Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1206/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อผู้ประกอบการค้ายื่นแบบแสดงรายการการค้าไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 87(2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นเจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจกำหนดรายรับโดยพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่หรือพฤติการณ์ของผู้ประกอบการค้าหรือสถิติของผู้ประกอบการค้าเองหรือของผู้ประกอบการค้าอื่นที่กระทำกิจการทำนองเดียวกัน หรือพิจารณาจากหลักเกณฑ์อย่างอื่นอันอาจแสดงรายรับได้โดยสมควร ตามมาตรา 87 ทวิ(7)แห่งประมวลรัษฎากร

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 87

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงาน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า (ภ.ค.80)เลขที่ 9071/4/100021 เลขที่ 9071/4/100022 เลขที่ 9071/4/100025 เลขที่ 9071/4/100027 เลขที่ 9071/4/10028 กับให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า (ภ.ค.80)เลขที่ 9071/4/100023 เลขที่ 9071/4/100024 เลขที่ 9071/4/100026 และเลขที่ 9071/4/100029 เฉพาะในส่วนที่ประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าจากรายรับค่าห้องพักโรงแรมสยามออคิดและโรงแรมสยามวิลล่า คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ประกอบกิจการโรงแรม มีสถานประกอบการ2 แห่ง คือโรงแรมสยามออคิดและโรงแรมสยามวิลล่า ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนมิถุนายน 2536 สรรพากรจังหวัดสงขลาได้ออกหมายเรียกตรวจสอบการเสียภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และปี 2534 ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 188ต่อมา นายอรรถสิทธิ์ ปราณีจิตต์ กรรมการโจทก์ได้ไปพบและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 179 ถึง 180 หลังจากนั้น เจ้าพนักงานของจำเลยได้มีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2533 และปี 2534 ตามเอกสารหมาย

ล.2 แผ่นที่ 4 กับประเมินภาษีการค้าสำหรับเดือนมกราคม 2533 ถึงเดือนธันวาคม 2534 ตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า(ภ.ค.80) เลขที่ 9071/4/100021 ถึง เลขที่ 9071/4/100029เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 45 ถึง 53 โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งเฉพาะการประเมินภาษีการค้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โดยเห็นว่าการประเมินภาษีการค้าของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว และไม่มีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับให้โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่าการประเมินภาษีการค้าของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับรายรับจากกิจการอื่นของโจทก์เว้นแต่รายรับค่าโทรศัพท์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยมีร้อยตำรวจตรีหญิงทัศนีย์ ภู่ประเสริฐ เป็นพยานเบิกความว่าพยานเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบการเสียภาษีของโจทก์ เนื่องจากโจทก์แจ้งเลิกประกอบกิจการ นายอรรถสิทธิ์ปราณีจิตต์ กรรมการโจทก์ได้มาพบโดยนำบัญชีและเอกสารต่าง ๆของโจทก์มาส่งมอบให้และให้ถ้อยคำว่า โรงแรมสยามออคิดของโจทก์มีห้องพักปรับอากาศ 50 ห้อง มีผู้ใช้บริการเข้าพักคืนละประมาณ10 ห้อง ราคาห้องพักคืนละ 200 บาท ถึง 320 บาท

โรงแรมแห่งนี้ยังมีรายได้จากภัตตาคารวันละ 1,000 บาท ถึง 2,000 บาทและรายได้จากไนต์คลับสัปดาห์ละ 1 วัน คือ วันจันทร์ซึ่งมีรายรับ 5,000 บาท ถึง 6,000 บาท และโรงแรมสยามวิลล่าของโจทก์มีห้องพัก 33 ห้อง เป็นห้องที่ใช้พัดลม 25 ห้อง ห้องปรับอากาศ8 ห้อง มีผู้ใช้บริการเข้าพักห้องที่ใช้พัดลมคืนละ 12 ห้อง ราคาคืนละ 120 บาท ถึง 150 บาท เข้าพักห้องปรับอากาศคืนละ 1 ห้องถึง 2 ห้อง ราคาคืนละ 280 บาท ถึง 320 บาท และยังมีรายได้จากห้องอาหารที่โรงแรมแห่งนี้ซึ่งเป็นภัตตาคารประเภทมีนักร้องคืนละ 2,000 บาท ถึง 3,000 บาท ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมายล.2 แผ่นที่ 179 ถึง 180 พยานจึงนำข้อมูลตามคำให้การของนายอรรถสิทธิ์มาประเมินรายรับของโจทก์โดยใช้วิธีเฉลี่ยตามรายได้ขั้นต่ำและขั้นสูงที่นายอรรถสิทธิ์ให้ถ้อยคำไว้กล่าวคือรายได้ค่าห้องพักของโรงแรมสยามออคิด

