Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2527 (เลขอ้างอิง 28558)

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยมีหน้าที่รับคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการรับโอนมรดกและการซื้อขายที่ดินตลอดจนมีหน้าที่เก็บเงินค่าธรรมเนียมแล้วรวบรวมส่งมอบให้เจ้าหน้าที่การเงินการที่จำเลยรับเงินค่าธรรมเนียมไว้แล้วไม่รวบรวมส่งมอบแก่เจ้าหน้าที่การเงินตามหน้าที่ แต่กลับเบียดบังเอาไว้เป็นของตนจำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 กรณีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 นี้เป็นบทบัญญัติที่เอาผิดแก่เจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานที่เบียดบังเอาทรัพย์ที่ตนได้มา หรือถือเอาไว้เพื่อจัดการตามหน้าที่ มิใช่เอาผิดเฉพาะว่าทรัพย์นั้นจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของทางราชการหรือของรัฐเท่านั้น การที่จำเลยปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยมีเจตนาที่จะใช้เป็นหลักฐานในการเบียดบังเงินค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยฐานเบียดบังเงินค่าธรรมเนียม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 อันเป็นบทหนักที่สุด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องจำเลยสองสำนวน ศาลสั่งรวมพิจารณา มีใจความฟ้องทำนองเดียวกันว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ 1 สังกัดสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการสอบสวนจัดทำเรื่องมรดก ใบแทน จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินซึ่งต่อเนื่องกับการรับมรดก เสนอเจ้าพนักงานที่ดินลงนามและเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในกิจการงานดังกล่าว แล้วส่งมอบให้เจ้าหน้าที่การเงิน จำเลยได้รับคำขอและจดทะเบียนสิทธินิติกรรม การรับโอนมรดก จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน กรอกรายการในสารบัญหลังโฉนดโดยปลอมลายมือชื่อเจ้าพนักงานที่ดิน และเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนดังกล่าวมาเบียดบังเอาไว้เป็นของตนเอง

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 151, 157, 161, 264, 265, 266, 268, 83, 91 และให้จำเลยคืนเงินรวม 2,152 บาท แก่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ กรมที่ดินด้วยจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สำนวนแรกจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161, 264, 266 แต่การกระทำฐานเป็นเจ้าพนักงานปลอมแปลงเอกสารและฐานปลอมแปลงเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 266 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 4 ปี สำนวนหลังจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266, 268 ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 4 ปีรวมจำคุก 8 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยทั้งสองสำนวน 4 ปี คำขออื่นยกโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151 และ 157 และขอให้จำเลยคืนเงินรวม 2,152 บาท แก่สำนักงานที่ดินบุรีรัมย์ กรมที่ดินศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 อีกกระทงหนึ่ง วางโทษจำคุกจำเลยสำนวนละ 5 ปี รวมเป็น 10 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก5 ปี และโทษความผิดฐานปลอมเอกสารอีก 4 ปี รวมจำคุกจำเลย 9 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 2,152 บาท แก่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ กรมที่ดิน นอกจากที่ดินให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

จำเลยมีหน้าที่รับคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการรับโอนมรดกและการซื้อขายที่ดิน ตลอดจนมีหน้าที่เก็บเงินค่าธรรมเนียมแล้วส่งมอบให้เจ้าหน้าที่การเงิน การที่จำเลยรับเงินค่าธรรมเนียมไว้แล้วไม่ส่งมอบแก่เจ้าหน้าที่การเงินตามหน้าที่ แต่กลับเบียดบังเอาไว้เป็นของตนจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เป็นบทบัญญัติที่เอาผิดแก่เจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานที่เบียดบังเอาทรัพย์ที่ตนได้มาหรือถือไว้เพื่อจัดการตามหน้าที่ ไม่ใช่เอาผิดเฉพาะว่าทรัพย์นั้นจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของทางราชการหรือของรัฐเท่านั้นการที่จำเลยปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมก็โดยมีเจตนาที่จะใช้เป็นหลักฐานในการเบียดบังยักยอกเงินค่าธรรมเนียมรายนี้

การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 อันเป็นบทหนักพิพากษาแก้เป็นว่า คดีสำนวนแรกจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 161, 264, 266 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 อันเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 5 ปี สำนวนหลังจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 264, 266 และ 268 แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 อันเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 5 ปี รวมสองสำนวนจำคุก 10 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กิติ บูรพรรณ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · ประการ กาญจนศูนย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2527 (เลขอ้างอิง 103066)

จำเลยมีหน้าที่รับคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการรับโอนมรดกและการซื้อขายที่ดิน ตลอดจนมีหน้าที่เก็บเงินค่าธรรมเนียมแล้วรวบรวมส่งมอบให้เจ้าหน้าที่การเงิน การที่จำเลยรับเงินค่าธรรมเนียมไว้แล้วไม่รวบรวมส่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2550

การที่จำเลยร่วมกันปลอมเอกสารหนังสือคำเสนอขอเช่าซื้อรถยนต์และแบบสัญญาค้ำประกัน หลังจากที่จำเลยร่วมกันปลอมเอกสารราชการใบรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน และร่วมกันปลอมเอกสารสำเนาบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1374/2545

พฤติการณ์ที่จำเลยลักสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของ ป. ไป แล้วปลอมลายมือชื่อของ ป. ในใบถอนเงินของธนาคารโจทก์ร่วม แล้วนำสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไปแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมและได้รับเงินมานั้น เป็นการกระท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5466/2533

คำว่า "เอกสารราชการ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(8) หรือมาตรา 265 หมายถึง เอกสารของราชการไทยเท่านั้น การที่จำเลยนำหนังสือเดินทางปลอมและเช็คเดินทางปลอมไปแสดงต่อพนักงานจ่ายเงินและรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5356/2533

จำเลยที่ 1 กับพวกปลอมหนังสือเดินทางและเช็คเดินทางรวม 12 ฉบับแล้วแยกนำไปใช้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารต่าง ๆ รวม 4 ธนาคารในคราวเดียวกันในแต่ละธนาคาร โดยมีเจตนาเพียงประการเดียวเพื่อฉ้อโกงเงินจากธนาคารแต่ละ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้