Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิ และมาตรา 87 ทวิ(6)กฎหมายได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์ที่โอนตามราคาที่พึงได้รับจากการขายตามปกติหรือตามราคาตลาด ในวันที่โอน ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ใช้ราคาตามบัญชีราคาประเมินที่ดินของสำนักงานกลางประเมิน ราคาทรัพย์สิน กรมที่ดิน ที่ใช้อยู่ในวันที่ทำการโอนในการกำหนดราคา ขายที่ดินของโจทก์ในการโอนขายเพื่อคำนวณเงินได้พึงประเมิน และรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์จึงชอบด้วยบทบัญญัติ ของกฎหมาย และบัญชีราคาประเมินที่ดินและบัญชีประเมินทุนทรัพย์ ที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 นำมาใช้ประเมินแก่โจทก์ นั้นเป็นเอกสารราชการที่มีการรับรองว่าถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จึงมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าเป็นราคาประเมินที่ถูกต้องแล้ว เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 คำนวณเงินได้พึงประเมินของโจทก์โดยใช้ราคาท้องตลาดในวันโอนกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์ใช้ราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งทำไว้ก่อนวันโอน ดังนั้นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์และเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1คำนวณจึงต่างกัน เมื่อจำนวนเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์จะต้องใช้ราคาตลาดในวันโอนกรรมสิทธิ์เป็นเกณฑ์คำนวณ ดังนั้นการคำนวณเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ปี 2531(ครึ่งปี) ของจำเลยที่ 1จึงถูกต้องแล้ว การกำหนดราคาทรัพย์สินหรือค่าบริการตามราคาตลาดในวันโอน หรือทำบริการตามมาตรา 87 ทวิ (6) ให้ถือราคาตลาดในวันโอน การที่โจทก์นำราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งกระทำก่อนวันโอน มาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีย่อมไม่เป็นการถูกต้องจึงถือได้ว่าราคาดังกล่าวต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผล อันสมควร โจทก์ได้ให้ความร่วมมือด้วยดี มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้า การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ50 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อโจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีจึงเห็นสมควรงดเสียเบี้ยปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าให้แก่โจทก์ทั้งหมด ส่วนเงินเพิ่มนั้นตามประมวลรัษฎากร มิได้บัญญัติให้งดได้ดังเช่นเบี้ยปรับ และจะลดลงได้เมื่อเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ศาลจึงไม่มีอำนาจงดหรือลดเงินเพิ่มให้โจทก์ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 49 ป.รัษฎากร มาตรา 87

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 1047/1/100929 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 522 ก/2539 ที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 1,404,097.25 บาท เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 1047/1/100930และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 522 ข/2539 ที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 1,484,097.25 บาท เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 1047/1/100931 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 522 ค. ที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 12,723,088.83 บาทเพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เลขที่1047/1/100932 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 522 ง. ที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำนวน 2,134,426 บาท เพิกถอนการประเมินภาษีการค้าเลขที่ 1047/4/103618 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ 523 ก/2539 ที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีบำรุงเทศบาล จำนวน234,757.50 บาท เพิกถอนการประเมินภาษีการค้าเลขที่ 1047/4/103619 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ 523/ข/2539 ที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีบำรุงเทศบาล จำนวน 1,283,082.73 บาทและขอให้จำเลยที่ 1 สั่งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก

ณ ที่จ่ายที่หักไว้เกินจำนวน 5,916,636.04 บาท และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 2466 ตำบลบ้านใหม่ (สีกัน)อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 32 ไร่2 งาน 44 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 2475 ตำบลบ้านใหม่ (สีกัน)อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 27 ไร่2 งาน 19 ตารางวา มาจากการรับซื้อฝากแล้วผู้ขายฝากไม่ไถ่คืนต่อมาโจทก์ได้แบ่งแยกที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวเป็นแปลงย่อยเพื่อขายโดยมีเงินได้จากการขายที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในปี 2530และปี 2531 และโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีในปี 2530และ 2531 แล้ว

ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายของปีภาษี 2530 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2537เจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2530 (ครึ่งปี) ปีภาษี 2530 ปีภาษี 2531(ครึ่งปี) ปีภาษี 2531 หนังสือแจ้งภาษีการค้าปี 2530 สำหรับเดือนมกราคมถึงเมษายน มิถุนายน สิงหาคม พฤศจิกายน และธันวาคมปี 2531 สำหรับเดือนมกราคม มีนาคมถึงสิงหาคม พฤศจิกายนและธันวาคม โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องคดีนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า การกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์จะต้องถือราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นเกณฑ์ในการคำนวณเงินได้พึงประเมินและรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์หรือไม่

โจทก์อ้างว่าโดยสภาพของตัวสัญญาจะซื้อจะขายในคดีนี้จำต้องกำหนดราคากันไว้ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อชำระราคาเป็นงวดและเมื่อครบกำหนดจะมีการชำระขั้นสุดท้ายที่เหลือจึงแตกต่างจากการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ซึ่งมีการโอนกรรมสิทธิ์ในทันที ดังนั้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิและ 87 ทวิ(6) จึงได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินที่จะกำหนดราคาที่ดินที่มีการโอนเสียใหม่ให้เป็นไปตามราคาท้องตลาดแต่ต้องเป็นกรณีที่โอนนั้นต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรกรณีนี้ต้องถือราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหลักเพราะความจริงเป็นเช่นนั้นเจ้าพนักงานประเมินจะอ้างว่าราคาที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายต่ำกว่าราคาตลาดในวันโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ เพราะมิใช่เป็นกรณีที่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาที่พึงได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นตามปกติ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์นั้นตามราคาที่พึงได้รับจากการขายตามปกติตามราคาในวันที่โอนนั้น แต่ต้องไม่เกินจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนหรือจำนวนทุนทรัพย์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดินแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า" และตามมาตรา 87 ทวิ(6) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติว่า"เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 87 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ(1)...ฯลฯ(6)

กำหนดราคาทรัพย์สินหรือค่าบริการตามราคาตลาดในวันโอนหรือทำบริการ เมื่อการโอนทรัพย์สินหรือทำบริการให้นั้นไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร"ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า กฎหมายได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์ที่โอนตามราคาที่พึงได้รับจากการขายตามปกติหรือตามราคาตลาดในวันที่โอนการที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ใช้ราคาตามบัญชีราคาประเมินที่ดินของสำนักงานกลางประเมินราคาทรัพย์สินกรมที่ดินตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 57 ถึง 63 ที่ใช้อยู่ในวันที่ทำการโอนในการกำหนดราคาขายที่ดินของโจทก์ในการโอนขายเพื่อคำนวณเงินได้พึงประเมินและรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์จึงชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้ว

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสี่นำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่าราคาที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 นำมาประเมินราคาที่ดินของโจทก์เป็นราคาที่ถูกต้องนั้น เห็นว่า บัญชีราคาประเมินที่ดินและบัญชีประเมินทุนทรัพย์ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 57ถึง 63 ที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 นำมาใช้ประเมินแก่โจทก์นั้นเป็นเอกสารราชการที่มีการรับรองว่าถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จึงมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าเป็นราคาประเมินที่ถูกต้องแล้วปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ปี 2531(ครึ่งปี) 16,292,300 บาท ไม่ถูกต้อง เพราะพยานโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลยทั้งสี่นั้น

