Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 205/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อปรากฏว่าสวัสดิการที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้างในกรณีการตาย นั้น บางกรณีลูกจ้างได้รับประโยชน์สูงกว่าบางกรณีได้รับประโยชน์ต่ำกว่าประโยชน์ทดแทนกรณีตาย ตามพ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ดังนี้การจะพิจารณาว่าสวัสดิการของโจทก์ที่จัดให้แก่ลูกจ้างในกรณีการตาย อันมิใช่เนื่องมาจากการทำงานนั้น มีการจ่ายในอัตราสูงกว่าประโยชน์ทดแทนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ หรือไม่ จะต้องพิจารณาจากโครงสร้างอัตราเงินเดือนของลูกจ้างทั้งระบบ มิใช่พิจารณาแต่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง กรณีนี้เมื่อพิจารณาโครงสร้างอัตราเงินเดือนของลูกจ้างทั้งระบบแล้วสวัสดิการของโจทก์ที่จัดให้แก่ลูกจ้างมีอัตราสูงกว่าประโยชน์ทดแทนตาม พ.ร.บ. ประกันสังคมฯ โจทก์จึงมีสิทธิขอลดส่วนอัตราเงินสมทบสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย ได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติครูพ.ศ. 2488 โจทก์ได้จัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นเพื่อจัดหาผลประโยชน์ จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2533 มีผลให้นายจ้างและลูกจ้างที่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมร่วมกับรัฐบาล เพื่อเป็นการประกันและเป็นสวัสดิการในการทำงานของลูกจ้างฝ่ายละร้อยละ 1.5 ของอัตราค่าจ้างของผู้ปรกันตาม โจทก์และลูกจ้างของโจทก์ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือนโจทก์จัดสวัสดิการในกรณีการตายอันมิใช่เนื่องมาจากการทำงานให้แก่ลูกจ้างก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกันสังคม

พ.ศ. 2533ใช้บังคับ ที่มีการจ่ายในอัตราสูงกว่าประโยชน์ทดแทนในกรณีการตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ โจทก์จึงมีสิทธิขอลดส่วนอัตราเงินสมทบในกรณีตายในอัตราร้อยละ 0.06 จากอัตราเงินสมทบร้อยละ 1.5ที่จะต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามมาตรา 55แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และประกาศคณะกรรมการประกันสังคม ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2534 เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการลดส่วนอัตราเงินสมทบเกี่ยวกับประโยชน์ทดแทนกรณีตาย แต่จำเลยไม่ยอมลดส่วนอัตราเงินสมทบเกี่ยวกับประโยชน์ทดแทนกรณีตายให้แก่โจทก์ ขอให้ศาลบังคับจำเลยลดส่วนอัตราเงินสมทบในกรณีการตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงานอัตราร้อยละ0.06 ให้แก่โจทก์จำเลยให้การว่า

ระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการจ่ายเงินบำเหน็จเงินทำขวัญและเงินช่วยเหลือในการทำศพเจ้าหน้าที่คุรุสภา พ.ศ. 2503หมวด 3 ข้อ 11 มีลักษณะไม่แน่นอน บางกรณีลูกจ้างได้รับผลประโยชน์สูงกว่า บางกรณีได้รับผลประโยชน์ต่ำกว่าประโยชน์ทดแทนตามกฎหมายไม่เป็นมาตรฐานแน่นอนจึงเป็นสวัสดิการที่มีการจ่ายในอัตราไม่สูงกว่าประโยชน์ทดแทนในกรณีตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533มาตรา 55 คำสั่งของจำเลยที่ไม่ลดส่วนอัตราเงินสมทบชอบแล้วขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางให้จำเลยมีคำสั่งลดส่วนอัตราเงินสมทบในกรณีตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงานอัตราร้อยละ 0.06 ของอัตราค่าจ้างของผู้ประกันตนให้โจทก์และลูกจ้างของโจทก์ โดยให้มีผลบังคับนับแต่วันที่จำเลยมีคำสั่งลดอัตราเงินสมทบในกรณีการตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงานเป็นต้นไปจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติว่า ขณะที่โจทก์ยื่นคำขอลดส่วนอัตราเงินสมทบในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 นั้น โจทก์มีลูกจ้างทั้งหมดประมาณ 2,200 คน อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสุดของลูกจ้างของโจทก์เดือนละ 2,800 บาท โจทก์มีลูกจ้างที่ได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดือนละ 2,800 บาท ประมาณ 10 คน และอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน วันละ 90 บาทคงมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์จัดสวัสดิการในกรณีการตายอันมิใช่เนื่องมาจากการทำงานให้แก่ลูกจ้างของโจทก์มีการจ่ายในอัตราที่สูงกว่าประโยชน์ทดแทนในกรณีตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 55 หรือไม่พิเคราะห์แล้ว

