Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 187/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามคำฟ้องของโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่า ที่ดินที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดมีเนื้อที่ 4,090.99ตารางเมตร สำหรับปี พ.ศ. 2528 และ พ.ศ. 2529 กับมีเนื้อที่3,870.05 ตารางเมตร สำหรับปี พ.ศ. 2531 เพียงแต่โจทก์อ้างว่าที่ดินที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนสำนักงานขายควรมีเนื้อที่เพียง 324.56 ตารางเมตร ที่เหลือนอกนั้นเป็นที่ดินที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่น ดังนั้นตามข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์ย่อมมีหน้าที่จะต้องชำระค่าภาษีปีละครั้งตามค่ารายปีของที่ดินที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนสำนักงานขาย และที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่นทั้งหมดในอัตราร้อยละ12.5 ต่อปีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475มาตรา 8 และพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินแก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ. 2475 มาตรา 5 และเมื่อโจทก์มิได้กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าค่ารายปีของที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนสำนักงานขาย และที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่นนั้น มีอัตราแตกต่างกัน อันจะทำให้การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1นำจำนวนที่ดินทั้งหมดมารวมคิดค่ารายปีในอัตราเดียวกันเป็นการไม่ถูกต้อง ดังนั้นการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1คิดค่ารายปีจากจำนวนที่ดินที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดรวมกันในอัตราเดียวกัน แล้วประเมินค่าภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 13เจ้าของโรงเรือนจะได้รับประโยชน์ลดค่ารายปีลงเหลือเพียงหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษีโรงเรือนก็ต่อเมื่อเจ้าของโรงเรือนได้ติดตั้งเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าในโรงเรือนและเป็นส่วนควบอันสำคัญเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรม โมบายออฟฟิศมีเพียงแผงสวิตซ์ สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องจักรผสมคอนกรีตติดตั้งอยู่เท่านั้น แต่การผลิตคอนกรีตผสมเสร็จอันเป็นอุตสาหกรรมของโจทก์ ความสำคัญอยู่ที่เครื่องจักรผสมคอนกรีต เมื่อเครื่องจักรผสมคอนกรีตอันเป็นส่วนที่มีลักษณะสำคัญเพื่อดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์นั้น มิได้ติดตั้งในโมบายออฟฟิศลำพังแต่แผงสวิตซ์ สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องจักรผสมคอนกรีตจึงมิใช่ส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์ ตามความหมายของพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 13 ไม่มีสิทธิได้ลดค่ารายปีสำหรับเสียภาษีโรงเรือนลงเหลือหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษี ที่วางเครื่องจักรผสมคอนกรีต มีสภาพเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างที่เป็นฐานติดตรึงกับพื้นดินโดยมีเครื่องจักรผสมคอนกรีตติดตั้งเป็นส่วนควบอยู่ตอนบนเท่านั้น ไม่ได้มีสภาพเป็นโรงเรือนสำหรับให้เครื่องจักรผสมคอนกรีตได้ติดตั้งเป็นส่วนควบเข้าด้วย จึงไม่เป็นโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์ ไม่มีสิทธิได้ลดค่ารายปีสำหรับเสียภาษีโรงเรือนลงเหลือหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษี ห้องปั๊มลมมีสภาพของห้องทั้งสี่ด้านและด้านบนทำด้วยแผ่นเหล็กมีรูปลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ครอบเครื่องปั๊มลมไว้มุมฝาทั้งสี่ด้านมีขาเหล็กยึดติดกับพื้นคอนกรีตมีประตูทางเข้า1 บาน ภายในห้องมีเครื่องปั๊มลมอันเป็นเครื่องจักรกลไกที่สนับสนุนการทำงานของเครื่องจักรผสมคอนกรีตติดตั้งอยู่กับพื้นคอนกรีตจึงเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างสำหรับคุ้มกันเครื่องปั๊มลมเท่านั้นไม่ได้มีสภาพเป็นที่สำหรับอยู่หรือไว้สิ่งของคล้ายโรงเรือน ถือไม่ได้ว่าเป็นโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบที่สำคัญอันมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์ ไม่มีสิทธิได้ลดค่ารายปีสำหรับเสียภาษีโรงเรือนลงเหลือหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษี สายพานลำเลียงปูนซีเมนต์มีสภาพเป็นสายพาน*ลำเลียงแขวนอยู่บนคานเหล็กซึ่งมีขาตั้งเป็นเหล็กติดตรึง อยู่ กับพื้นคอนกรีตในที่โล่งไม่มีฝาหรือหลังคาคลุม จึงมีสภาพเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างไม่ได้มีสภาพเป็นโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์ไม่มีสิทธิได้ลดค่ารายปีสำหรับเสียภาษีโรงเรือนลงเหลือหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษี โรงคุมสายพาน ลำเลียงปูนซีเมนต์ มีสภาพเป็นโรงขนาดสูงใหญ่มีฝาสองด้าน มีหลังคาคลุม เป็นพื้นที่ขนาด 10.0x12 เมตรโครงสร้างเป็นเหล็กติดตรึง กับพื้นคอนกรีตอย่างมั่นคงแข็งแรงมีคานเหล็กพร้อมขาตั้งเหล็กที่ติดตรึง อยู่ กับพื้นคอนกรีตภายในโรงอย่างมั่นคงแข็งแรงเช่นกัน ใช้เป็นที่แขวนสายพาน ลำเลียงปูนซีเมนต์ด้วยรอกร้อยโซ่ มีมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนล้อในการลำเลียงปูนซีเมนต์บรรจุถุงจากเรือสู่รถยนต์บรรทุกเพื่อนำไปยังถังเก็บสำหรับใช้ส่งเข้าเครื่องจักรผสมคอนกรีตในการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จจำหน่าย คาน รอกโซ่ สายพาน ลำเลียงและมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมล้อประกอบกันสามารถใช้เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการส่งถ่ายแรงได้ จึงเป็นเครื่องจักรกลที่สำคัญเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์ขึ้นในโรงเรือนนั้น ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพ.ศ. 2475 มาตรา 13 จึงเป็นโรงเรือนที่ต้องลดค่ารายปีสำหรับเสียภาษีโรงเรือนลงเหลือเพียงหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษี

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 13 ป.วิ.พ. มาตรา 172 ป.วิ.พ. มาตรา 183

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528, พ.ศ. 2529และ พ.ศ. 2531 ตามลำดับ โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 16/1ประจำปี พ.ศ. 2528 พ.ศ. 2529 และ พ.ศ. 2531 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อให้กำหนดค่ารายปี และประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนประจำปี พ.ศ. 2528, พ.ศ. 2529 จำนวน 8 รายการและประจำปี พ.ศ. 2531 จำนวน 19 รายการ ต่อมาโจทก์ได้รับใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนประจำปี พ.ศ. 2528, พ.ศ. 2529 และพ.ศ. 2531 ตามลำดับ โดยกำหนดค่ารายปีและให้โจทก์เสียภาษีโรงเรือนประจำปี พ.ศ. 2528 จำนวน 8 รายการ เป็นเงิน 9,581.25 บาทประจำปี พ.ศ. 2529 จำนวน 8 รายการ เป็นเงิน 57,487.50 บาทประจำปี

พ.ศ. 2531 จำนวน 19 รายการ เป็นเงิน 58,757.50 บาทโจทก์ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลย แล้วได้ยื่นคำขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เพียงบางรายการ ต่อมาโจทก์ได้รับใบแจ้งคำชี้ขาดจากจำเลยที่ 2 ซึ่งวินิจฉัยยืนตามการประเมินของของเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีโรงเรือนประจำปี พ.ศ. 2528 รวม 3 รายการ คือ(ก) โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโมบายออฟฟิศ รายการที่ 1และที่วางเครื่องจักรผสมคอนกรีต รายการที่ 8 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินค่ารายปีโรงเรือนทั้งสองรายการ เป็นจำนวน 600 บาท และ 6,000 บาท คิดเป็นค่าภาษี 75 บาท และ750 บาท ตามลำดับโรงเรือนทั้งสองรายการนี้ เป็นโรงเรือนที่ติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก ซึ่งใช้ในการดำเนินการอุตสาหกรรม

ย่อมได้รับลดหย่อนค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษี ซึ่งเมื่อลดค่ารายปีโรงเรือนทั้งสองรายการลงแล้วจะได้ค่ารายปีรายการที่ 1 จำนวน 200 บาท คิดเป็นภาษีได้เพียง25 บาท และค่ารายปีรายการที่ 8 จำนวน 2,000 บาท คิดเป็นค่าภาษีได้250 บาท แต่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้เรียกเก็บภาษีทั้งสองรายการนี้ไปเป็นเงินรวม 825 บาท โดยไม่ลดหย่อนค่ารายปีลงจึงเป็นการเรียกค่าภาษีจากโจทก์เกินไปเป็นเงินรวม 600 บาท(ข) โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่มีพื้นที่เป็นที่ดินต่อเนื่องกันคือสำนักงานขาย รายการที่ 2 โรงเรือนดังกล่าวมีพื้นที่56.25 ตารางเมตร ถูกประเมินค่ารายปีเป็นจำนวนทั้งสิ้น 60,690 บาทคิดเป็นค่าภาษี 7,586.25 บาท

