Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1627/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในการลงบัญชีของบริษัทโจทก์ได้ลงตามใบสำคัญ รายการใดไม่มีใบสำคัญแต่มีบันทึกของผู้จัดการเป็นภาษาจีน ผู้ช่วยสมุห์บัญชีก็จะคัดลอกเป็นภาษาไทยไว้เป็นเอกสารลงบัญชี เอกสารดังกล่าวนี้จึงเป็นเอกสารของบริษัทโจทก์ ทำขึ้นเพื่อประกอบการลงบัญชีของโจทก์ ไม่ใช่ทำขึ้นเป็นการส่วนตัวของผู้ช่วยสมุห์บัญชี เมื่อเอกสารดังกล่าวมีข้อความโจทก์ได้รับเงินตามรายการในเอกสารนั้น และโจทก์เป็นผู้ทำขึ้นแล้วจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ไม่สำคัญ ถือได้ว่าเป็นใบรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 103 แล้ว และเมื่อเป็นใบรับแล้วแม้จะไม่ใช่แบบพิมพ์ของบริษัทโจทก์ ไม่มีกรรมการบริษัทเซ็นชื่อ หรือไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำใบรับก็ตาม ใบรับนั้นก็ต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 28 ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่จะได้รับยกเว้นตามกฎหมาย เมื่อบริษัทโจทก์เริ่มก่อตั้งเงินของบริษัทไม่พอใช้ บรรดาผู้ถือหุ้นได้ออกเงินทดรองให้บริษัทโจกท์ เงินนี้บริษัทโจทก์ไม่ให้ดอกเบี้ยเพราะถือเป็นกันเองระหว่างญาติ ดังนี้เมื่อบริษัทโจทก์เป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นให้บริษัทโจทก์ยืมเงินในฐานะส่วนตัวของผู้ถือหุ้นแต่ละคน การที่บริษัทโจทก์ออกใบรับในกรณีรับเงินนี้ มิใช่ใบรับที่บุคคลในคณะบุคคลซึ่งกระทำกิจการร่วมกันออกให้ซึ่งกันและกันตามหน้าที่เพื่อดำเนินกิจการของคณะบุคคลนั้น โจทก์จึงจำต้องปิดอากรแสตมป์ในใบรับรองดังกล่าว เพราะไม่เข้าข้อยกเว้นตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 25 ฒ. ผู้จัดการบริษัทโจทก์ได้ยืมเงินบริษัทโจทก์ไปใช้สอยส่วนตัวแล้วชำระคืนให้โจทก์ในการรับชำระเงินคืน บริษัทโจทก์ได้ออกใบรับให้ผู้จัดการไปด้วย แต่ฟังไม่ได้ว่าใบรับนั้นได้ปิดอากรแสตมป์แล้ว ฉะนั้น ใบรับเงินชำระหนี้ที่ค้างดังกล่าวซึ่งโจทก์ทำขึ้นและโจทก์เป็นผู้ทรงอยู่ โจทก์จึงต้องเป็นผู้ปิดแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 28 เมื่อโจทก์ต้องเสียอากรสำหรับใบรับเงินทดรองและใบรับชำระหนี้ค้าง แต่โจทก์ไม่ได้ปิดแสตมป์ให้ถูกต้องจนพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบ พนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมมีอำนาจที่จะเรียกเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรจากโจทก์ได้ บริษัทโจทก์กู้เงินจากบุคคลภายนอกและได้ทำใบรับเงินกู้ไว้ เมื่อการกู้นั้นมีสัญญากู้ซึ่งปิดอากรแสตมป์มีจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว โจทก์ก็ไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ซ้ำในใบรับอีก แม้ปรากฏว่าแสตมป์ปิดในสัญญากู้ไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ก็ตาม แต่เมื่อสัญญากู้ได้ปิดอากรแสตมป์เป็นราคาไม่น้อยกว่า อากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าที่ปิดทับกระดาษเพื่อมิให้แสตมป์ใช้ได้อีก ก็ย่อมเป็นการปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามมาตรา 103 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 561/2487 และ 461/2488)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 103 ป.รัษฎากร มาตรา 114 ป.รัษฎากร มาตรา 15 ป.รัษฎากร มาตรา 41 ป.รัษฎากร มาตรา 16 ป.รัษฎากร มาตรา 50 ป.รัษฎากร มาตรา 11

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษายกเลิกคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่เรียกเก็บเงินค่าอากรและเงินเพิ่มอากร และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒,๓ และ ๔

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ตรวจพบใบรับตราสารจำนวน ๑๕๔ ฉบับมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ โจทก์เป็นผู้ทรงตราสารและถือเอาประโยชน์แห่งตราสาร และมีหน้าที่ต้องเสียอากร แต่โจทก์ละเลยจนมีการตรวจพบ จำเลยที่ ๑ จึงมีอำนาจเรียกเก็บอาการและเงินเพิ่มอากรจากโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คำสั่งเรียกเก็บเงินอากรและเงินเพิ่มอากรของจำเลยที่ ๑ กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒, ๓,๔ ตามฟ้องเฉพาะใบรับเงินทดรองและใบรับเงินชำระหนี้ค้างรวม ๑๔๗ ฉบับ เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร จึงให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อนี้ และให้เพิกถอนคำสั่งเรียกเก็บเงินอากรและเงินเพิ่มอาการของจำเลยที่ ๑ กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่เกี่ยวกับใบรับเงิน ๗ ฉบับ ซึ่งเกี่ยวกับสัญญากู้เงินหมาย จ.๒ ถึง จ.๘ โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับใบรับเงินตามหนังสือสัญญากู้ของโจทก์รวม ๗ ฉบับด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าเอกสาร ๑๕๔ ฉบับ เป็นตราสารประเภทใบรับอันจะต้องปิดอากรแสตมป์หรือไม่ และโจทก์มีหน้าที่ต้องปิดอากรแสตมป์หรือไม่ ได้ความจากนายสุรพงศ์ หิรัญชัยพฤกษ์ ผู้ช่วยสมุห์บัญชีบริษัทโจทก์ว่า นายสุรพงศ์มีหน้าที่รวบรวมใบสำคัญต่าง ๆ ช่วยทำงบรายเดือน บางครั้งช่วยลงรายการบัญชี การลงบัญชีต้องลงตามใบสำคัญรับจ่าย รายการบางอย่างหาใบสำคัญไม่ได้ เช่นค่ารับรอง ค่ารถ หรือเงินยืมทดรองรับ รายการเหล่านี้ผู้จัดการจะจดไว้ในกระดาษหลาย ๆ รายและหลาย ๆ วันส่งมาให้ลงบัญชีครึ่งหนึ่ง สำหรับรายการเงินยืมทดรองกับ นายสุรพงศ์คัดลอกจากบันทึกของผู้จัดการที่เป็นภาษาจีนแล้วพิมพ์เป็นภาษาไทยเรียงลำดับวันอ่อนแก่ ให้สมุห์บัญชีลงบัญชี

เอกสาร ๑๕๔ ฉบับนี้ก็ทำขึ้นโดยวิธีที่กล่าวแล้ว บันทึกของผู้จัดการเมื่อออกเสร็จก็ฉีกทิ้งไป รายรับตามเอกสาร ๑๕๔ ฉบับเป็นจริงทั้งนั้น คือบริษัทโจทก์ได้รับเงินมาจริงตามที่ระบุไว้ นายวิชัย ตันติวัฒน์พาณิชย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ก็ว่า บันทึกที่ผู้จัดการส่งไปให้ลงบัญชีแต่ละครั้ง ๆ เลอะเทอะ นายสุรพงศ์ผู้ช่วยสมุห์บัญชีได้จัดทำขึ้นใหม่ และถือเอาเอกสารนี้ลงบัญชี เอกสารนั้นคือ เอกสาร ๑๕๔ ฉบับส่งให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรตรวจ เป็นเอกสารรับเงินทดรองจากผู้ถือหุ้น ๑๓๕ ฉบับ เป็นการรับเงินจากการกู้ ๗ ฉบับ อีก ๑๒ ฉบับเป็นการับเงินที่นายวิชัยกรรมการผู้จัดการยืมไป ดังนี้เห็นว่าเอกสาร ๑๕๔ ฉบับดังกล่าวเป็นเอกสารของบริษัทโจทก์ทำขึ้นเพื่อประกอบการลงบัญชีของโจทก์โดยตรง

ไม่ใช่ทำเป็นการส่วนตัวของนายสุรพงศ์ ถ้าหากเอกสาร ๑๕๔ ฉบับนี้ไม่ใช่เอกสารของบริษัทโจทก์แล้ว นางสาวพิศมัยสมุห์บัญชีกับนายวิชัยกรรมการผู้จัดการจะนำไปให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรตรวจสอบทำไม เมื่อนายวิชัยกรรมการผู้จัดการไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่สรรพากรตามเอกสารหมาย ล.๗ ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าเอกสารดังกล่าวไม่ใช่ของบริษัทโจทก์ทำขึ้นโดยการเพียงว่าเป็นใบรับที่ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์เท่านั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๐๓ บัญญัติความหมายคำว่า "ใบรับ" ไว้ว่าหมายถึงบันทึกหรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานว่าได้รับ ได้รับฝาก หรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว บันทึกหรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด

ๆ หรือไม่ไม่สำคัญ เมื่อเอกสารดังกล่าวมีข้อความว่าโจทก์ได้รับเงินตามรายการในเอกสารนั้นและโจทก์เป็นผู้ทำขึ้น ถือได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นใบรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๐๓แล้ว เมื่อเป็นใบรับแล้ว แม้จะไม่ใช่แบบพิมพ์ของบริษัท ไม่มีกรรมการบริษัทเซ็นชื่อหรือไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำใบรับก็ตาม ใบรับนั้นก็จะต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ตามข้อ ๒๘ ท้ายหมวด ๖ แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย

ปัญหาต่อไปมีว่าโจทก์มีหน้าที่จะต้องปิดอากรแสตมป์หรือไม่ ข้อนี้จะได้พิจารณาเป็นประเภท ๆ ไป ประเภทแรก ใบรับเงินทดรอง ๑๓๕ ฉบับ นายวิชัยกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ และนางนันทนากรรมการบริษัทโจทก์เบิกความว่า เมื่อเริ่มก่อตั้งบริษัทเงินของบริษัทโจทก์ไม่พอใช้ บรรดาผู้ถือหุ้นได้ออกเงินทดรองให้บริษัทโจทก์ ๑๓๕ ครั้ง เป็นเงินประมาณ เจ็ดล้านบาทเศษ เงินนี้บริษัทโจทก์ไม่ได้ดอกเบี้ยเพราะถือเป็นกันเองระหว่างญาติเห็นว่า บริษัทโจทก์เป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นให้บริษัทโจทก์ยืมเงินไปในฐานะส่วนตัวของผู้ถือหุ้นแต่ละคน การที่บริษัทโจทก์ออกใบรับในกรณีเช่นนี้ มิใช่ใบรับที่บุคคลในคณะบุคคลซึ่งกระทำกิจการร่วมกันออกให้ซึ่งร่วมกันออกให้ซื้อกันและกันตามหน้าที่เพื่อดำเนินกิจการของบุคคลนั้น

โจทก์จึงจำต้องปิดอากรแสตมป์ในใบรับรองดังกล่าว เพราะไม่เข้าข้อยกเว้นตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ ๒๕ ฌ. ประเภทที่สอง ใบรับเงินชำระหนี้ค้าง นายวิชัยกรรมการบริษัทโจทก์และนางนันทนากรรมการบริษัทโจทก์เบิกความว่า นายวิชัยกรรมการผู้จัดการบริษัทได้ยืมเงินบริษัทโจทก์ไปใช้สอยส่วนตัวหลายครั้งรวมเป็นเงินสามแสนหมื่นบาทเศษและได้ชำระคืนให้แก่บริษัทเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ โดยทนายส่ง ๑๒ ครั้ง นางนันทนาพยานว่าเมื่อรับเงินคืนทางบริษัทออกใบรับให้นายวิชัย แต่นายวิชัยมิได้ใบรับที่บริษํทโจทก์ออกให้มาแสดงว่าได้ปิดอากรแสตมป์แล้ว ดังนั้น ใบรับเงินชำระหนี้ที่ค้างรายพิพาท ๑๒ ฉบับ ซึ่งโจทก์ทำขึ้นและโจทก์เป็นผู้ทรงอยู่ จึงต้องเป็นผู้ปิดแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ ๒๘ การที่โจทก์ต้องเสียอากรสำหรับใบรับเงินทดรอง ๑๓๕ ฉบับ และใบรับชำระหนี้ค้าง ๑๒ ฉบับดังกล่าว

โจทก์ไม่ได้ปิดแสตมป์ให้ถูกต้องจนพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบ พนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมมีอำนาจที่จะเรียกเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรจากโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนใบรับเงินซึ่งบริษัทโจทก์กู้เงินจากบุคคลภายนอก ๗ ฉบับ เห็นว่าโจทก์มีสัญญากู้ตามเอกสารหมาย จ.๒ ถึง จ.๘ มาแสดง นายวิชัยกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ และนางนันทนากรรมการบริษัทโจทก์เบิกความประกอบว่า ได้กู้เงินบุคคภายนอกตามเอกสารดังกล่าวจริงโดยไม่การทำสัญญากู้กันไว้ นายวิชัยกรรมการผู้จัดการทำบันทึกรายการให้ผู้ลงบัญชีไว้ เห็นว่าตามใบรับ ๗ ฉบับดังกล่าวมีข้อความว่า บริษัทโจทก์ได้กู้เงินบุคคลเหล่านั้นตามวันที่ออกใบรับจริง

มีอยู่ฉบับเดียวของนายอมรรัตน์ สุวรรณธรรม ฉบับลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๑๓ ที่ลงในใบรับว่า "ได้รับเงินทดรองจ่าย" แต่ข้อนี้อาจผิดพลาดได้ เพราะปรากฏว่าบันทึกบางฉบับได้แปลมาจากภาษาจีนที่นายวิชัยกรรมการผู้จัดการเขียนบันทึกไว้อีกทีหนึ่ง ข้อผิดพลาดเช่นนี้ไม่ถึงกับทำให้ไม่น่าเชื่อว่าไม่มีการกู้กัน ที่ศาลอุทธรณ์สงสัยว่าสัญญากู้ตามเอกสารหมายจ.๒ ถึง จ.๘ อาจทำขึ้นภายหลัง เพราะตอนที่นายวิชัยกรรมการผู้จัดการไปให้การกับพนักงานเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๑๕ ตามเอกสารหมาย ล. ๗ นายวิชัยน่าจะให้การระบุถึงสัญญากู้ดังกล่าวแล้ว การกู้แต่ละรายมีจำนวนเงินมากน่จะมีการคิดดอกเบี้ยและพยานในสัญญากู้ก็ไม่น่าจะเป็นชุดเดียวกัน

เห็นว่านายวิชัยอาจหลงลืมให้การ หรือไม่มีการซักถามในข้อเหล่านี้ การกู้กันไม่มีการคิดดอกเบี้ยและพยานในสัญญากู้เป็นพยานชุดเดียวกันก็ไม่เป็นการผิดปกติวิสัย ดังนั้น จึงเชื่อว่ามีการกู้และทำสัญญากู้ดังกล่าวไว้จริง เมื่อสัญญากู้ปิดอากรแสตมป์มีจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว โจทก์ก็ไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ซ้ำในใบรับอีก ที่จำเลยอ้างว่าแม้จะฟังว่าเป็นว่าสัญญากู้ทำไว้แต่เดิมก็ตาม แต่ปรากฏว่าแสตมป์ปิดในสัญญากู้ไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ก็ตาม จึงไม่ถือว่าได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ข้อนี้เห็นว่า สัญญากู้ทั้ง ๗ ฉบับ ได้ปิดอากรแสตมป์เป็นราคาไม่น้อยกว่า อากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าที่ปิดทับกระดาษเพื่อมิให้แสตมป์ใช้ได้อีก

ก็ย่อมเป็นการปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามมาตรา ๑๐๓ แห่งประมวลรัษฎากรแล้วตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๑/๒๔๘๗ ระหว่างนายบุญศรี รุจิโกไสย โจทก์ นายเอื้อน มูสิกอง จำเลย และคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๑/๒๔๘๘ ระหว่างนายใหญ่ เข็มทอง จ. นางมา สาทุมกับพวก จำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการรับเงินกู้ ๗ ฉบับ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุธี ชอบธรรม · สนับ คัมภีรยส · ขจร หะวานนท์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครปฐม - นายลิขิต ไชยฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ - นายปชงค์ นครพันธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 426/2544

ประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 เพียงแต่บัญญัติว่าตราสารใดที่ไม่ปิดอากรแสตมป์หรือปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนบริบูรณ์และขีดฆ่าแล้ว แต่หาได้บังคับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2296/2522

ประมวลรัษฎากรมาตรา 16 ซึ่งอยู่ในหมวด 2 ของลักษณะ 2 ภาษีอากรฝ่ายสรรพากรบัญญัติว่า "เจ้าพนักงานประเมินหมายความว่าบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง" และมีมาตรา 15 ให้ใช้บทบัญญัติในหมวด 2 บังคับแก่การ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2390/2517

จำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดโซไซท์เสตทได้ออกใบรับในการรับเงินไว้มีข้อความว่า "ใบรับเงินชั่วคราว วันที่ 28 ตุลาคม 2507 ข้าพเจ้านายจิง แซ่โค้ว(จำเลย)ผู้แทนของห้างหุ้นส่วนจำกัดโซไซท์เสต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 731/2568

สัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. สิ้นสุดไปตามหนังสือลาออกของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2561 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6752/2567

จากบทบัญญัติตาม ป.รัษฎากร มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (3), มาตรา 50, มาตรา 50 ทวิ, มาตรา 54 วรรคหนึ่ง และมาตรา 60 เห็นได้ว่า การเก็บภาษีด้วยวิธีหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นวิธีการจัดเก็บภาษีล่วงหน้าเพื่อประโยชน์ในกา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้