กรณีการตายอันมิใช่เนื่องมาจากการทำงานตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 73 นั้น กำหนดให้จ่ายหนึ่งร้อยเท่าของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานซึ่งเท่ากับ 9,000 บาท(90x100) ส่วนโจทก์มีระเบียบสวัสดิการเกี่ยวกับเรื่องการตายของลูกจ้างคือ ระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการจ่ายเงินบำเหน็จ เงินทำขวัญและเงินช่วยเหลือในการทำศพเจ้าหน้าที่คุรุสภา พ.ศ. 2503 ตามเอกสารหมาย จ.7 หมวด 3 ข้อ 11 กำหนดว่า ในกรณีเจ้าหน้าที่คุรุสภาถึงแก่กรรม ให้จ่ายเงินช่วยเหลือในการทำศพตามเกณฑ์ดังนี้ (ก)จ่ายค่าจ้างให้ในเดือนที่ถึงแก่กรรมเต็มเดือน (ข) จ่ายเงินช่วยเหลือให้เท่ากับค่าจ้างเต็มเดือน 2 เดือน กับจ่ายเงินช่วยเหลือค่าทำศพให้อีกรายละ 3,000 บาท ตามมติของการประชุมกรรมการสวัสดิการเจ้าหน้าที่องค์การค้าของครุสภา ครั้งที่ 8/2526-2527 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2526 ตามเอกสารหมาย

จ.8 ซึ่งออกตามระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเงินสวัสดิการต่าง ๆ ขององค์การค้าของคุรุสภา ว่าด้วยการจ่ายเงินสวัสดิการเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาช่วยเหลือในการจัดการศพ พ.ศ. 2518 เอกสารหมาย จ.9ซึ่งตามระเบียบและมติของการประชุมกรรมการสวัสดิการดังกล่าวในกรณีลูกจ้างที่ไดัรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดือนละ 2,800 บาทถึงแก่ความตาย โจทก์จะต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับดังนี้ (1)จ่ายค่าจ้างในเดือนที่ถึงแก่ความตายเต็มเดือนตามหมวด 3 ข้อ 11 (ก)2,800 บาท (2) จ่ายเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้าง 2 เดือนตามหมวด 3 ข้อ 11 (ข) 5,600 บาท และ (3) จ่ายเงินช่วยเหลือค่าทำศพอีก 3,000 บาท รวมเงินที่โจทก์กจะต้องจ่ายเงินทั้งสิ้น 11,400 บาทซึ่งมีอัตราสูงกว่าประโยชน์ทดแทนกรณีตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ

สำหรับการจ่ายเงินตามหมวด 3 ข้อ 11 (ข) และจ่ายเงินช่วยเหลือค่าทำศพ รวมเป็นเงิน 8,600 บาทนั้น ถือได้ว่าเป็นสวัสดิการที่โจทก์จัดให้แก่ลูกจ้าง แต่การจ่ายเงินตามหมวด 3 ข้อ 11(ก) นั้นเป้นทั้งค่าจ้างและสวัสดิการรวมกันอยู่ กล่าวคือ ในเดือนที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายนั้น เงินที่โจทก์จ่ายให้ตั้งแต่ต้นเดือนถึงวันที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายถือได้ว่าเป็นค่าจ้าง ส่วนเงินที่โจทก์จ่ายให้ตั้งแต่วันที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายถึงวันสิ้นเดือนถือได้ว่าเป็นเงินสวัสดิการ ดังนั้นหากลูกจ้างของโจทก์ซึ่งได้รับเงินเดือนขั้นต่ำสุดเดือนละ 2,800 บาท (เท่ากับวันละ 93.33 บาท)ถึงแก่ความตายในช่วงระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 25 ของเดือน ลูกจ้างก็จะได้รับเงินสวัสดิการตั้งแต่วันถึงแก่ความตายจนถึงสิ้นเดือนเป็นเงินเกินกว่า 400 บาท

