Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2111/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่าให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าก่อสร้างงวดที่ 4จำนวน 402,000 บาท ตามสัญญาจ้างทำของท้ายฟ้อง และโจทก์ได้บรรยายฟ้องเรื่องละเมิดมาด้วย โดยอ้างว่าการกระทำที่ผิดสัญญาเกิดจากการประพฤติมิชอบของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 กลั่นแกล้งโจทก์เช่นนี้แม้ในเรื่องละเมิดโจทก์จะนำสืบฟังไม่ได้ ก็หาทำให้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นคู่สัญญาจ้างทำของหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาไปด้วยไม่.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

เนื้อความคำพิพากษา

คดีนี้สำนวนแรกห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลซุปเปอร์เทคนิคเป็นโจทก์ฟ้องกรมอาชีวศึกษากับพวกเป็นจำเลย สำนวนหลังกรมอาชีวศึกษาเป็นโจทก์ฟ้องห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซุปเปอร์เทคนิคกับพวกเป็นจำเลยศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ที่ 3ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ตามลำดับเรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกและโจทก์ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4ในสำนวนแรกคงเรียกตามเดิมโจทก์สำนวนแรกฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ของโรงเรียนเกษตรกรรมลำพูน โจทก์ทำการก่อสร้างเสร็จตามสัญญาจนกระทั่งงวดสุดท้าย

เกี่ยวกับเครื่องเฟอร์นิเจอร์ส่งไม่ได้เพราะจำเลยที่ 3 สั่งให้ร้านที่โจทก์ว่าจ้างหยุดทำงาน โจทก์แก้ไขแล้วจึงได้แจ้งให้คณะกรรมการตรวจงานจ้างมาตรวจรับงานอีกครั้งหนึ่ง แต่จำเลยที่ 2, ที่ 3, ที่ 4 ก็ไม่มาตรวจรับงานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันและแทนกันใช้เงินค่าจ้างทำของจำนวน 402,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเป็นรายเดือน เดือนละ 5,025 บาท โดยคิดในอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของเงินต้น 402,000 บาท จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสี่ในสำนวนแรกให้การว่า โจทก์ทำสัญญากับจำเลยที่ 1เท่านั้น จำเลยที่ 2, ที่ 3, ที่ 4 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาส่งงานล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดในสัญญา

จำเลยที่ 2, ที่ 3, ที่ 4 ปฏิบัติตามหน้าที่ไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ไม่ได้กลั่นแกล้งหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนหลังฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะต้องชำระเบี้ยปรับต่อโจทก์ทั้งนี้ในวงเงินไม่เกิน 117,000 บาท ปรากฏตามสัญญาท้ายฟ้องต่อมาจำเลยที่ 1 ทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ส่งมอบงานล่วงเลยกำหนดถึง 771 วัน จะต้องชำระเบี้ยปรับตามสัญญาให้โจทก์วันละ3,900 บาท เป็นเงิน 3,006,900 บาท แต่จำเลยที่ 1 ได้ชำระเบี้ยปรับบางส่วนแล้วเป็นเงิน 42,900 บาท จึงต้องชำระให้โจทก์อีกรวม2,964,000 บาท โจทก์ได้บอกสงวนสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับไว้แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้องร่วมรับผิดชำระเบี้ยปรับให้โจทก์

ส่วนจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในเบี้ยปรับนั้นในวงเงิน 117,000 บาทขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ชำระเบี้ยปรับจำนวน 2,964,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องถึงวันชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในหนี้เบี้ยปรับเป็นเงิน 117,000 บาทแก่โจทก์จำเลยในสำนวนหลังให้การว่า คณะกรรมการตรวจการจ้างของโจทก์เป็นฝ่ายประพฤติผิดบิดพลิ้วไม่ยอมไปตรวจรับงานงวดสุดท้ายของจำเลยในวันที่ 15 ธันวาคม 2523 เอง ที่มีการส่งมอบงานล่าช้าคือส่งในวันที่ 7 ธันวาคม 2524 นั้น ไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดของฝ่ายโจทก์ เบี้ยปรับที่เรียกร้องสูงไปมากเกินส่วน เพราะข้อบกพร่องที่ว่าจำเลยทำไม่แล้วเสร็จนั้นก็อาจแก้ไขได้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท

โจทก์ไม่ได้สงวนสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับไว้ในขณะรับมอบงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โจทก์ที่ 1ส่งมอบงานล่าช้าล่วงเลยกำหนดในสัญญาอันไม่ใช่ความผิดของฝ่ายจำเลย จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ไม่ได้กลั่นแกล้งหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องปนกันมาว่า ฝ่ายจำเลยกระทำละเมิดและผิดสัญญาร่วมกันก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่าโจทก์ที่ 1 ประสงค์จะเรียกค่าจ้างทำของตามสัญญาในงวดสุดท้ายเป็นเงิน402,000 บาท หาใช่เป็นการเรียกร้องโดยอาศัยมูลละเมิดไม่ เมื่อโจทก์ที่ 1 ส่งงานงวดสุดท้ายเสร็จและจำเลยที่ 1 ได้รับไว้โดยถูกต้องครบถ้วยตนได้ใช้งานตลอดมา

จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าจ้างให้โจทก์ที่ 1 ตามสัญญาเป็นเงิน 402,000 บาท ส่วนที่โจทก์ที่ 1 จะต้องถูกปรับตามสัญญา เพราะส่งมอบงานล่าช้าเกินกำหนดเป็นอีกเรื่องหนึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เป็นเพียงข้าราชการในสังกัดจำเลยที่ 1ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจการจ้างงานรายนี้เท่านั้นไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 ได้บอกแจ้งสงวนสิทธิในการที่จะเรียกเบี้ยปรับจากโจทก์ที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับจากโจทก์ที่ 1ได้ตามสัญญา พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยที่ 1 และโจทก์โดยงานเฉพาะส่วนที่ยังไม่แล้วเสร็จเป็นเงินประมาณเพียง 50,000 บาทประกอบกับงานทั้งหมดที่ยังไม่ได้ส่งมอบเป็นเงินเพียง 402,000 บาทเบี้ยปรับที่จำเลยที่ 1 เรียกจากโจทก์ที่ 1 จึงสูงเกินไป

เห็นควรให้ปรับโจทก์ที่ 1 ตามสัญญาเป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 3ผู้ค้ำประกันตามสัญญาต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ที่ 1 ในการชำระเบี้ยปรับด้วย ในวงเงินไม่เกิน 117,000 บาท และไม่ปรากฏว่าคู่กรณีประสงค์จะให้มีการหักกลบลบหนี้กันระหว่างเบี้ยปรับกับค่าจ้างตามสัญญาจึงไม่หักกลบลบหนี้ให้ คำฟ้องของโจทก์ส่วนสำคัญเป็นเรื่องเรียกค่าจ้างตามสัญญาจ้าง แม้จะมีมูลละเมิดปนอยู่ด้วย แต่โจทก์สืบไม่ได้ว่ามีการละเมิดจากฝ่ายจำเลย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าคดีโจทก์เฉพาะข้อนี้ขาดอายุความหรือไม่ และคดีของจำเลยที่ 1ที่เรียกเอาเบี้ยปรับจากโจทก์ที่ 3 ไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 402,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2524 ซึ่งเป็นวันตรวจรับมอบงานจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมครึ่งหนึ่งของจำนวนที่โจทก์ที่ 1 เสียไปจริงแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท

พร้อมดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 เฉพาะโจทก์ที่ 3ให้รับผิดตามสัญญาประกันในวงเงินไม่เกิน 117,000 บาท กับให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จำเลยที่ 1เสียไปจริงแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาทโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์บรรยาฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมรับผิดในข้อหาละเมิด มิใช่ประสงค์จะเรียกเงินค่าจ้างงวดที่ 4 จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญา ที่ศาลชั้นต้นฟังว่าฟ้องโจทก์เป็นการเรียกเงินตามสัญญาจ้างทำของ จึงเป็นการวินิจฉัยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องนั้น

เห็นว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าก่อสร้างงวดที่ 4 จำนวน 402,000 บาท ตามสัญญาจ้างทำของท้ายฟ้องการที่โจทก์บรรยายเรื่องละเมิดมาด้วย เนื่องจากโจทก์อ้างว่าการกระทำอันเป็นการผิดสัญญาเกิดจากการประพฤติมิชอบของจำเลยที่ 2ที่ 3 ที่ 4 กลั่นแกล้งโจทก์อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ แม้โจทก์จะนำสืบไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 กระทำละเมิดต่อโจทก์ก็มีผลทำให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 หลุดพ้นจากความรับผิดตามฟ้องเท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาจ้างทำของหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ตามสัญญาจ้างทำของจึงเป็นการวินิจฉัยที่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องแล้ว

ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้จะฟังว่าฟ้องโจทก์ที่ 1 เป็นการเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาจ้างทำของคดีของโจทก์ที่ 1 ก็ขาดอายุความเช่นเดียวกันนั้น เห็นว่าจำเลยที่ 1ให้การต่อสู้เฉพาะอายุความเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดเท่านั้น ฉะนั้น อายุความในเรื่องสัญญาจ้างทำของจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวให้จึงชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ ฉิมพาลี · เคียง บุญเพิ่ม · มีพาศน์ โปตระนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5417/2552

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ผู้ให้เช่าคืนเงินประกันค่าเสียหายจากการใช้สถานที่เช่าเนื่องจากภายหลังครบกำหนดเวลาสัญญาเช่า โจทก์ผู้เช่าได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเรีย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5473/2548

คำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า เมื่อปี 2538 จำเลยได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ด้านที่ติดกับที่ดินของจำเลย และเมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินของโจทก์ จำเลยได้ขัดขวางการรังวัด โดยอ้างว่าที่ดินบางส่วนเนื้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1440/2548

คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดสรรที่ดินและให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีที่ว่างตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5345/2546

คำฟ้องของโจทก์มีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ย่อมเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ทนายโจทก์จะไม่ระบุเลขที่ใบอนุญาตว่าความไว้ในคำฟ้องเนื่องจากความหลงลืม แต่ทนายโจทก์ก็ได้ยื่นใบแต่งทนายความซึ่งระบุเลขใบอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 363/2546

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 49 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาที่เหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้