เห็นว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 คำนวณเงินได้พึงประเมินของโจทก์โดยใช้ราคาท้องตลาดในวันโอนกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์ใช้ราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งทำไว้ก่อนวันโอน ดังนั้นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์และเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1คำนวณจึงต่างกัน เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าจำนวนเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์จะต้องใช้ราคาตลาดในวันโอนกรรมสิทธิ์เป็นเกณฑ์คำนวณ ดังนั้น การคำนวณเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ปี 2531 (ครึ่งปี) ของจำเลยที่ 1จึงถูกต้องตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยไว้ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่าโจทก์ต้องเสียภาษีการค้าเพิ่มหรือไม่ เพียงใด โจทก์อ้างว่าเจ้าพนักงานประเมินจะกำหนดราคาทรัพย์สินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 87 ทวิ(6)

ได้จะต้องปรากฏว่าการกำหนดราคาทรัพย์สินหรือค่าบริการของโจทก์นั้นไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รายรับของโจทก์ซึ่งเกิดจากสัญญาจะซื้อจะขายที่ได้ทำไว้ล่วงหน้าก่อนโอนกรรมสิทธิ์จะต้องกำหนดไว้ตายตัว ยอดเงินที่ผ่อนชำระรายงวดกับยอดเงินที่เหลือที่ต้องชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์จึงเป็นราคาขายในขณะนั้นไม่ว่าจะต่ำกว่าราคาตลาดในขณะนั้นหรือไม่ก็ไม่เป็นการขายที่ดินต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เห็นว่าการกำหนดราคาทรัพย์สินหรือค่าบริการตามราคาตลาดในวันโอนหรือทำบริการตามมาตรา 87 ทวิ (6) ดังกล่าวให้ถือราคาตลาดในวันโอนการที่โจทก์นำนาคาตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งกระทำก่อนวันโอนมาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีย่อมไม่เป็นการถูกต้อง จึงถือได้ว่าราคาดังกล่าวต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า

มีเหตุสมควรงดหรือลดเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับให้โจทก์อีกหรือไม่นั้นข้อเท็จจริงปรากฏว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ได้ให้ความร่วมมือด้วยดี มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้า จึงลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อโจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงเห็นสมควรงดเสียเบี้ยปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าให้แก่โจทก์ทั้งหมดส่วนเงินเพิ่มนั้นตามประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติให้งดได้ดังเช่นเบี้ยปรับ และจะลดลงได้เมื่อเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ศาลจึงไม่มีอำนาจงดหรือลดเงินเพิ่มให้โจทก์ได้พิพากษาแก้เป็นว่า ให้งดเบี้ยปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าให้แก่โจทก์ทั้งหมด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชา มั่นสกุล · ยงยุทธ ธารีสาร · สันติ ทักราล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5450/2561

โจทก์ขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2548 ซึ่งขณะนั้นมีประกาศกรุงเทพมหานครฯ แก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินพิพาทว่ามีราคาประเมินตารางวาละ 45,000 บาท ดังนั้น ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8308/2557

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๖ บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังย่อมมีอำนาจกำหนดท้องที่รับผิดชอบแก่เจ้าพนักงานที่ได้รับการแต่งตั้งด้วยได้เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3617/2554

แม้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ จะจัดให้มีเหตุผลของการประเมินไว้เพียงว่า โจทก์มีรายรับจากการขายที่ดินพิพาท โดยมิได้มีการยื่นแบบและชำระภาษีไว้ เจ้าพนักงานจึงประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ เงิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6860/2553

เจ้าพนักงานประเมินได้หลักฐานว่าโจทก์มีเงินได้พึงประเมินเป็นเงินเดือนและค่าน้ำมันรถยนต์ที่ได้รับจากห้าง ส. ซึ่งเป็นนายจ้าง เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่ง ป.รัษฎากร และนำเงินฝากเข้าบัญชีโจทก์ซึ่งโจทก์ไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4586/2546

ป. รัษฎากร มาตรา 78 (เดิม) บัญญัติให้ผู้ประกอบการค้า ประเภทการค้าอสังหาริมทรัพย์มีหน้าที่เสียภาษีการค้าจากรายรับที่ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยกำหนดความหมายของคำว่า "รายรับ" ไว้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้