คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289, 80, 83, 91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 4, 6, 7, 55, 72, 78 ริบลูกจรวดและเครื่องยิงจรวดของกลาง คืนรถยนต์ทั้งสองคันแก่เจ้าของจำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายวิรัตน์ ภัทรประสิทธิ์ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 78 ให้ลงโทษจำคุกฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแก่จำเลยทั้งห้าคนละตลอดชีวิต และความผิดฐานมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียน ไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้จำคุก10 ปี แต่จำเลยทั้งห้านั้นศาลได้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงไม่นำโทษจำคุก 30 ปี (ที่ถูกน่าจะเป็น 10 ปี) มารวมอีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่เมื่อได้พิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดแล้ว
เห็นว่าไม่มีเหตุอันควรที่จะลดโทษให้แต่อย่างใด ลูกจรวดและเครื่องยิงจรวดของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เป็นความผิด จึงให้ริบเสียจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ลูกจรวดและเครื่องยิงจรวดของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เป็นความผิดจึงให้ริบส่วนรถยนต์ของกลางทั้งสองค้นคืนเจ้าของโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ร้อยตำรวจตรีสุธีร์ ตรุโนภาส และพันตำรวจตรีไพศาล ยุวนิช พยานโจทก์เบิกความว่าได้ทราบจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้ยิงนั้น คำขอจำเลยที่ถึงที่ 4 ก็เป็นคำซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกันมีน้ำหนักน้อยยังรับฟังเป็นความจริงมิได้ ส่วนคำเบิกความนายบุญเรือง ชอบใช้ ที่ว่ารู้เห็นเกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งห้าวางแผนที่ศาลาวัดศิริมงคลหรือวัดหนองขาว และที่ร้านอาหารตวงเพชรในการที่จะเอาอาวุธจรวดไปยิงนั้น
ก็ปรากฏจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ว่า นายบุญเรืองได้ร่วมวางแผนเป็นผู้ควบคุมดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย และพนักงานสอบสวนได้จับกุมนายบุญเรืองมาดำเนินคดีเช่นกัน แต่ต่อมาได้กันไว้เป็นพยาน นับว่ามีพฤติการณ์เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยจึงถือว่าเป็นคำซัดทอดของผู้ที่กระทำความผิดด้วยกันมีน้ำหนักน้อยยังรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ ส่วนที่ปรากฏตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ว่าหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ได้ขับรถไปที่สะพานขาว แล้วเอาอาวุธปืนโยนลงแม่น้ำและร้อยตำรวจตรีสุธีร์ ตรุโนภาส พยานโจทก์ว่าค้นพบชิ้นส่วนของอาวุธปืนซึ่งเป็นตัวอาวุธปืนในแม่น้ำน่าน ห่างสะพานขาวข้ามแม่น้ำน่านประมาณ 150 เมตร
วัตถุที่ค้นพบเป็นท่อยิงจรวดจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้นำชี้ ได้ให้จำเลยที่รับสารภาพลงลายมือชื่อรับรองในบันทึกแผนที่แสดงการโยนอาวุธปืนลงแม่น้ำไว้ด้วยตามเอกสารหมาย จ.42 นั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4ได้นำสืบปฏิเสธความข้อนี้ว่าได้ลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ และแสดงท่าให้ถ่ายภาพโดยถูกบังคับ ประกอบกับนายบุญส่ง ศรีคชชา พยานโจทก์ที่เบิกความว่าเห็นคนทิ้งของลงไปในแม่น้ำ ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าพยานเห็นจำเลยคนใดเป็นผู้โยนของลงแม่น้ำดังกล่าว จึงยังรับฟังไม่ได้ว่ากรณีเป็นเช่นนั้นจริง และโดยเฉพาะจำเลยที่ 5 ก็ปรากฏว่าไม่ได้รับสารภาพในชั้นสอบสวน ภาพแสดงท่าจำเลยที่ 5 ยิงจรวด จำเลยที่ 5ก็ไม่ได้แสดงเอง แต่สิบตำรวจโทวิรัชเป็นผู้แสดงแทนจึงยังรับฟังไม่ได้มั่นคงว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้ยิงและร่วมกระทำผิดด้วย
ส่วนที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ไม่ยอมหยุดรถให้ตำรวจสายตรวจบ้านไร่ตรวจจนกระทั่งทางสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองพิจิตรได้วิทยุแจ้งให้ตำรวจสายตรวจที่สี่แยกปลวกสูง อำเภอสามง่าม สกัดรถที่จำเลยทั้งสี่ขับมา และใช้อาวุธปืนจี้จับจำเลยทั้งสี่ไว้ได้ จึงน่าเชื่อว่าเป็นคนร้ายนั้นเห็นว่า ลำพังแต่มีพฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่พอให้รับฟังเป็นความจริงว่าจำเลยทั้งสี่เป็นคนร้ายรายนี้ เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่มั่นคงพอให้ฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้าได้กระทำผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน.