Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะที่ยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละสองพันบาท จำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์หรือมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่า จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ไม่มีข้อตกลงให้โจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ทราบคำบอกกล่าวของโจทก์ที่ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินของโจทก์แล้ว การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า มีสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์มีกำหนด 12 ปี โดยจำเลยที่ 1 ยกบ้านให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินของโจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ และจำเลยที่ 1 จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันอีกไม่ได้ จำเลยที่ 1 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีหลักฐานการเช่าและไม่มีสิทธิใด ๆ เหนือที่ดินพิพาท โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ออกไปจากที่พิพาทแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ยอมออก จึงเป็นการอยู่โดยละเมิด

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๖๘๖ จำเลยเป็นผู้เช่าส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าวปลูกบ้านอยู่อาศัย ค่าเช่าเดือนละ ๑๑๐ บาท ครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว จำเลยที่ ๒ เข้าอยู่อาศัยบ้านดังกล่าวในฐานะบริวารของจำเลยที่ ๑ ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่าโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทราบล่วงหน้าว่าไม่ประสงค์จะให้เช่าอีกต่อไป ครั้นครบกำหนดสัญญาเช่าจำเลยไม่ยอมออก ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปให้หมดสิ้น จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๑ มิใช่ผู้เช่าที่ดินเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย โจทก์ตกลงกับสามีจำเลยที่ ๑ อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ สร้างบ้านอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์โดยโจทก์จะยอมจดทะเบียนให้จำเลยมีสิทธิเหนือพื้นดินมีกำหนด ๑๒ ปี และเพื่อเป็นการตอบแทนจำเลยที่ ๑ ยอมยกบ้านดังกล่าวให้โจทก์เมื่อครบกำหนดเวลานั้น ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินบนที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์และสามีไม่เคยตกลงให้จำเลยที่ ๑ ปลูกบ้านในที่ของโจทก์โดยให้มีสิทธิเหนือพื้นดินหรือจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้จำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้องแย้งและบังคับคดีตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคดี โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวาร ให้รื้อถอนโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดของโจทก์ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละสองพันบาท จำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์หรือมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่า จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓ เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าไม่มีข้อตกลงให้โจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ทราบคำบอกกล่าวของโจทก์ที่ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ ๑ ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินของโจทก์แล้ว

การที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า มีสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์จำเลยที่ ๑ เพราะโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ ๑ ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์มีกำหนด ๑๒ ปี โดยจำเลยที่ ๑ ยกบ้านให้แก่โจทก์และจำเลยที่ ๑ไม่ทราบว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ออกจากที่ดินของโจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ และจำเลยที่ ๑ จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เช่าที่ดินพิพาทโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าไม่มีการเช่าก็น่าจะยกฟ้องโจทก์แต่กลับวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ อยู่ในที่ดินพิพาทโดยละเมิดแล้วพิพากษาขับไล่จำเลยที่ ๑ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและพิพากษาเกินคำขอนั้น

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีหลักฐานการเช่าและไม่มีสิทธิใด ๆ เหนือที่ดินพิพาท โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมออก ดังนั้นการที่จำเลยที่ ๑ ยังอยู่ในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นการอยู่โดยละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว หาเป็นการวินิจฉัยนอกสำนวนหรือพิพากษาเกินคำขอไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประสาท บุณยรังษี · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ชูเชิด รักตะบุตร์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายดลจรัส รัตนโศภิต
ศาลอุทธรณ์ - นายดำริ ศุภพิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้