Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 363/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 49 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาที่เหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่ และเหตุนั้นเป็นเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้ มิใช่ว่าเมื่อฟังว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตยักยอกทรัพย์ของบริษัทจำเลยผู้เป็นนายจ้างแล้วจะต้องถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอยู่ในตัว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถือโอกาสที่เป็นตัวแทนของผู้บริหารจำเลยขอเบิกและอนุมัติจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้ตัวเองทุกเดือนรวม52 ครั้ง เป็นเงินกว่าล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ทราบดีว่าจำเลยกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินจนทำให้กิจการของจำเลยเสียหาย นับว่ามีเหตุผลเพียงพอที่ทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจให้โจทก์บริหารกิจการของจำเลยต่อไป การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุอันสมควรและไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างที่ค้างค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ซึ่งจำเลยให้การว่าโจทก์ยักยอกเงินของจำเลยไปและตกลงจะผ่อนชำระคืน แต่ไม่ยอมชำระ จึงฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินที่ยักยอกไปคืนพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งสภาพแห่งข้อหาคือเหตุที่จำเลยมีสิทธิเหนือโจทก์เกิดจากการที่โจทก์ยักยอกเงินจำเลยไป โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินดังกล่าวแก่จำเลย ฟ้องแย้งดังกล่าวจึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ อีกทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 31 แล้ว ฟ้องแย้งจำเลยไม่เคลือบคลุม การที่โจทก์จะยกเรื่องอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่นั้น โจทก์จะต้องยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้งเพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาท เพื่อจะได้ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยก่อนที่ศาลแรงงานจะพิพากษาคดี ซึ่งคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 9วรรคสอง บัญญัติให้เป็นที่สุด เมื่อโจทก์มิได้ยกข้อต่อสู้ดังกล่าวไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้งแสดงว่าโจทก์ยอมรับอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยได้ การที่โจทก์เพิ่งยกปัญหานี้ขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์จึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 172 ป.วิ.พ. มาตรา 177 ป.วิ.พ. มาตรา 183 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 11 ธันวาคม 2540 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 123,000 บาท วันที่ 28 เมษายน2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า อ้างว่าโจทก์กระทำผิดกฎระเบียบและทุจริตนำเงินของจำเลยจำนวนประมาณ 500,000 บาท ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโจทก์ไม่ได้กระทำผิดตามข้ออ้างดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมต่อโจทก์โจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยอีกต่อไป จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 26กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 27 เมษายน 2542 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 131,200 บาท ค่าจ้างค้าง 231,200 บาท ค่าชดเชย 369,000 บาทและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 369,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้องและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนับแต่วันเลิกจ้าง ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของค่าจ้างค้างและค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดอาญาต่อจำเลยผู้เป็นนายจ้าง จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งของจำเลยกรณีร้ายแรง ความผิดเหล่านั้นคือการเบียดบังยักยอกทรัพย์ของจำเลยไปมากกว่า 500,000 บาท จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยชอบ ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงินที่เบียดบังยักยอกไปเป็นเงินต้น 653,952 บาท กับดอกเบี้ยถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2542 รวมเป็นเงิน 685,292 บาท

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 653,952 บาท นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้รับความยินยอมจากจำเลยให้มีอำนาจเบิกยืมเงินทดรองไปใช้ในกิจการงานของจำเลย จึงกระทำไปตามอำนาจหน้าที่มิใช่เป็นการละเมิดหรือผิดสัญญาจ้างต่อจำเลย จำเลยใช้สิทธิไม่สุจริตกลั่นแกล้งฟ้องแย้งโจทก์ฟ้องแย้งเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทุจริต และไม่เข้ากรณีใดกรณีหนึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(1) ถึง(5) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยเป็นเงิน 369,000 บาท แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนผู้บริหารงานของจำเลยทราบว่าจำเลยประสบปัญหาทางด้านการเงินมาโดยตลอดจนต้องขอรับเงินสนับสนุนจากบริษัทแม่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโอนเงินผ่านธนาคารกสิกรไทย

จำกัด เข้ามาเป็นรายวัน เฉลี่ยครั้งละประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ แทนที่โจทก์จะทุ่มเทบริหารงานเพื่อแก้ไขปัญหาขาดสภาพคล่องทางด้านการเงินของจำเลยโจทก์กลับเป็นผู้ขอเบิกและอนุมัติจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้ตัวเองทุกเดือนรวม 52 ครั้งเป็นเงินถึง 1,039,500 บาท จึงเป็นการกระทำอันไม่สมกับการปฏิบัติหน้าที่และการได้รับมอบความไว้วางใจในฐานะผู้บริหารอันพึงกระทำให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตเป็นสาเหตุเพียงพอที่จะทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจที่จะให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไป อีกทั้งไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ถือได้ว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582และไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ จำเลยไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ฟ้องแย้งของจำเลยแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับจึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เคลือบคลุม โจทก์ค้างชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสิ้นเป็นเงินรวม 1,039,500 บาท เมื่อหักเงินที่โจทก์ชำระคืนให้จำเลยแล้ว 473,491 บาทโจทก์จึงต้องชดใช้เงินคืนจำเลยอีก 566,009 บาท ตามเอกสารหมาย ล.8 และ ล.8/1พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เป็นเงิน 369,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 28 เมษายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยเป็นเงิน 566,009 บาท

