวาเมื่อเนื้อที่ขาดหายไปประมาณ3ไร่การขาดหายจึงเกินจำนวนร้อยละห้าจำเลยที่2ผู้ซื้อจึงมีสิทธิบอกปัดไม่รับโอนที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ได้ จำเลยที่1อายัดเช็คค่าดอกเบี้ยตามสัญญาจะซื้อขายภายหลังจำเลยที่2ตรวจพบว่าที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายเนื้อที่ขาดหายไปประมาณ3ไร่ถือได้ว่าเป็นการอายัดสืบเนื่องมาจากจำเลยที่2มีสิทธิบอกปัดไม่รับโอนที่ดินและบอกเลิกสัญญาจะซื้อขายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา466จึงไม่เป็นการประพฤติผิดสัญญาจะซื้อขายที่เป็นเหตุให้โจทก์อ้างสิทธิเบิกสัญญาและริบมัดจำตามสัญญาจะซื้อขายได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นให้รวมพิจารณาโดยให้เรียกบริษัทสยามแลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เป็นโจทก์เรียกนางนิดา เป็นจำเลยที่ 1 เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัดแบมบี้เฮ้าส์ เป็นจำเลยที่ 2สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาลุมพินีฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2530 จำนวนเงิน600,000 บาท ชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำเช็คเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีสำนวนหลังจำเลยทั้งสองเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2ได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินรวม 3 แปลง เนื้อที่รวม 15 ไร่2 งาน 36 ตารางวา เพื่อทำกิจการพืชและไซโลในราคา 24,944,000 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์ได้ให้คำรับรองว่าไม่มีปัญหาในเรื่องทางเข้าออก

รถขนทราบเข้าออกได้ทุกเวลา โดยโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินทั้ง 3 แปลงไม่มีทางออก ทำให้จำเลยที่ 2 หลงเชื่อเข้าทำสัญญาและวางมัดจำ และจำเลยที่ 2 ได้ชำระดอกเบี้ยจำนองของที่ดินที่จะซื้อให้แก่ธนาคารแทนโจทก์เพื่อเป็นการชดเชยภาระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในต้นเงิน21,000,000 บาท ในระหว่างที่ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาข้อ 3 โดยได้สั่งจ่ายเช็ค 4 ฉบับรวมเป็นเงินมัดจำและเงินตามเช็คที่โจทก์รับไว้แล้วจำนวน 4,670,438.36 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คล่วงหน้าของธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาลุมพินี ฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2530 จำนวนเงิน600,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 มอบให้แก่โจทก์ พร้อมกันนี้จำเลยที่ 2 ได้แจ้งให้โจทก์กำหนดวันทำการโอนแต่โจทก์เพิกเฉย

เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2530จำเลยทั้งสองได้ตรวจสอบที่ดินดังกล่าว จึงทราบว่าที่ดินไม่มีทางออกและจำนวนเนื้อที่ดินขาดไปประมาณ 3 ไร่จึงได้ติดต่อโจทก์ แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยที่ 1จึงได้อายัดเช็คฉบับที่สั่งจ่ายเงินจำนวน 600,000 บาทและจำเลยที่ 2 ได้บอกล้างหนังสือสัญญาจะซื้อขายฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2529 การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการใช้กลฉ้อฉลต่อจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ที่ซื้อขายหากจำเลยรู้ความจริงในข้อนี้มาแต่แรกก็จะไม่เข้าทำสัญญาขอให้บังคับโจทก์คืนเงินมัดจำที่จำเลยวางไว้ในวันทำสัญญาจะซื้อขาย และเงินค่าดอกเบี้ยจำนองที่ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์รับไปถึงวันฟ้องเป็นเงิน1,126,321.50 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะชำระให้แก่จำเลยเสร็จโจทก์ให้การว่า

โจทก์ตกลงขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 โดยเหมาทั้งแปลง โจทก์ไม่เคยกล่าวว่าไม่มีปัญหาในเรื่องทางเข้าออก จำเลยที่ 2 มีที่ดินติดอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินที่โจทก์จะขาย จำเลยที่ 2 ย่อมรู้สภาพของที่ดินดี จำเลยที่ 2 บอกล้างนิติกรรมซื้อขายที่ดินคนละแปลงกันโจทก์มิได้รับเงินตามเช็คจำนวน 4 ฉบับ และมิได้รับเช็คจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญาที่ไม่ไปทำการโอนโจทก์จึงมีสิทธิริบมัดจำ หากจำเลยจะได้ชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดสัญญาก็เป็นเรื่องผลประโยชน์ของจำเลยที่ 2เอง เมื่อจำเลยที่ 2 งดชำระดอกเบี้ยถือว่าสัญญาจะซื้อขายสิ้นสุด จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกมัดจำและดอกเบี้ยคืนขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 600,000บาท