การประเมินดังกล่าวเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้นำเอาจำนวนเนื้อที่ของที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนอื่น ๆ ทุกรายการที่ยื่นแสดงไว้ใน ภ.ร.ด.2 ทั้งหมดจำนวน 4,090.99 ตารางเมตร มารวมเข้ากับเนื้อที่ของสำนักงานขายแล้วนำไปกำหนดค่ารายปี และค่าภาษีเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนอื่น ๆ ไม่ใช่ต่อเนื่องกับโรงเรือนสำนักงานขาย เมื่อคำนวณตามสัดส่วนของพื้นที่โรงเรือนสำนักงานขายซึ่งมีพื้นที่ 56.25 ตารางเมตร แล้วจะได้ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนรายการนี้ 324.56 ตารางเมตร เมื่อนำมารวมกับพื้นที่ของโรงเรือนรายการที่ 2 อีก 56.25 ตารางเมตรแล้วก็จะได้เป็นพื้นที่ทั้งสิ้น 380.81 ตารางเมตร

เมื่อคำนวณค่ารายปีในอัตราตารางเมตรละ 14.63 บาท ค่ารายปีของโรงเรือนรายการนี้จะเป็นจำนวน 5,559.83 บาท คิดเป็นค่าภาษีเท่ากับ 694.98 บาทแต่ปรากฏว่าจำเลยได้เรียกเก็บค่าภาษีโรงเรือนรายการนี้ไปเป็นเงินสูงถึง 7,586.25 บาท จึงต้องคืนค่าภาษีที่เกินไปจำนวน6,891.27 บาท ให้แก่โจทก์รวมค่าภาษีโรงเรือนประจำปี พ.ศ. 2528ที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันคืนให้แก่โจทก์ เป็นเงินทั้งสิ้น7,491.27 บาทสำหรับภาษีโรงเรือนประจำปี พ.ศ. 2529 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมิน 4 รายการ คือ(ก) โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโมบายออฟฟิศรายการที่ 1โรงคุมสายพาน ลำเลียงปูนซีเมนต์ รายการที่ 3 และที่วางเครื่องจักรผสมคอนกรีต รายการที่ 8 เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินค่ารายปีโรงเรือนทั้งสามเป็นจำนวน 3,600 บาท, 21,600 บาท และ 36,000บาท

คิดเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดิน 450 บาท 2,700 บาท และ 4,500บาท ตามลำดับ โรงเรือนทั้งสามเป็นโรงเรือนที่ติดตั้งเครื่องจักรกลไกเป็นส่วนควบที่สำคัญ ซึ่งใช้ในการดำเนินการอุตสาหกรรมย่อมได้รับลดหย่อนค่ารายปีลงเหลือเพียงหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษีซึ่งเมื่อลดค่ารายปีโรงเรือนลงแล้วจะได้ค่ารายปีรายการที่ 1จำนวน 1,200 บาท คิดเป็นค่าภาษี 150 บาท รายการที่ 3 จำนวน7,200 บาท คิดเป็นค่าภาษี 900 บาท และรายการที่ 8 จำนวน 12,000บาท คิดเป็นค่าภาษี 1,500 บาท แต่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1ได้เรียกเก็บภาษีทั้ง 3 รายการ เป็นเงินรวม 7,650 บาท โดยไม่ลดหย่อนค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษี จึงเป็นการเรียกค่าภาษีจากโจทก์เกินไปเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 5,100 บาท(ข)

โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่มีพื้นที่เป็นที่ดินต่อเนื่องกันคือ สำนักงานขาย รายการที่ 2 โรงเรือนดังกล่าวมีเนื้อที่จำนวน 56.25 ตารางเมตร ถูกประเมินค่ารายปีเป็นจำนวนทั้งสิ้น 364,140 บาท คิดเป็นค่าภาษี 45,517.50 บาท การประเมินดังกล่าวเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้นำเอาที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนอื่น ๆ ทุกรายการที่ได้ยื่นแสดงไว้ในแบบ ภ.ร.ด. 2จำนวน 4,090.99 ตารางเมตร มารวมเข้ากับเนื้อที่ของโรงเรือนสำนักงานขายแล้วนำไปประเมินค่าภาษี โจทก์เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานทำการประเมินภาษีโดยนำที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนรายการอื่นมาคิดรวมไว้กับโรงเรือนรายการที่ 2 ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากที่ดินต่อเนื่องดังกล่าวเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนรายการอื่น

