Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10428/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บันทึกเงินยืมมีข้อความว่า วันที่ 9 ธันวาคม 2543 ข้าพเจ้า ส. ขอทำบันทึกว่าได้ยืมเงินและรับเงินยืมจาก พ. ไปแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 4,500,000 บาท (สี่ล้านห้าแสนบาท) จริง และขอชำระเงินยืมดังกล่าวคืนแก่ พ. ผู้ให้ยืมเงินต่อไปนี้... เพื่อเป็นหลักฐานในการบันทึกนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ลงชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน... ซึ่งก็จะได้ความว่าจำเลยเป็นผู้กู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ 4,500,000 บาท ดังความในตอนท้ายที่มีลายมือชื่อของจำเลยว่าผู้ยืมและโจทก์ว่าผู้ให้ยืม บันทึกเงินยืมดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน จึงไม่เข้าลักษณะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แม้โจทก์จะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,520,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,520,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2543 โจทก์และจำเลยทำบันทึกเงินยืมตามเอกสารหมาย จ.1 โดยโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้ให้ยืมและจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้ยืม คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า บันทึกเงินยืมเอกสารหมาย จ.1 เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง หรือไม่ และจำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ...

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า บันทึกเงินยืมเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความว่าวันที่ 9 ธันวาคม 2543 ข้าพเจ้านายสิทธิชัย ขอทำบันทึกว่าได้ยืมเงินและรับเงินยืมจากคุณสุพจน์ ไปแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 4,500,000 บาท (สี่ล้านห้าแสนบาท) จริง และขอชำระเงินยืมดังกล่าวคืนแก่คุณสุพจน์ ผู้ให้ยืมเงินต่อไปนี้... เพื่อเป็นหลักฐานในการบันทึกนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ลงชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน... ซึ่งก็จะได้ความว่าจำเลยเป็นผู้กู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ 4,500,000 บาท ดังความในตอนท้ายที่มีลายมือชื่อของจำเลยว่าผู้ยืมและโจทก์ว่าผู้ให้ยืม บันทึกเงินยืมดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

มิใช่เป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน จึงไม่เข้าลักษณะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 แม้โจทก์จะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ สำหรับปัญหาว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองและมีนายสุนทร ทนายความโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกเงินยืมเอกสารหมาย จ.1 ยืนยันว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 4,500,000 บาท และมีการชำระหนี้เงินยืมด้วยการโอนสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินตามข้อตกลงข้อ (1) ส่วนเงินยืมที่เหลือมีการผ่อนชำระให้โจทก์ 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 180,000 บาท เมื่อพิเคราะห์บันทึกเงินยืมเอกสารหมาย จ.1 นอกจากจำเลยจะลงลายมือชื่อในช่องผู้ยืมแล้ว จำเลยยังลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านข้างของเอกสารบริเวณที่มีการแก้ไขข้อความในเรื่องการผ่อนชำระหนี้ที่เหลือ

รวมทั้งเรื่องของดอกเบี้ย ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญของการกู้ยืมเงิน และจำเลยเองก็นำสืบยอมรับว่า ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกเงินยืมดังกล่าวและโอนสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินตามข้อ (1) กับโอนเงินคืนโจทก์รวม 280,000 บาท จริง เป็นการเจือสมพยานโจทก์ จำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่าเป็นการทำนิติกรรมอำพรางซึ่งก็ไม่ได้มีหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าเป็นการอำพรางนิติกรรมการเป็นหุ้นส่วนทำกิจการห้องพักใหม่ระหว่างโจทก์กับจำเลยอย่างไร รวมทั้งข้อที่จำเลยอ้างว่าได้ชำระหนี้เงินลงทุนดังกล่าวคืนโจทก์ครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ปรากฏหลักฐานการชำระหนี้ดังกล่าวได้เวนคืนแล้วมายืนยัน ข้ออ้างของจำเลยจึงมีน้ำหนักให้รับฟังน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืมโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาคดีมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ตรีวุฒิ สาขากร · พิทักษ์ คงจันทร์ · วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้