พยานถือว่าโจทก์บริการห้องพักได้ราคาห้องละ 260 บาท มีผู้เข้าพักคืนละ10 ห้อง โจทก์จึงมีรายได้ค่าห้องพักคืนละ 2,600 บาทแล้วคำนวณต่อไปว่าในหนึ่งปี ซึ่งมี 365 วัน โจทก์จะมีรายได้ค่าห้องพัก 949,000 บาท ส่วนรายรับจากกิจการภัตตาคารของโรงแรมแห่งนี้ พยานคำนวณว่าโจทก์มีรายรับถัวเฉลี่ยวันละ1,500 บาท หรือปีละ 547,500 บาท และมีรายรับจากกิจการไนต์คลับสัปดาห์ละ 5,500 บาท หรือปีละ 286,000 บาทกรณีโรงแรมสยามวิลล่าพยานถือว่าในแต่ละวันโจทก์มีรายรับค่าห้องพักประเภทห้องพัดลม 12 ห้อง ราคา ห้องละ 135 บาทห้องปรับอากาศ 2 ห้อง ราคาห้องละ 300 บาท รวมเป็นค่าห้องพักเฉลี่ยคืนละ 2,220 บาท หรือปีละ 910,300 บาท และมีรายได้จากห้องอาหารประเภทมีดนตรีของโรงแรมแห่งนี้สัปดาห์ละ 5,500 บาทหรือปีละ 286,000 บาท

ปรากฏตามรายละเอียดการตรวจสอบเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 77 ถึง 90 เห็นว่าเมื่อผู้ประกอบการค้ายื่นแบบแสดงรายการค้าไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 87(2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจกำหนดรายรับโดยพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่หรือพฤติการณ์ของผู้ประกอบการค้าหรือสถิติของผู้ประกอบการค้าเองหรือของผู้ประกอบการค้าอื่นที่กระทำกิจการทำนองเดียวกัน หรือพิจารณาจากหลักเกณฑ์อย่างอื่นอันอาจแสดงรายรับได้โดยสมควร ตามมาตรา 87 ทวิ(7) แห่งประมวลรัษฎากร การที่นายอรรถสิทธิ์ ปราณีจิตต์ กรรมการผู้จัดการของโจทก์ได้ให้ถ้อยคำถึงรายได้ของโจทก์ต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในชั้นตรวจสอบไต่สวน จึงเป็นยอดเงินที่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ให้ปากคำแสดงออกมาเองย่อมผูกพันโจทก์

เมื่อเจ้าพนักงานประเมินนำยอดเงินดังกล่าวมาเฉลี่ยเพื่อกำหนดรายรับแต่ละเดือนเช่นนี้ย่อมเป็นอำนาจที่เจ้าพนักงานประเมินกระทำได้ แม้จะได้ความตามที่โจทก์อ้างว่าในการกำหนดรายรับของโจทก์นั้น หากเดือนใดโจทก์แสดงรายได้ต่ำกว่ารายรับที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณเฉลี่ยเจ้าพนักงานประเมินจะทำการประเมินรายรับของโจทก์ในเดือนนั้นให้สูงขึ้น แต่หากเดือนใดโจทก์แสดงรายรับเพื่อเสียภาษีการค้าสูงกว่ารายรับที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณได้ก็จะถือว่าโจทก์แสดงรายรับถูกต้อง การประเมินดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นการกำหนดรายรับขั้นต่ำและทำให้โจทก์มีรายรับสูงกว่าอัตราเฉลี่ยด้วยนั้นเห็นว่า ผู้ประกอบการค้ามีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการค้าและชำระภาษีการค้าเป็นรายเดือนภาษี

เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดรายรับเฉลี่ยของโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยแล้ว หากเดือนภาษีใดโจทก์แสดงรายรับต่ำกว่ารายรับเฉลี่ยดังกล่าวเจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าเพิ่มเติมในเดือนนั้น ๆ ได้ หาเป็นการทำให้มีรายรับสูงกว่าอัตราเฉลี่ยตามข้ออ้างของโจทก์ และวิธีการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามจำนวนรายรับดังกล่าวก็มิใช่มีลักษณะเป็นการกำหนดรายรับขั้นต่ำของโจทก์ดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยเพราะที่มาของหลักเกณฑ์ต่างกัน เนื่องจากรายรับของโจทก์ได้อาศัยจากข้อมูลที่กรรมการโจทก์ให้ถ้อยคำไว้ในชั้นตรวจสอบและข้อเท็จจริงที่โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีการค้าไว้เองเป็นแนวทาง

ไม่ได้อาศัยเกิดจากการควบคุมตรวจสอบและจดรายรับประจำวันไว้แต่อย่างใด ข้อที่โจทก์อ้างว่าบริษัทโจทก์มีรายรับต่ำเพราะขณะนั้นโจทก์ทำการปรับปรุงห้องพักโรงแรมสยามวิลล่าจากห้องพัดลมเป็นห้องปรับอากาศ และโรงแรมสยามออคิดผู้มาพักส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ โจทก์คิดค่าห้องเพียงคืนละ 200บาท นั้น เห็นว่า โจทก์มีนายปรีชา กรอบเพ็ชร มาเบิกความว่าเป็นผู้รับจ้างทำการปรับปรุงห้องพัก แต่โจทก์ก็ไม่สามารถแสดงหลักฐานการจ้างหรือการจ่ายเงินค่าจ้างในการปรับปรุงดังกล่าวส่วนโรงแรมสยามออคิดโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าในแต่ละเดือนมีข้าราชการมาพักจำนวนเท่าใดและที่โจทก์อ้างว่าเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับโรคเอดส์ เพลิงไหม้สถานเริงรมย์ในตำบลปาดังเบซาร์และมีเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นในประเทศไทย