ๆ ไม่ใช่ต่อเนื่องกับโรงเรือนสำนักงานขาย ซึ่งเมื่อคำนวณตามสัดส่วนของพื้นที่โรงเรือนสำนักงานขายซึ่งมีพื้นที่ 56.25 ตารางเมตร แล้วจะได้พื้นที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนรายการนี้ 324.56 ตารางเมตร และเมื่อนำมารวมกับพื้นที่ของโรงเรือนแล้ว เป็นพื้นที่ทั้งสิ้น380.81 ตารางเมตร เมื่อคำนวณค่ารายปีในอัตราตารางเมตรละ 87.80บาทแล้ว จะได้ค่ารายปีจำนวน 33,435.12 บาท คิดเป็นค่าภาษี4,179.39 บาท แต่จำเลยได้เรียกเก็บค่าภาษีโรงเรือนดังกล่าวเป็นเงิน45,517.50 บาท จึงต้องคืนค่าภาษีที่เกินไปจำนวน 41,338.11 บาทรวมค่าภาษีโรงเรือนประจำปี พ.ศ. 2529 ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนให้แก่โจทก์ เป็นเงินทั้งสิ้น 46,438.11 บาทสำหรับภาษีโรงเรือนประจำปี

พ.ศ. 2531 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมิน 5 รายการคือ(ก) โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโมบายออฟฟิศ รายการที่ 1สายพานลำเลียงปูนซีเมนต์รายการที่ 18 และโรงคุมสายพาน ลำเลียงปูนซิเมนต์รายการที่ 19 เจ้าพนักงานประเมินภาษีของจำเลยที่ 1ประเมินค่ารายปีแต่ละรายการเป็นจำนวน 3,600 บาท และ 21,600 บาทคิดเป็นค่าภาษี 450 บาท และ 2,700 บาท แต่เนื่องจากโรงเรือนทั้ง 2 รายการนี้เป็นโรงเรือนที่ติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกซึ่งใช้ในการดำเนินการอุตสาหกรรมย่อมที่จะได้รับลดหย่อนค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามก่อนนำมาคิดภาษีซึ่งหากลดหย่อนค่ารายปีตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว จะได้ค่ารายปีสำหรับโรงเรือนโมบายออฟฟิศ 1,200 บาท

คิดเป็นค่าภาษี 150 บาทและสายพาน ลำเลียงปูนซีเมนต์กับโรงคุมสายพาน ลำเลียงปูนซีเมนต์ทั้งสองรายการประเมินค่ารายปีรวมกันได้ 7,200 บาท คิดเป็นค่าภาษี 900 บาท แต่จำเลยได้เรียกเก็บภาษีทั้งสองรายการนี้รวมเป็นเงิน 3,150 บาท โดยไม่ลดหย่อนค่ารายปีเหลือหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษี จึงเรียกค่าภาษีจากโจทก์เกินไปเป็นเงิน 2,100 บาท(ข) โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นที่วางเครื่องจักรผสมคอนกรีต รายการที่ 3 และห้องปั๊มลม รายการที่ 8 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินค่ารายปี 2 รายการนี้รวมเข้ากับรายการกองหิน กองทราย ถังซีเมนต์ เป็นจำนวน 54,000 บาท คิดเป็นค่าภาษี 6,750 บาท โรงเรือนทั้งสองนี้เป็นโรงเรือนที่ติดตั้งเครื่องจักรกลไกอันเป็นส่วนควบที่สำคัญ

ย่อมได้รับลดหย่อนค่ารายปีเหลือหนึ่งในสามก่อนนำมาคำนวณคิดภาษี เจ้าพนักงานประเมินควรแยกจำนวนพื้นที่ของโรงเรือนที่เป็นเครื่องจักรผสมคอนกรีตและห้องปั๊มลมออกจากจำนวนพื้นที่โรงเรือนที่เป็นกองหิน กองทราย ถังซีเมนต์เสียก่อน แล้วจึงประเมินค่ารายปีในอัตราเดียวกันกับโมบายออฟฟิศในอัตราเมตรละ 202.70 บาท ซึ่งจะได้ค่ารายปีโรงเรือน 2 รายการนี้เป็นเงิน 6,891.80 บาท และ 1,167.55 บาท แล้วหักลดหย่อนค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามจะได้ค่ารายปีสำหรับที่วางเครื่องจักรผสมคอนกรีตเท่ากับ 2,297.27 บาท คิดเป็นค่าภาษี 287.16 บาท และห้องปั๊มลมได้เท่ากับ 389.18 บาท คิดเป็นค่าภาษี 48.65 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับค่าภาษีที่เรียกเก็บสำหรับรายการที่เป็นกองหิน

กองทรัพย์แล้วจะรวมเป็นค่าภาษีทั้งสิ้น 6,078.39 บาท แต่จำเลยเรียกเก็บรวมเป็นเงิน 6,750 บาท โดยไม่ลดหย่อนค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามสำหรับโรงเรือนที่เป็นที่วางเครื่องจักรผสมคอนกรีตและห้องปั๊มลมจึงเรียกเก็บภาษีจากโจทก์เกินไป เป็นเงินทั้งสิ้น 671.61 บาท(ค) โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ประเภทที่มีพื้นที่โรงเรือนเป็นที่ดินต่อเนื่องกับสำนักงานขาย รายการที่ 2 โรงเรือนดังกล่าวนี้มีพื้นที่ 56.25 ตารางเมตร เจ้าพนักงานประเมินค่ารายปี347,760 บาท คิดเป็นภาษี 43,470 บาท การประเมินภาษีดังกล่าวเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 1 ได้นำเอาที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนอื่น ๆ ทุกรายการที่ได้แสดงไว้ในแบบ ภ.ร.ด.2 จำนวน3,870.05 ตารางเมตร