เมื่อนำไปรวมกับเงินสวัสดิการที่ได้รับอยู่แล้ว 8,600 บาท ก็จะเป็นเงินเกินกว่า 9,000 บาท ซึ่งมีอัตราสูงกว่าประโยชน์ทดแทนในกรณีตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯแต่หากลูกจ้างถึงแก่ความตาย ในช่วงตั้งแต่วันที่ 26 จนถึงสิ้นเดือนลูกจ้างก็จะได้รับเงินสวัสดิการเป็นเงินต่ำกว่า 400 บาท เมื่อนำไปรวมกับเงินสวัสดิการที่ได้รับอยู่แล้ว 8,600 บาท ก็จะเป็นเงินต่ำกว่า 9,000 บาท ซึ่งมีอัตราต่ำกว่าประโยชน์ทดแทนกรณีตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ ดังนั้นสวัสดิการที่โจทก์จัดให้แก่ลูกจ้างในกรณีตายนั้น บางกรณีลูกจ้างได้รับประโยชน์สูงกว่าบางกรณีได้รับประโยชน์ต่ำกว่าประโยชน์ทดแทนกรณีตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างอัตราเงินเดือนของลูกจ้างทั้งระบบตามเอกสารหมาย

จ.10 แล้ว เห็นได้ว่าลูกจ้างส่วนใหญ่ประมาณ 2,190 คน ได้รับค่าจ้างเกินกว่า 2,800 บาท ซึ่งจะได้รับสวัสดิการรวมแล้วสูงกว่าประโยชน์ทดแทนในกรณีตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ คงมีลูกจ้างส่วนน้อยประมาณ 10 คน ที่ได้รับค่าจ้างอัตราต่ำสุดเดือนละ 2,800 บาท บางกรณีเท่านั้นที่ได้รับสวัสดิการต่ำกว่าประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า การพิจารณาการจัดสวัสดิการของโจทก์ให้แก่ลูกจ้างในกรณีตายนั้น จะต้องพิจารณาโครงสร้างอัตราเงินเดือนของลูกจ้างทั้งระบบมิใช่พิจารณาแต่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง กรณีนี้เมื่อพิจารณาโครงสร้างอัตราเงินเดือนของลูกจ้างทั้งระบบแล้ว สวัสดิการของโจทก์ที่จัดให้แก่ลูกจ้างในกรณีการตายอันมิใช่เนื่องมาจากการทำงานนั้นมีการจ่ายในอัตราสูงกว่าประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ โจทก์จึงมีสิทธิขอลดส่วนอัตราเงินสมทบสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีตายได้ในอัตราร้อยละ 0.06 ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประพัฒน์ อุชุภาพ · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · พรชัย สมรรถเวช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3656/2557

เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายและเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตนที่ถึงแก่ความตายนั้น พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้บัญญัติให้จ่ายแก่บุคคลตามมาตรา 73 (2) และทายาทผู้มีสิทธิตามมาตรา 77 จัตวา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 776/2553

คำว่า "ทายาท" ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 หมายถึง ทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงทายาทตามความเป็นจริงด้วย เมื่อโจทก์เป็นบิดาตามความเป็นจริง แต่มิใช่เป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 774/2553

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 (1) บัญญัติว่า การจ่ายเงินค่าทำศพให้จ่ายแก่ "บุคคล" ตามลำดับดังนี้... มาตรา 73 (2) การจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายให้จ่ายแก่ "บุคคล"... มาตรา 75…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8889/2547

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 29 บัญญัติให้นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างมีวันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่าปีละ 13 วัน โดยรวมวันแรงงานแห่งชาตินั้น ก็เพื่อให้ลูกจ้างประกอบกิจกรรมสำคัญทางศาสนาหรือตามประเพณีนิยม ซี่งว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4788/2546

ผู้ประกันตนถูกนายจ้างเลิกจ้าง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ซึ่งผู้ประกันตนจะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ต่อไปอีก 6 เดือน คือถึงวันที่ 31 มกราคม 2544 สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้