ทำให้นักท่องเที่ยวกลัวไม่มาพักและเที่ยวสถานเริงรมย์ โจทก์จึงมีรายได้น้อยลงนั้นเมื่อพิจารณาจากตารางสรุปค่าห้องพักโรงแรมสยามออคิดและโรงแรมสยามวิลล่า ในปี 2533 และปี 2534 ตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 1, 3, 8 และ 12 แล้ว ปรากฏว่า โจทก์มีรายรับในช่วงดังกล่าวสม่ำเสมอใกล้เคียงกันกับขณะก่อนและหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ดังนั้นเหตุการณ์ดังกล่าวจึงหามีผลกระทบต่อธุรกิจของโจทก์มากนัก ข้ออ้างของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังขึ้นปัญหาต่อไปที่ต้องวินิจฉัยคือ ตามบันทึกคำให้การ เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 180 รายรับจากภัตตาคารโรงแรมสยามออคิดและจากภัตตาคารโรงแรมสยามวิลล่าเป็นรายรับรวมของภัตตาคารดังกล่าวหรือไม่

โจทก์นำสืบว่า ภัตตาคารแต่ละโรงแรมในช่วงกลางวันไม่มีดนตรี รายรับในช่วงดังกล่าวโจทก์นำมาเสียภาษีในประเภทการค้า 7(ง) ส่วนในช่วงกลางคืนมีดนตรีโจทก์นำรายรับมาเสียภาษีการค้าในประเภทการค้า 7(ก) คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างนำสืบว่าแต่ละโรงแรมมีภัตตาคารเพียงแห่งเดียว และเมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การของนายอรรถสิทธิ์ ปราณีจิตต์ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 180 แล้ว เห็นได้ว่านายอรรถสิทธิ์มิได้ให้การแยกประเภทรายรับจากภัตตาคารว่าเป็นรายรับในช่วงไม่มีดนตรีเท่าใดและเป็นรายรับในช่วงมีดนตรีเท่าใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามบันทึกคำให้การดังกล่าวนายอรรถสิทธิ์ให้ถ้อยคำเกี่ยวกับรายรับของภัตตาคารว่าเป็นรายรับรวมจากภัตตาคารเพียงแห่งเดียวในแต่ละโรงแรม ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินรายรับเพิ่มเติมสำหรับภัตตาคารของโรงแรมสยามออคิดในประเภทการค้า 7(ง) และประเมินรายรับเพิ่มเติมสำหรับภัตตาคารของโรงแรมสยามวิลล่าในประเภทการค้า 7(ก) จึงไม่ถูกต้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ตามหนังสือแจ้งภาษีการค้าเลขที่ 9071/4/100021 กับให้ยกฟ้องโจทก์ ตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า เลขที่ 9071/4/100023 เลขที่ 9071/4/100024เลขที่ 9071/4/100026 และเลขที่ 9071/4/100029 เฉพาะในส่วนรายรับค่าห้องพักโรงแรมสยามออคิดและโรงแรมสยามวิลล่านอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · สันติ ทักราล · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4586/2546

ป. รัษฎากร มาตรา 78 (เดิม) บัญญัติให้ผู้ประกอบการค้า ประเภทการค้าอสังหาริมทรัพย์มีหน้าที่เสียภาษีการค้าจากรายรับที่ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยกำหนดความหมายของคำว่า "รายรับ" ไว้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8315/2543

โจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2531 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2531 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2531 และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ถึงว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิ และมาตรา 87 ทวิ(6)กฎหมายได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์ที่โอนตามราคาที่พึงได้รับจากการขายตามปกติหรือตามราคาตลาด ในวันที่โอน ดังนั้น การที่เจ้าพนักงา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1965/2541

ตามหนังสือรับรองของหอทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครในหัวข้อวัตถุที่ประสงค์ข้อ 2 ระบุว่า โจทก์มีวัตถุที่ประสงค์ในการเตรียมและจัดการโครงการของการลงทุน และจัดการธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ถือได้ว่าโจทก์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 103/2541

บทบัญญัติตามมาตรา 87 ทวิ(7) เดิม แห่งประมวลรัษฎากรเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ประกอบการค้าชำระภาษีการค้าไว้ไม่ถูกต้องหรือไม่ยื่นแบบแสดงรายการค้าในเดือนที่ล่วงมาแล้วซึ่งหมายถึงในเดือนที่ถึงกำหนดชำระแล้ว เจ้า…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้