มารวมแล้วนำไปประเมินค่าภาษี ได้ค่ารายปีในอัตรา 88.57 บาท ต่อตารางเมตร การที่เจ้าพนักงานประเมินที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนรายการอื่นมาคิดรวมกับโรงเรือนสำนักงานขายย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้เนื่องจากที่ดินต่อเนื่องดังกล่าว เป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนอื่น ๆซึ่งคำนวณตามสัดส่วนของพื้นที่โรงเรือนสำนักงานขาย จะได้ที่ดินใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนจำนวน 324.56 ตารางเมตร และเมื่อนำมารวมกับพื้นที่ของโรงเรือนนี้อีก 56.25 ตารางเมตร จะได้พื้นที่ทั้งสิ้น 380.81 ตารางเมตร เมื่อคำนวณค่ารายปีในอัตราเมตรละ 88.57 บาท แล้วจะได้ค่ารายปีจำนวน 33,728.34 บาทคิดเป็นภาษีได้เพียง 4,216.04 บาท แต่เจ้าพนักงานของจำเลยได้เรียกเก็บค่าภาษีโรงเรือนรายการนี้เป็นเงิน 43,470 บาท จึงต้องคืนค่าภาษีที่เกินไป

จำนวน 39,253.96 บาท ให้แก่โจทก์ รวมค่าภาษีโรงเรือนประจำปี พ.ศ. 2531 ที่จำเลยทั้งสองต้องคืนแก่โจทก์เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 42,025.57 บาท ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือน (ภ.ร.ด.8) ประจำปี พ.ศ. 2528 เล่มที่ 109เลขที่ 1 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2528 และประจำปี พ.ศ. 2529เล่มที่ 107 เลขที่ 17 ลงวันที่ 24 เมษายน 2529 และประจำปีพ.ศ. 2531 เล่มที่ 102 เลขที่ 23 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2532กับให้เพิกถอนคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 2 (ภ.ร.ด.11) ประจำปี พ.ศ. 2528 เล่มที่ 9เลขที่ 46 ลงวันที่ 12 เมษายน 2532 ประจำปี พ.ศ. 2529 เล่มที่ 9เลขที่ 43 ลงวันที่ 12 เมษายน 2532 และประจำปี

พ.ศ. 2531เล่มที่ 9 เลขที่ 44 ลงวันที่ 12 เมษายน 2532 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนประจำปี พ.ศ. 2528, พ.ศ. 2529และ พ.ศ. 2531 เป็นเงินรวม 95,954.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้นจำเลยให้การว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ให้โจทก์ชำระภาษีตามผลการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินโดยมิได้ลดหย่อนค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามก่อนคิดคำนวณภาษี การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับสำนักงานขายโดยวิธีนำเอาพื้นที่ดินต่อเนื่องทุกรายการมารวมกับพื้นที่ของโรงเรือนที่เป็นสำนักงานขาย และการที่เจ้าพนักงานประเมินที่วางเครื่องจักรผสมคอนกรีตและห้องปั๊มลมเข้ากับกองหิน

กองทราย และถังซีเมนต์ ก็เพราะรายการดังกล่าวมีลักษณะการใช้ประโยชน์ร่วมกันและอยู่ในบริเวณเดียวกัน ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามแบบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือน (ภ.ร.ด.8)ประจำปี พ.ศ. 2528 เล่มที่ 109 เลขที่ 1 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม2528 และประจำปี พ.ศ. 2529 เล่มที่ 107 เลขที่ 17 ลงวันที่24 เมษายน 2529 และประจำปี พ.ศ. 2531 เล่มที่ 102 เลขที่ 23ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2532 กับเพิกถอนคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.11) ของจำเลยที่ 2ประจำปี พ.ศ. 2528 เล่มที่ 9 เลขที่ 46 ลงวันที่ 12 เมษายน 2532และประจำปี

