Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2029/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คำให้การซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกันก็ดี คำเบิกความซัดทอดของผู้ที่มีพฤติการณ์เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดแต่ พนักงานสอบสวนได้ กันไว้เป็นพยานก็ดีต่าง มีน้ำหนักน้อย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานประกอบที่พิสูจน์ให้ฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานโจทก์ก็ยังไม่เพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยได้.

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289, 80, 83, 91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 4, 6, 7, 55, 72, 78 ริบลูกจรวดและเครื่องยิงจรวดของกลาง คืนรถยนต์ทั้งสองคันแก่เจ้าของจำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายวิรัตน์ ภัทรประสิทธิ์ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 78 ให้ลงโทษจำคุกฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแก่จำเลยทั้งห้าคนละตลอดชีวิต และความผิดฐานมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียน ไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้จำคุก10 ปี แต่จำเลยทั้งห้านั้นศาลได้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงไม่นำโทษจำคุก 30 ปี (ที่ถูกน่าจะเป็น 10 ปี) มารวมอีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่เมื่อได้พิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดแล้ว

เห็นว่าไม่มีเหตุอันควรที่จะลดโทษให้แต่อย่างใด ลูกจรวดและเครื่องยิงจรวดของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เป็นความผิด จึงให้ริบเสียจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ลูกจรวดและเครื่องยิงจรวดของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เป็นความผิดจึงให้ริบส่วนรถยนต์ของกลางทั้งสองค้นคืนเจ้าของโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ร้อยตำรวจตรีสุธีร์ ตรุโนภาส และพันตำรวจตรีไพศาล ยุวนิช พยานโจทก์เบิกความว่าได้ทราบจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้ยิงนั้น คำขอจำเลยที่ถึงที่ 4 ก็เป็นคำซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกันมีน้ำหนักน้อยยังรับฟังเป็นความจริงมิได้ ส่วนคำเบิกความนายบุญเรือง ชอบใช้ ที่ว่ารู้เห็นเกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งห้าวางแผนที่ศาลาวัดศิริมงคลหรือวัดหนองขาว และที่ร้านอาหารตวงเพชรในการที่จะเอาอาวุธจรวดไปยิงนั้น

ก็ปรากฏจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ว่า นายบุญเรืองได้ร่วมวางแผนเป็นผู้ควบคุมดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย และพนักงานสอบสวนได้จับกุมนายบุญเรืองมาดำเนินคดีเช่นกัน แต่ต่อมาได้กันไว้เป็นพยาน นับว่ามีพฤติการณ์เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยจึงถือว่าเป็นคำซัดทอดของผู้ที่กระทำความผิดด้วยกันมีน้ำหนักน้อยยังรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ ส่วนที่ปรากฏตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ว่าหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ได้ขับรถไปที่สะพานขาว แล้วเอาอาวุธปืนโยนลงแม่น้ำและร้อยตำรวจตรีสุธีร์ ตรุโนภาส พยานโจทก์ว่าค้นพบชิ้นส่วนของอาวุธปืนซึ่งเป็นตัวอาวุธปืนในแม่น้ำน่าน ห่างสะพานขาวข้ามแม่น้ำน่านประมาณ 150 เมตร

วัตถุที่ค้นพบเป็นท่อยิงจรวดจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้นำชี้ ได้ให้จำเลยที่รับสารภาพลงลายมือชื่อรับรองในบันทึกแผนที่แสดงการโยนอาวุธปืนลงแม่น้ำไว้ด้วยตามเอกสารหมาย จ.42 นั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4ได้นำสืบปฏิเสธความข้อนี้ว่าได้ลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ และแสดงท่าให้ถ่ายภาพโดยถูกบังคับ ประกอบกับนายบุญส่ง ศรีคชชา พยานโจทก์ที่เบิกความว่าเห็นคนทิ้งของลงไปในแม่น้ำ ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าพยานเห็นจำเลยคนใดเป็นผู้โยนของลงแม่น้ำดังกล่าว จึงยังรับฟังไม่ได้ว่ากรณีเป็นเช่นนั้นจริง และโดยเฉพาะจำเลยที่ 5 ก็ปรากฏว่าไม่ได้รับสารภาพในชั้นสอบสวน ภาพแสดงท่าจำเลยที่ 5 ยิงจรวด จำเลยที่ 5ก็ไม่ได้แสดงเอง แต่สิบตำรวจโทวิรัชเป็นผู้แสดงแทนจึงยังรับฟังไม่ได้มั่นคงว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้ยิงและร่วมกระทำผิดด้วย

ส่วนที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ไม่ยอมหยุดรถให้ตำรวจสายตรวจบ้านไร่ตรวจจนกระทั่งทางสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองพิจิตรได้วิทยุแจ้งให้ตำรวจสายตรวจที่สี่แยกปลวกสูง อำเภอสามง่าม สกัดรถที่จำเลยทั้งสี่ขับมา และใช้อาวุธปืนจี้จับจำเลยทั้งสี่ไว้ได้ จึงน่าเชื่อว่าเป็นคนร้ายนั้นเห็นว่า ลำพังแต่มีพฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่พอให้รับฟังเป็นความจริงว่าจำเลยทั้งสี่เป็นคนร้ายรายนี้ เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่มั่นคงพอให้ฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้าได้กระทำผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · ชุม สุกแสงเปล่ง · มนู วงศ์แสงจันทร์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 10546/2558

เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ครบองค์ประกอบข…

Supreme Court Judgment No. 8642/2553

ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายเบิกความในตอนแรกระบุว่าคนร้ายคือจำเลยและ จ. ซึ่งเป็นคนรู้จักกันมาก่อนเพราะมีบ้านอยู่ใกล้กับบ้านพักของผู้เสียหาย หลังเกิดเหตุผู้เสียหายชี้ยืนยันบุคคลตามภาพถ่ายที่เจ้าพนักงานตำรวจ…

Supreme Court Judgment No. 734/2553

เครื่องจับเท็จเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่นำผลการตอบคำถามของจำเลยมาวิเคราะห์ตามหลักวิชาการแล้วประเมินผลจากการวิเคราะห์นั้นว่าจำเลยพูดจริงหรือเท็จ มีลักษณะเป็นเพียงความเห็นในทางวิชาการ ย่อมไม่อาจนำม…

Supreme Court Judgment No. 4135/2552

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 40 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำเลยแต่ละกระทงตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเพียง 13 กระทง ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเล…

Supreme Court Judgment No. 5253/2549

คดีนี้โจทก์มิได้อ้างและนำสายลับซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความทั้ง ๆ ที่สายลับรู้เห็นเหตุการณ์เช่นเดียวกับสิบตำรวจเอก ส. แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้มีประจักษ์พยานในคดีเพียงปากเดียว ย่อมเป็นการนำสืบพยานเดี…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up