คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2523 เวลากลางวันจำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทง คือก. จำเลยได้ทำปลอมหนังสือเดินทางของนายแบร์รี่ เควิน เฮสตี้ ชาวออสเตรเลียและได้ปลอมเช็คเดินทางต่างประเทศของธนาคารมีชื่อแห่งหนึ่งในประเทศออสเตรเลียรวม 10 ฉบับคิดเป็นเงินไทย 23,880 บาท อันเป็นตั๋วเงินของนายแบร์รี่ เควิน เฮสตี้จำเลยได้ลงลายมือชื่อเป็นนายแบร์รี่ เควิน เฮสตี้ ในช่องเซ็นชื่อต่อหน้าของผู้เบิกเงินด้านหน้าเช็คเดินทางทั้ง 10 ฉบับ เพื่อให้นางสาวนพพรพนักงานของธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาราชเทวี หรือผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าจำเลยคือนายแบร์รี่ เควิน เฮสตี้ ในการไปขอแลกเงินตามเช็คจากธนาคารดังกล่าวข. จำเลยโดยทุจริต
แสดงตนเป็นนายแบร์รี่ เควิน เฮสตี้ นำหนังสือเดินทางปลอมและเช็คเดินทางต่างประเทศปลอมดังกล่าวในข้อ ก. แสดงต่อนางสาวนพพร เพื่อขอแลกเงินตามเช็คเดินทางปลอมนั้น นางสาวนพพรเชื่อว่าเป็นความจริงจึงจ่ายเงินของธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาราชเทวี ให้จำเลยไป 23,880 บาทการกระทำของจำเลยตามข้อ ก.และข. น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายแบร์รี่ เควิน เฮสตี้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด นางสาวนพพร ฯลฯ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266(4), 268, 341, 342(1) สั่งให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 23,880 บาท และนับโทษต่อจากโทษในอีกคดีหนึ่งจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266(4), 268, 341, 342(1) จำคุกฐานใช้หนังสือเดินทางปลอมและฐานใช้เช็คเดินทางปลอมเป็นสองกรรมให้คืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษต่อจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าตามคำบรรยายฟ้องจำเลยกระทำผิดฐานใช้หนังสือเดินทางปลอมกับใช้เช็คเดินทางปลอม ในคราวเดียวกันในการขอแลกเงินจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานใช้เช็คเดินทางปลอมซึ่งเป็นบทหนักโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาว่าการกระทำผิดของจำเลยในข้อหาใช้หนังสือเดินทางปลอมกับข้อหาใช้เช็คเดินทางปลอมเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่าการกระทำผิดของจำเลยดังกล่าวโจทก์บรรยายฟ้องไว้ในข้อ ข. มีความหมายชัดเจนว่า จำเลยนำหนังสือเดินทางปลอม และเช็คเดินทางปลอมไปแสดงต่อนางสาวนพพรเจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาราชเทวี ในคราวเดียวกัน เพื่อขอแลกเงินตามเช็คเดินทางปลอมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า การกระทำผิดของจำเลยในกรณีนี้เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90พิพากษายืน