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จ ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาจำเลยทั้งสองมีว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อขายหรือไม่ และจำเลยที่ 1ต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คพิพาทหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยที่ 2เป็นโจทก์ในสำนวนหลังฟ้องว่า ในวันทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ โจทก์ให้คำรับรองว่าไม่มีปัญหาเรื่องทางเข้าออกสามารถขนทรายเข้าออกได้ทุกเวลาและต่อมาจำเลยทั้งสองได้ตรวจสอบที่ดินทราบว่าไม่มีทางเข้าออกและที่ดินตามสัญญาเนื้อที่ขาดหายไปประมาณ 3 ไร่โจทก์ให้การว่า การตกลงขายที่ดินตามสัญญาเป็นการขายเหมาทั้งแปลง ที่ตกลงขายกันในราคาตารางวาละ 4,000 บาทเป็นเพียงการคำนวณในเบื้องแรกเท่านั้น

โจทก์ไม่เคยกล่าวยืนยันว่าไม่มีปัญหาในเรื่องทางเข้าออก จำเลยรู้สภาพที่ดินดีเพราะจำเลยมีที่ดินติดต่อกัน เห็นว่าคำให้การแก้คำฟ้องของโจทก์มิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายมิได้มีเนื้อที่ขาดหายไปดังคำฟ้อง คดีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องข้อที่ว่าที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายเนื้อที่ขาดหายไปประมาณ 3 ไร่ ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายระบุไว้รวมเนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน36 ตารางวา เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าเนื้อที่ขาดหายไปประมาณ 3 ไร่ การขาดหายจึงเกินจำนวนร้อยละห้าจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อจึงมีสิทธิที่จะบอกปัดไม่รับโอนที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 อายัดเช็คค่าดอกเบี้ยตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินข้อ 3 ภายหลังจำเลยที่ 2 ตรวจพบว่าที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายเนื้อที่ขาดหายไปประมาณ 3 ไร่

ถือได้ว่าเป็นการอายัดสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 2 มีสิทธิที่จะบอกปัดไม่รับโอนที่ดินและบอกเลิกสัญญาจะซื้อขายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 เป็นการอายัดโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถือว่าการอายัดเป็นการประพฤติผิดสัญญาจะซื้อขายที่เป็นเหตุให้โจทก์อ้างสิทธิเลิกสัญญาและริบมัดจำตามสัญญาจะซื้อขายได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โจทก์จึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้คืนจำเลยที่ 2พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสองพิพากษากลับ ให้โจทก์คืนเงินจำนวน 4,670,438.36 บาทแก่จำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน3,944,000 บาท

นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2529 ต้นเงิน258,904.11 บาท นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2529ต้นเงิน 258,903.85 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2529 ต้นเงิน8,630.40 บาท นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2529และต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2530จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนแรก

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปราโมทย์ ชพานนท์ · นิเวศน์ คำผอง · สมภพ โชติกวณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2538

จำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ในสำนวนหลังฟ้องอ้างว่า หลังจากทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับโจทก์แล้ว ต่อมาได้ตรวจสอบที่ดินทราบว่าที่ดินไม่มีทางเข้าออก และเนื้อที่ขาดหายไปประมาณ 3 ไร่ โจทก์ให้การสู้คดีโดยมิได้ปฏิเสธให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1261/2543

หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำระบุว่าเป็นการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)3 แปลง(น.ส.3)1 แปลง แม้ไม่ระบุเนื้อที่ดินแต่ละแปลง แต่ก็ระบุจำนวนเนื้อที่รวมซึ่งเป็นผลบวกของเนื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3754/2540

การทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินของโจทก์กับจำเลยมีเจตนาซื้อขายที่ดินโดยกำหนดเนื้อที่ดินเอาไว้แน่นอนแล้ว เพราะหากไม่ประสงค์จะผูกพันกันเป็นจำนวนเนื้อที่ดินแน่นอนดังกล่าว จำเลยก็ควรจะระบุเหตุนี้ให้ปรากฏในสัญญา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6369/2540

โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจ้างเหมาทำและติดตั้งเฟอร์นิเจอร์และงานตกแต่งภายใน โดยกำหนดให้จำเลยทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 ตุลาคม2532 หากจำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวหรือภายในกำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2540

โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าคืนจากจำเลยทั้งสามโดย อ้างว่าได้ส่งสินค้าคืนจำเลยทั้งสามแล้ว แม้โจทก์บรรยาย ในคำฟ้องว่า สินค้าของจำเลยไม่ได้มาตรฐานตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดและไม่ผ่านการทดสอบของการไฟฟ้าส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้