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยให้ยกเสียทั้งสิ้นโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.1 พอสรุปได้ว่าหนี้ตามใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย ล.4 (ที่ถูกคือเอกสารหมาย ล.3) ฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน2541 จำนวน 67,925 บาท นั้น เป็นเงินที่โจทก์กู้จากจำเลยเป็นกรณีพิเศษ จำเลยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ และหนี้จำนวนนี้เป็นหนี้อย่างอื่นมิใช่หนี้ตามสัญญาจ้างแรงงานนั้น ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางก็พิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ตามใบสำคัญจ่ายดังกล่าวจำนวน 65,000 บาท ตามเอกสารหมาย

ล.8 ซึ่งตรงกับต้นเงิน 65,000 บาท ในใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย ล.3 ฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน2541 ไม่ได้พิพากษาให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยในเงินจำนวนนี้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ที่มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างโดยชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีระเบียบให้พนักงานเบิกเงินเดือนล่วงหน้าเมื่อได้รับความเดือดร้อนในกรณีฉุกเฉินได้ นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงเดือนมีนาคม 2542 โจทก์เบิกเงินล่วงหน้ารวม 52 ครั้ง เป็นเงินรวม 1,039,500 บาท ตามเอกสารหมาย

ล.3 เท่ากับศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเงินที่โจทก์เบิกล่วงหน้าตามเอกสารหมาย ล.3 เป็นเงินเดือนที่โจทก์เบิกล่วงหน้าในกรณีฉุกเฉินตามระเบียบของจำเลยนั่นเอง ดังนั้นที่โจทก์อุทธรณ์ว่าเงิน65,000 บาท ซึ่งรวมอยู่ในเอกสารหมาย ล.3 เป็นเงินอื่น ไม่ใช่เงินตามสัญญาจ้างแรงงานจึงเป็นอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกันส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 2.2 ที่ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่าการพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาที่เหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่ และเหตุนั้นเป็นเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้ มิใช่ว่าเมื่อฟังว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตยักยอกทรัพย์ของจำเลยไปแล้วจะต้องถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอยู่ในตัวดังที่โจทก์อ้าง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ถือโอกาสที่เป็นตัวแทนของผู้บริหารของจำเลยขอเบิกและอนุมัติจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้ตัวเองทุกเดือนติดต่อกันรวม 52 ครั้ง เป็นเงินถึง 1,039,500 บาท ทั้ง ๆ ที่ทราบดีว่าจำเลยกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินจนทำให้กิจการของจำเลยเสียหาย

นับว่ามีเหตุผลเพียงพอที่ทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจให้โจทก์บริหารกิจการของจำเลยต่อไป การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรและไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2.3 ที่ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุมนั้น ได้ความจากคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงเดือนมีนาคม 2542โจทก์อาศัยความไว้วางใจที่จำเลยมอบหมายให้มีอำนาจบริหารงานของจำเลยเบียดบังยักยอกเงินของจำเลยไปมากกว่า 500,000 บาท และตกลงจะผ่อนชำระเงินดังกล่าวคืนแต่ไม่ยอมชำระ จำเลยจึงฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินที่เบียดบังยักยอกไป 653,952 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาซึ่งก็คือเหตุที่จำเลยมีสิทธิเหนือโจทก์เกิดจากการที่โจทก์เบียดบังยักยอกเงินของจำเลยไป 653,952บาท โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินดังกล่าวให้จำเลยจึงเป็นคำฟ้องแย้งที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับอีกทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงอื่นที่โจทก์อ้างว่าจำเลยต้องกล่าวมาในฟ้องแย้งด้วยนั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นสำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 2.4 ที่ว่าแม้โจทก์จะเบิกเงินเดือนล่วงหน้าไปจากจำเลยจริงศาลแรงงานก็ไม่มีอำนาจพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลยนั้น

เห็นว่า การที่โจทก์จะยกข้อต่อสู้เรื่องอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่นั้นโจทก์จะต้องยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้งเพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทจะได้ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยก่อนที่ศาลแรงงานจะพิพากษาคดี ซึ่งคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางนั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้เป็นที่สุด เมื่อโจทก์มิได้ยกปัญหาเรื่องศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้งแสดงว่าโจทก์ยอมรับอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยได้ โจทก์เพิ่งยกปัญหานี้ขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์ซึ่งล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
หัสดี ไกรทองสุก · วีรพจน์ เพียรพิทักษ์ · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1773/2524

การที่จำเลยไม่มาศาลแรงงานในวันสืบพยาน ไม่มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯจึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น จำเลยจึงขาดนัดพิจารณาตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5417/2552

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ผู้ให้เช่าคืนเงินประกันค่าเสียหายจากการใช้สถานที่เช่าเนื่องจากภายหลังครบกำหนดเวลาสัญญาเช่า โจทก์ผู้เช่าได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเรีย…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2546 (เลขอ้างอิง 49908)

เมื่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง คำวินิจฉัยของอธิบดีฯ ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 9 แม้จำเลยที่ 6 จะยื่นคำร้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2546 (เลขอ้างอิง 50713)

เมื่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง คำวินิจฉัยของอธิบดีฯ ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 9 แม้จำเลยที่ 6 จะยื่นคำร้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4902/2545

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวศาลต้องพิจารณาคำฟ้องและคำให้การด้วยว่า ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมนั้นอ้างโดยอาศัยเห…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้