คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า ธนาคารโจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์รับฝากเงินและเปิดบัญชีเดินสะพัดกับลูกค้า จำเลยขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ จำเลยตกลงตามคำขอเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ว่า จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีฝากเท่าใดจะชำระดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีของธนาคารในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ต่อมาระหว่างวันที่๑๔ มีนาคม ๒๕๐๔ ถึง ๒๘ ธันวาคม ๒๕๐๔ จำเลยสั่งจ่ายเช็คเบิกเงินจากธนาคารโจทก์เกินไปกว่าตามกระแสเดินสะพัด รวมทั้งดอกเบี้ยเป็นเงิน ๖๘,๙๙๑.๐๓ บาท จนถึงวันฟ้อง ยอดหนี้เพิ่มขึ้นด้วยดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน ๙๙,๕๓๑.๐๓ บาท ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยทบต้นนับแต่วันฟ้อง ฯลฯ
จำเลยให้การว่า ไม่ได้ตกลงเบิกเงินเกินบัญชี ไม่มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร เงินที่เรียกคืนตกอยู่ในลักษณะลาภมิควรได้คดีโจทก์ขาดอายุความ ฯลฯ ระหว่างนัดสืบพยานจำเลย จำเลยแถลงขอสละข้อต่อสู้ที่ให้การไว้ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดคดีเพียงข้อเดียวว่า การที่จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีไปเป็นจำนวนเงินตามฟ้อง จำเลยจะต้องรับผิดหรือไม่ ฯลฯโจทก์จำเลยไม่สืบพยานต่อไป
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินตามฟ้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ในประเด็นที่ว่า เอกสารหมาย จ.๗๓ เป็นสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีหรือไม่นั้น จำเลยฎีกาว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงแบบขอเปิดบัญชีฝากเงินรายวัน ซึ่งจำเลยได้ทำยื่นต่อธนาคารไทยพัฒนาจำกัด โจทก์ซึ่งมีวัตถุประสงค์เฉพาะเรื่องการฝากและถอนเงินฝากไว้ต่อธนาคารเท่านั้นเอง ฯลฯ แต่จะให้หมายเลยไปถึงว่าลูกค้ากับธนาคารได้ตกลงทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้เป็นการล่วงหน้าก็หาเป็นไปเช่นนั้นไม่ ฯลฯ
ศาลฎีกาเห็นว่า จริงอยู่เอกสารดังกล่าวมีข้อความตอนต้นของด้านหน้าว่า "แบบขอเปิดบัญชีฝากกระแสรายวัน" แต่มีข้อความตอนท้ายของด้านเดียวกันนั้นว่า "ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ทราบระเบียบการบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของธนาคารไทยพัฒนาจำกัดตามที่ระบุไว้ด้านหลังของแบบขอเปิดบัญชีนี้ และคำเตือนในสมุดเช็คแล้ว และตกลงรับที่จะปฏิบัติและยอมเข้าผูกพันตามระเบียบการดังกล่าวโดยตลอดฯลฯ" และมีข้อความในระเบียบการบัญชีฝากกระแสรายวันของธนาคารโจทก์ข้อ ๑๑ ซึ่งอยู่ทางด้านหลังของเอกสารดังกล่าวนั้นว่า"ถ้าบัญชีเงินฝากของผู้ฝากมีเงินไม่พอจ่ายตามเช็ค ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินโดยสิ้นเชิง และในกรณีที่เงินในบัญชีเงินฝากมีไม่พอจ่ายตามเช็คหลายฉบับที่นำมาขึ้นเงินพร้อม
ๆ กัน ธนาคารออกจ่ายเงินให้ตามเช็คฉบับใดก็ได้ ตามที่เห็นสมควร อย่างไรก็ดีถ้าทางธนาคารได้อนุมัติให้จ่ายตามเช็คที่สั่งจ่ายมากกว่าจำนวนเงินที่คงเหลืออยู่ในบัญชี โดยจะได้แจ้งให้ผู้ฝากทราบหรือไม่ก็ตาม ผู้ฝากคงตกลงยินยอมรับผิดชอบชดใช้ให้แก่ธนาคารจนครบถ้วนพร้อมด้วยดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีของธนาคารในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีอีกโสดหนึ่งด้วย" กับข้อ ๒๐ ซึ่งอยู่ในด้านเดียวกันนี้มีข้อความว่า"เมื่อธนาคารได้ยินยอมเปิดบัญชีเงินฝากให้ผู้ฝากรายใดตามที่ขอมาแล้วเป็นอันถือว่าผู้ฝากรายนั้นได้ยอมรับปฏิบัติตามระเบียบการนี้โดยทุกประการ" จำเลยได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ขอเปิดบัญชีไว้ในตอนท้ายของด้านหน้าแห่งเอกสารนี้ ซึ่งมีข้อความในด้านนี้เกี่ยวโยงไปถึงข้อความทางด้านหลังโดยใช้ข้อความว่า
"ข้าพเจ้าได้ทราบระเบียบการ ฯลฯ ตามที่ระบุไว้ด้านหลัง ฯลฯ ดีแล้วและตกลงรับที่จะปฏิบัติและยอมเข้าผูกพันตามระเบียบดังกล่าวโดยตลอด ฯลฯ" แล้วมีข้อความที่ผู้ฝากตกลงยินยอมรับผิดชอบชดใช้เงินที่ธนาคารอนุมัติให้จ่ายตามเช็คที่สั่งจ่ายมากกว่าจำนวนเงินที่คงเหลือในบัญชี ทั้งยอมปฏิบัติตามระเบียบดังปรากฏในข้อ๑๑, ๑๒ ของระเบียบทางด้านหลังเอกสารนั้นดังกล่าวแล้ว เมื่อมีการตกลงกันเช่นนี้ก็ย่อมเรียกได้ว่าเอกสารหมาย จ.๗๓ เป็นสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างธนาคารโจทก์และจำเลยอยู่ในตัวซึ่งโจทก์จำเลยจะต้องผูกพันปฏิบัติตามข้อตกลงกันดังกล่าว เมื่อจำเลยรับว่าได้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นจำนวนเงิน ๙๙,๕๓๑.๐๓ บาท ไปจากธนาคารโจทก์ตามฟ้อง และจำเลยยอมชำระดอกเบี้ยทบต้นร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องด้วย จำเลยก็ต้องรับผิดชำระเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวแก่โจทก์ตามฟ้อง
Result
พิพากษายืน