พ.ศ. 2529 เล่มที่ 9 เลขที่ 46 ลงวันที่ 12 เมษายน 2532ประจำปี พ.ศ. 2529 เล่มที่ 9 เลขที่ 43 ลงวันที่ 12 เมษายน 2532และประจำปี พ.ศ. 2531 เล่มที่ 9 เลขที่ 44 ลงวันที่ 12 เมษายน2532 โดยให้จำเลยที่ 1 ปรับปรุงและแก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี พ.ศ. 2528 สำหรับโรงเรือนโมบายออฟฟิศ และโรงเรือนเครื่องจักรผสมคอนกรีต ให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของโรงเรือนแต่ละรายการ ประจำปี พ.ศ. 2529 สำหรับโรงเรือนโมบายออฟฟิศ โรงคุมสายพาน ลำเลียงปูนซีเมนต์โรงเรือนเครื่องจักรผสมคอนกรีต ให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของโรงเรือนแต่ละรายการ และประจำปี พ.ศ. 2531สำหรับโรงเรือนโมบายออฟฟิศ โรงเรือนเครื่องจักรผสมคอนกรีตห้องปั๊มลม

โรงคุมสายพาน ลำเลียงปูนซีเมนต์ สายพาน ลำเลียงปูนซีเมนต์ให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของโรงเรือนแต่ละรายการเมื่อจำเลยที่ 1 ปรับปรุงแก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำชี้ขาดใหม่แล้วให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปให้แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ถ้าไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีของจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน จากวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์ให้ยกโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "อุทธรณ์ของโจทก์ที่โต้แย้งเกี่ยวกับการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 นำเอาที่ดินจำนวนเนื้อที่ 4,090.99 ตารางเมตร มาคำนวณค่ารายปีของปีพ.ศ. 2528 และ พ.ศ. 2529 กับจำนวนเนื้อที่ 3,870.05 ตารางเมตรมาคำนวณค่ารายปีของปี พ.ศ. 2531 แล้วประเมินค่าภาษีจากโจทก์โดยถือว่าเป็นที่ดินที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนสำนักงานขายทั้งหมด ว่าเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่า ที่ดินที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดมีเนื้อที่ 4,090.99 ตารางเมตร สำหรับปีพ.ศ. 2528 และ พ.ศ. 2529 กับมีเนื้อที่ 3,870.05 ตารางเมตรสำหรับปี

พ.ศ. 2531 เพียงแต่โจทก์อ้างว่า ที่ดินที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนสำนักงานขายควรมีเนื้อที่เพียง 324.56ตารางเมตร ที่เหลือนอกนั้นเป็นที่ดินที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่น ดังนั้นตามข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์ย่อมมีหน้าที่จะต้องชำระค่าภาษีปีละครั้งตามค่ารายปีของที่ดินที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนสำนักงานขาย และที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่นทั้งหมดในอัตราร้อยละ12.5 ต่อปีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475มาตรา 8 และพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินแก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ. 2475 มาตรา 5 และเมื่อโจทก์มิได้กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าค่ารายปีของที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนสำนักงานขาย และที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่นนั้น

มีอัตราแตกต่างกัน อันจะทำให้การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1นำจำนวนที่ดินทั้งหมดมารวมคิดค่ารายปีในอัตราเดียวกันเป็นการไม่ถูกต้อง ดังนั้นการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1คิดค่ารายปีจากจำนวนที่ดินที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดรวมกันในอัตราเดียวกัน แล้วประเมินค่าภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้วกรณีหาใช่โจทก์มีที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนสำนักงานขายเพียง 324.56 ตารางเมตร โดยไม่มีที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่นอีก 3,766.43 ตารางเมตร แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 กลับคำนวณค่ารายปีจากที่ดินจำนวน4,090.99 ตารางเมตร อันเป็นเหตุให้ค่ารายปีมากผิดความจริงเป็นเหตุให้ค่าภาษีมีจำนวนมากเกินกว่าจำนวนที่จะต้องเสียตามกฎหมายไปด้วย

ดังนั้นที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ควรเสียภาษีที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนสำนักงานขายเป็นพื้นที่ตามอัตราเฉลี่ยเพียง 324.56 ตารางเมตร รวมกับพื้นที่ของโรงเรือนสำนักงานขายอีก 56.25 ตารางเมตร แล้วนำไปคำนวณค่ารายปี และคิดภาษีตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนจำนวนภาษีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้เรียกเก็บไปจากโจทก์นั้นมากกว่าจำนวนดังกล่าวไปเท่าใดต้องถือว่าคิดเกิน ต้องคืนให้แก่โจทก์ เท่ากับโจทก์โต้แย้งไม่ยอมเสียค่าภาษีสำหรับที่ดินที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่นของโจทก์ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่จะต้องเสียภาษีตามบทกฎหมายที่ได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้นส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า

ค่ารายปีของที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างแต่ละรายมีอัตราไม่เท่ากัน การนำจำนวนที่ดินมารวมคิดในอัตราไม่เท่ากัน การนำจำนวนที่ดินมารวมคิดในอัตราเดียวกันจึงไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ที่ดินบางส่วนยังเป็นที่ดินว่างเปล่า โจทก์ไม่ได้ใช้ประโยชน์จึงไม่ต้องเสียภาษี และที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์ก็ควรได้รับการลดค่ารายปีลงเหลือเพียงหนึ่งในสามด้วยนั้นเป็นปัญหาที่โจทก์ตั้งขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อแรกมีว่าการประเมินภาษีโรงเรือน

สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 ตามแบบแจ้งรายการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี พ.ศ. 2528, พ.ศ. 2529และ พ.ศ. 2531 โมบายออฟฟิศจะต้องลดค่ารายปีลงเหลือเพียงหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษีหรือไม่ พิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 13 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของโรงเรือนใดติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมินท่านให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสาม..." ดังนี้ เห็นได้ว่าเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าที่ติดตั้งนั้นต้องติดตั้งในโรงเรือนและเป็นส่วนควบอันสำคัญจึงจะได้รับประโยชน์ตามมาตรานี้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า

โมบายออฟฟิศตามภาพถ่ายหมาย ล.1 แผ่นที่ 103และหมาย จ.1 แผ่นที่ 29 มีเพียงแผงสวิตช์ สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องจักรผสมคอนกรีตตามภาพถ่ายหมาย จ.1 แผ่นที่ 33 ถึง 35และหมาย ล.1 แผ่นที่ 104 ติดตั้งอยู่เท่านั้น แต่การผลิตคอนกรีตผสมเสร็จเพื่อจำหน่ายอันเป็นอุตสาหกรรมของโจทก์นั้น ความสำคัญอยู่ที่เครื่องจักรผสมคอนกรีต หาใช่อยู่ที่แผงสวิตช์สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องจักรผสมคอนกรีตไม่ เมื่อเครื่องจักรผสมคอนกรีตอันเป็นส่วนที่มีลักษณะสำคัญเพื่อดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์นั้นมิได้ติดตั้งในโมบายออฟฟิศ ลำพังแต่แผงสวิตช์สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องจักรผสมคอนกรีตจึงมิใช่ส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์ ตามความหมายของบทกฎหมายดังกล่าว

ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินทรัพย์สินรายการนี้โดยมิได้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสาม จึงเป็นการถูกต้อง คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ชอบแล้วไม่มีเหตุที่โจทก์จะมาฟ้องเรียกเงินคืน โดยอ้างว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เรียกภาษีไว้เกิน คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางเกี่ยวกับภาษีโรงเรือนของทรัพย์สินรายการนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในข้อที่ 2 มีว่า ทรัพย์สินตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี พ.ศ. 2528 และพ.ศ. 2529 รายการที่ 8 และประจำปีภาษี พ.ศ. 2531 รายการที่ 3ที่ว่างเครื่องจักรผสมคอนกรีต เป็นโรงเรือนที่จะต้องลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษีหรือไม่

เห็นว่า ที่วางเครื่องจักรผสมคอนกรีตตามภาพถ่ายหมาย จ.1 แผ่นที่ 33 ถึง 35และหมาย ล.1 แผ่นที่ 104 นั้น มีสภาพเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างที่เป็นฐานติดตรึงกับพื้นดินโดยมีเครื่องจักรผสมคอนกรีตติดตั้งเป็นส่วนควบอยู่ตอนบนเท่านั้น หาได้มีสภาพเป็นโรงเรือนสำหรับให้เครื่องจักรผสมคอนกรีตได้ติดตั้งเป็นส่วนควบเข้าด้วยไม่ทรัพย์สินดังกล่าว จึงไม่เป็นโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่าภาษีทรัพย์สินรายการนี้โดยมิได้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสาม จึงเป็นการถูกต้อง คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางเกี่ยวกับค่าภาษีทรัพย์สินรายการนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา

อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในข้อที่ 3 มีว่า ทรัพย์สินรายการที่ 8 ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี พ.ศ. 2531 คือ ห้องปั๊มลม เป็นโรงเรือนที่จะต้องลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษีหรือไม่ เห็นว่า ห้องปั๊มลมตามภาพถ่ายหมาย จ.1 แผ่นที่ 34 และหมาย ล.1 แผ่นที่ 101 นั้นสภาพของห้องทั้งสี่ด้านและด้านบนทำด้วยแผ่นเหล็กมีรูปลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ครอบเครื่องปั๊มลมไว้มุมฝาทั้งสี่ด้านมีขาเหล็กยึดติดกับพื้นคอนกรีตมีประตูทางเข้า 1 บาน ภายในห้องมีเครื่องปั๊มลมอันเป็นเครื่องจักรกลไกที่สนับสนุนการทำงานของเครื่องจักรผสมคอนกรีตติดตั้งอยู่กับพื้นคอนกรีตสภาพดังกล่าวจึงเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างสำหรับคุ้มกันเครื่องปั๊มลมเท่านั้น

