Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 202/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ จำเลยมิได้ให้การถึงตราที่ใช้ประทับอยู่ในช่องผู้เช่าซื้อในหนังสือสัญญาเช่าซื้อว่าชอบหรือไม่อย่างไร เมื่อจำเลยไม่ให้การถึงต้องถือว่าจำเลยรับว่าเป็นตราของจำเลยที่ 1 คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ในข้อเท็จจริงนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84(1) ศาลไม่รับวินิจฉัยพยานจำเลยที่นำสืบว่าตราที่ประทับในช่องผู้เช่าซื้อไม่ใช่ตราของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมรถยนต์เป็นของจำเลยที่ 1 ส.กระทำโดยไม่สุจริตโอนรถยนต์ให้โจทก์ แล้วจึงมีการทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยทั้งสองมิได้ต่อสู้ว่าขณะทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์มิได้เป็นเจ้าของรถยนต์สัญญาเช่าซื้อจึงไม่ผูกพันจำเลยทั้งสอง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อจึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น เมื่อปัญหาดังกล่าวมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงต้องห้ามมิให้ยกขึ้นมากล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่โจทก์ เอกสารท้ายฟ้องโจทก์เป็นผู้กรอกข้อความเองทั้งสิ้นสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมแต่ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันไว้การที่จำเลยที่ 2 ให้การเพียงว่าโจทก์เป็นผู้กรอกข้อความในเอกสารทั้งสิ้น จึงเป็นเอกสารปลอม โดยจำเลยที่ 2 มิได้ให้การว่าเหตุใดจึงได้ลงชื่อไว้ในเอกสารดังกล่าวและเหตุใดโจทก์จึงนำเอกสารนั้นไปกรอกข้อความจนกลายเป็นเอกสารปลอมได้ ถือว่าไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งเป็นคำให้การที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็น

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โดยนายสมบูรณ์ สุวรรณไวพัฒนะ กรรมการผู้จัดการได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์จำนวน 2 คัน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ทั้งสองคันแก่โจทก์เพียง 3 งวด ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 ผิดนัดโจทก์ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์ทั้งสองคันในสภาพเรียบร้อยถ้าหากคืนไม่ได้ก็ให้ชำระราคา และร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ นายสมบูรณ์ สุวรรณไวพัฒนะ อดีต กรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจกระทำการโดยไม่สุจริตโอนรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุและรถยนต์ยี่ห้อฮีโน่แก่โจทก์ และโจทก์ให้เงินตอบแทนแก่นายสมบูรณ์จำนวน 60,000 บาท และ 80,000 บาทตามลำดับ

หลังจากนั้นนายสมบูรณ์ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ทั้งสองคันคืนในนามของตนเองโจทก์กระทำการไม่สุจริตกรอกข้อความเป็นเท็จลงในสัญญาเช่าซื้อโดยระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น-5382 นครราชสีมา หมายเลขเครื่อง 352968 เลขคัชชี9393268 และรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น.ม. 80-4029 หมายเลขเครื่อง 59737 เลขคัชชี เค เอ็ม 310-26573 ในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1 คืนรถไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระราคารถจำนวน 81,900 บาท และ 108,900 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 41,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายสำหรับรถคันหมายเลขทะเบียน

น-5382นครราชสีมา เป็นเงินวันละ 100 บาท ส่วนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนน.ม.80-4029 เป็นเงินวันละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถคืน คำขอนอกจากนี้ให้ยกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองในสองสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2530 นายสมบูรณ์ สุวรรณไวพัฒนะ กรรมการผู้จัดการของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ และยี่ห้อฮีโน่ กับโจทก์ในนามของจำเลยที่ 1โดยมีตราประทับอยู่ในช่องผู้เช่าซื้อ และมีจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อมามีการชำระค่าเช่าซื้อเพียง 3 งวด หลังจากนั้นโจทก์ก็ไม่ได้รับชำระค่าเช่าซื้ออีก

ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกัน แต่โจทก์ไม่ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสองคันคืน โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ปัญหาแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยมีสิทธิอ้างและนำสืบว่าตราที่ประทับในช่องผู้เช่าซื้อในสัญญาไม่ใช่ตราของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ในข้อนี้จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ เดิมรถยนต์ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 นายสมบูรณ์กระทำโดยไม่สุจริตโอนรถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์ และโจทก์ให้เงินตอบแทนแก่นายสมบูรณ์ แล้วจึงมีการทำสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว จะเห็นได้ว่าจำเลยมิได้ให้การถึงตราที่ใช้ประทับอยู่ในช่องผู้เช่าซื้อว่าชอบหรือไม่อย่างไร เมื่อจำเลยไม่ให้การถึงต้องถือว่าจำเลยรับว่าเป็นตราของจำเลยที่ 1คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ในข้อเท็จจริงนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(1) ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ยอมรับวินิจฉัยพยานจำเลยที่นำสืบว่าตราที่ประทับในช่องผู้เช่าซื้อไม่ใช่ตราของจำเลยที่ 1 นั้น

ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น.ปัญหาต่อมาจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อ ถือว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันเพราะเป็นปัญหาที่จำเลยได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้น ในข้อนี้จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่าเดิมรถยนต์คันดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1นายสมบูรณ์กระทำโดยไม่สุจริตโอนรถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์แล้วจึงมีการทำสัญญาเช่าซื้อ จะเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองมิได้ต่อสู้ว่าขณะทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์มิได้เป็นเจ้าของรถยนต์ดังกล่าวสัญญาเช่าซื้อจึงไม่ผูกพันจำเลยทั้งสอง อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น เมื่อปัญหาข้อนี้มิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้ยกขึ้นมากล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงถูกต้องแล้ว

ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันปัญหาสุดท้ายที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิกล่าวอ้างและนำสืบว่าจำเลยที่ 2 ลงชื่อในเอกสารเพื่อค้ำประกันเงินกู้ให้แก่นายสมบูรณ์ แต่มีการนำเอกสารนั้นไปกรอกข้อความเป็นสัญญาค้ำประกันในคดีนี้อันผิดไปจากข้อตกลง การกรอกข้อความดังกล่าวจึงเป็นการปลอมเอกสาร

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 2 ให้การเพียงว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่โจทก์ เอกสารท้ายฟ้องโจทก์เป็นผู้กรอกข้อความเองทั้งสิ้นสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม แต่ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันไว้ การที่จำเลยที่ 2 ให้การเพียงว่าโจทก์เป็นผู้กรอกข้อความในเอกสารทั้งสิ้น จึงเป็นเอกสารปลอม โดยจำเลยที่ 2 มิได้ให้การว่าเหตุใดจึงได้ลงชื่อไว้ในเอกสารดังกล่าว และเหตุใดโจทก์จึงนำเอกสารนั้นไปกรอกข้อความจนกลายเป็นเอกสารปลอมได้ ถือว่าไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งเป็นคำให้การที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้ชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เพ็ง เพ็งนิติ · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · อุระ หวังอ้อมกลาง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1816/2534

จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้ลอย ๆ เพียงว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ของโจทก์ เนื่องจากทำขึ้นโดยขัดต่อระเบียบข้อบังคับของโจทก์เป็นคำให้การที่ไม่แสดงให้แจ้งชัดถึงเหตุแห่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7463/2553

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 บัญญัติว่า คดีอันผู้ให้เช่าจะฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหกเดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าการที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3353/2552

คดีแพ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายจะต้องนำพยานมาสืบต่อศาลเพื่อให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานว่าพยานฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่ากัน หากพยานฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าศาลก็จะใช้ดุลพินิจพิพากษาให้ฝ่ายนั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375/2546

คำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทไว้ในครอบครองโดยทุจริตนั้นทุจริตอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวไว้ชัด ที่ว่าคบคิดกับบุคคลอื่น บุคคลอื่นนั้น เป็นผู้ทรงเช็คคนก่อนหรือไม่ หรือเป็นผู้ใดไม่ปรากฏ ที่ว่าโจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 951/2546

แม้โจทก์จะเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงและภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะตกแก่โจทก์ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างโดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้