หาได้มีสภาพเป็นที่สำหรับอยู่หรือไว้สิ่งของคล้ายโรงเรือนไม่ ถือไม่ได้ว่าเป็นโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบที่สำคัญอันมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์ จึงไม่มีข้อพิจารณาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะต้องลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามก่อนประเมินค่าภาษีตามที่โจทก์อ้าง การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางเกี่ยวกับภาษีทรัพย์สินรายการนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในข้อที่ 4 มีว่า ทรัพย์สินรายการที่ 18 ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี พ.ศ. 2531 สายพาน

ลำเลียงปูนซีเมนต์ เป็นโรงเรือนที่จะต้องลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษีหรือไม่ เห็นว่าสายพาน ลำเลียงปูนซีเมนต์ตามภาพถ่ายหมาย ล.1 แผ่นที่ 105มีสภาพเป็นสายพาน ลำเลียงแขวนอยู่บนคานเหล็กซึ่งมีขาตั้งเป็นเหล็กติดตรึง อยู่ กับพื้นคอนกรีตในที่โล่ง ไม่มีฝาหรือหลังคาคลุมจึงมีสภาพเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้าง หาได้มีสภาพเป็นโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์ไม่ จึงไม่มีข้อพิจารณาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะต้องลดค่ารายปีของทรัพย์สินรายการลงนี้เหลือหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษีตามที่โจทก์อ้าง การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้วคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางเกี่ยวกับภาษีทรัพย์สินรายการนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา

อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายมีว่า ทรัพย์สินรายการที่ 19 ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี พ.ศ. 2531 โรงคุมสายพาน ลำเลียงปูนซีเมนต์ เป็นโรงเรือนที่จะต้องลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามก่อนคำนวณภาษีหรือไม่เห็นว่า โรงคุมสายพาน ลำเลียงปูนซีเมนต์ตามภาพถ่ายหมาย จ.1แผ่นที่ 31, 32 และหมาย ล.1 แผ่นที่ 106 มีสภาพเป็นโรงขนาดสูงใหญ่มีฝาสองด้าน มีหลังคาคลุม เป็นพื้นที่ขนาด 10.30 x 12 เมตรโครงสร้างเป็นเหล็กติดตรึง กับพื้นคอนกรีตอย่างมั่นคงแข็งแรงมีคานเหล็กพร้อมขาตั้งเหล็กที่ติดตรึง อยู่ กับพื้นคอนกรีตภายในโรงอย่างมั่นคงแข็งแรงเช่นกัน คานเหล็กดังกล่าวใช้เป็นที่แขวนสายพาน

ลำเลียงปูนซีเมนต์ด้วยรอกร้อยโซ่ มีมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนล้อในการลำเลียงปูนซีเมนต์บรรจุถุงจากเรือสู่รถยนต์บรรทุกเพื่อนำไปยังถังเก็บสำหรับใช้ส่งเข้าเครื่องจักรผสมคอนกรีตในการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จจำหน่าย คาน รอกโซ่ สายพาน ลำเลียงและมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมล้อดังกล่าวประกอบกันสามารถใช้เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการส่งถ่ายแรงได้ จึงเป็นเครื่องจักรกลไกที่สำคัญเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์ เมื่อโรงคุมสายพาน ได้ติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมของโจทก์ขึ้นในโรงเรือนนั้น ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475มาตรา 13 แล้ว ทรัพย์สินรายการนี้จึงเป็นโรงเรือนที่ต้องลดค่ารายปีลงเหลือเพียงหนึ่งในสามตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 8 ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี พ.ศ. 2528 และ พ.ศ. 2529 และสำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 3 ที่ 8 ที่ 18 ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี พ.ศ. 2531 เสียด้วยนอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนพ กีรติยุติ · ก้าน อันนานนท์ · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14977/2558

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 บัญญัตินิยามของคำว่า "โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ" ให้กินความถึงแพด้วยเท่านั้น มิได้กำหนดความหมายไว้โดยเฉพาะ หม้อแปลงไฟฟ้าพิพาทติดตั้งยึดติดอยู่บน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5417/2552

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ผู้ให้เช่าคืนเงินประกันค่าเสียหายจากการใช้สถานที่เช่าเนื่องจากภายหลังครบกำหนดเวลาสัญญาเช่า โจทก์ผู้เช่าได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเรีย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5473/2548

คำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า เมื่อปี 2538 จำเลยได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ด้านที่ติดกับที่ดินของจำเลย และเมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินของโจทก์ จำเลยได้ขัดขวางการรังวัด โดยอ้างว่าที่ดินบางส่วนเนื้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1440/2548

คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดสรรที่ดินและให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีที่ว่างตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 363/2546

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 49 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาที่เหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้